31.7 C
Nakhon Sawan
วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 23, 2024
spot_img

ตอน ปลูกไผ่ลดโลกร้อน เพื่อต่อกรกับพายุ!

ภาวะ “โลกรวน” กับ “โลกเดือด” ที่กำลังทำลายโลก โดยเฉพาะทำร้ายประเทศไทย ปรากฏอยู่เต็มอกเต็มสายตาเต็มความรู้สึกของทุกผู้ทุกนามบนแผ่นดิน

ด้วยฝีมือของผู้คนบนโลกที่รังแก ทำร้าย ทำลายสิ่งแวดล้อมของโลกอย่างเมามัน ติดต่อกันมายาวนานหลายสิบปี

มนุษย์ขุดน้ำมันดิบขึ้นมาทำน้ำมันเชื้อเพลิง แล้วเผาผลาญให้เกิดมลภาวะด้วยเครื่องจักรกล ด้วยรถยนต์ จนอากาศสกปรกด้วยฝุ่นควัน คาร์บอนมอนน็อกไซด์ ขุดถ่านหินเชื้อเพลิงฟอสซิลขึ้นมาเผาผลาญจนเกิดควันพิษคลุมโลก

มนุษย์ปล่อยคลอโรฟลูออโรคาร์บอนขึ้นไปทำลายชั้นโอโซนในชั้นบรรยากาศที่เคยกรองรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตไม่ให้ทะลุทะลวงชั้นโอโซนลงมาสร้างโรคมะเร็งผิวหนังให้มวลมนุษย์เคยสกัดกั้น ไม่ให้โลกร้อนด้วยอิทธิพลของรังสีฯ

มนุษย์ตัดไม้ทำลายป่าอย่างไม่ปรานีปราศรัย ทำให้โลกขาดเครื่องมือผลิตอ็อกซิเจน ดูดซับคาร์บอนไดอ็อกไซด์ และป่าเขียวที่เรียกฝน สร้างความร่มเย็นให้แผ่นดิน

ทำให้แผ่นดินร้อนราวทะเลทราย กลายเป็น “ภาวะโลกรวน” จนถึง “โลกเดือด” ในเวลานี้

ทุกคน ทุกองค์กรภาคเอกชน ทุกส่วนราชการ ต้องเร่งปลูกต้นไม้ให้มากที่สุด ปลูกทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกปี เพื่อให้ความเขียวขจีปกแผ่ไปทั่วทุกหัวระแหงโดยด่วน เพราะภาวะโลกรวนไม่รั้งรอใคร

ต้นไม้ที่ควรปลูกคือไม้ยืนต้นใบโตๆ เพื่อปกแผ่ร่มเงาให้แผ่นดิน และควรเป็นต้นไม้โตเร็วๆ เพราะเวลาและวารีไม่เคยรอรา

ถ้านึกไม่ออกว่าควรปลูกต้นอะไร! ขอแนะนำให้ปลูกต้นไผ่

จะเป็นไผ่ชนิดใดไม่จำกัด ขอให้พิจารณาว่าเหมาะสมกับพื้นที่ ถูกต้องตามความต้องการของเจ้าของที่ดิน ไม่ว่าจะเป็น ไผ่จีน ไผ่ตง ไผ่สีสุก ไผ่ไร่ ไผ่เลี้ยง ไผ่ป่า ไผ่ดำ ไผ่รวก

ต้นไผ่ กอไผ่ ไม้ไผ่ มีคุณอนันต์ต่อวิถีชีวิตของมนุษย์มาตั้งแต่อดีตกาลถึงปัจจุบันกาล และจะยืดยาวไปถึงอนาคตกาลเป็นอนันตกาล

ไผ่เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวตระกูลเดียวกับหญ้า จนนำมาล้อเลียนกันอย่างสนุกสนานว่า “ไผ่เป็นต้นหญ้าที่สูงที่สุดในโลก”…ฮา!

ไผ่เป็นต้นไม้โตไว ทนแล้ง รากแผ่กระจายยึดเกาะดินได้ไม่ด้อยไม่น้อยหน้าหญ้าคา จึงนิยมปลูกริมแม่น้ำลำคลองเพื่อให้รากยึดเกาะดิน ไม่ให้ถูกกระแสน้ำเซาะตลิ่งพังทลาย

ถ้าใครเคยล่องเรือในแม่น้ำสุพรรณ แม่น้ำมะขามเฒ่า แม่น้ำนครชัยศรี หรือแม่น้ำท่าจีน (ซึ่งคือแม่น้ำสายเดียวกัน…ฮา!) จะประจักษ์แก่สายตาว่าล้วนแล้วไปด้วยกอไผ่ตามตลิ่ง ตลอด 2 ข้างลำน้ำ

ต้นไม้ที่พายุรังเกียจ ไม่อยากพบปะ ไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย คือ “กอไผ่” เพราะคราใดที่พายุบุแคมแหลมหน้ามาปะทะกับกอไผ่  เมื่อนั้นคือวาระสุดท้าย หรือวาระใกล้สุดท้ายของพายุ

พายุเคยกระแทกต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้สูง หักโค่นราพณาสูร ล้มราบแหลกลาญระนาว ยิ่งต้นไม้ที่ไม่มีรากแก้วแนวเดียวกันต้นไม้ล้อมขุดมาขายตามสนามกอล์ฟ ตามปั๊มน้ำมันยุคใหม่ที่นิยมต้นไม้ป่าต้นโตๆ ที่ดูเหมือนเติบโตในพริบตาแบบ “โอปปาติกะ” พายุยิ่งชอบ

แต่ถ้าคราวใดพายุมาพบพาน หรือผ่านมาเจอกอไผ่ ดงไผ่ สวนไผ่ พายุแทบอยากจะร้องไห้ เพราะแรงลมพายุที่พุ่งกวาดมาอย่างเกรี้ยวกราด จะถูกลำไม้ไผ่ในกอ (ไผ่) รีดแรงลมให้แยกแตกเป็นสายเล็กสายน้อย จนถูกด้อยพลังความรุนแรงของพายุลงมากลายเป็นสายลมอ่อนๆ ที่ฝรั่งเรียกอย่างน่ารักอ่อนหวานว่า…

“Summer Breeze” หรือ “ซัมเมอร์ บรีซ”

บริเวณกอไผ่ ร่มไผ่ จะมีมวลอากาศเย็นมาชุมนุมสุมหัวกันตลอดช่วงเช้าถึงเที่ยงและตลอดช่วงเที่ยงถึงค่ำ

เพียงแต่ร่มเงาของความร่มเย็นจะอยู่กันคนละฟากของกอไผ่ในช่วงเวลาที่ต่างกัน คือตอนเช้า…ร่มเงาของความร่มเย็นจากกอไผ่จะอยู่ทางฝั่งตะวันตกของกอไผ่ แนวไผ่ ทิวไผ่

พอพระอาทิตย์ย้ายฟากฟ้าข้ามยอดไผ่ไปทางทิศตะวันตก เงาไผ่ที่ปกแผ่ให้ความร่มเย็นก็จะย้ายฝั่งจากตะวันตกไปยังด้านตะวันออกของกอไผ่…ฮา!

เหมือนดวงอาทิตย์ หรือดวงตะวันเล่นไล่จับหรือเล่นซ่อนหากับเงา

บ้านเรือนที่โอบล้อมด้วยกอไผ่ แนวไผ่ ทิวไผ่ ป่าไผ่ จะไม่ต้องสะทกสะท้านยามพายุพัดผ่านหรือโหมกระหน่ำ

ฝาเรือน หลังคาเรือน หลังคาบ้าน จะไม่ถูกระราน ไม่ถูกแตะต้องพ้องพานให้ร้าวรานใจจากแรงพายุ ดังเหตุผลที่กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้นจนถึงบรรทัดนี้

มนุษย์…โดยเฉพาะคนไทยลืมบุญคุณของกอไผ่ที่ให้หน่อไม้  ให้ลำไม้ไผ่เพื่อทำลูกบวบเรือนแพ ให้ไม้ไผ่เอาไว้สร้างกระท่อม ทำฝาเรือนขัดแตะ ทำฟากปูพื้นเรือน ทำแคร่เอาไว้นั่งนอน ทำตอกเอาไว้จักสาน ทำกระบอกใส่น้ำ น้ำตาลสด น้ำตาลเมา ฯลฯ

นอกจากลืมบุญคุณของ “กอไผ่” คนไทยยังลืมบุญคุณของต้นตาล หรือต้นโตนด ซึ่งจะได้นำมาเล่าสู่กันฟังในตอนต่อไป!

 

***********************

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด