32.3 C
Nakhon Sawan
วันพุธ, พฤษภาคม 22, 2024
spot_img

สภาอุตสาหกรรมฯ สัมพันธ์

ผู้อ่านสวรรค์นิวส์และสมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์…………………………………………………….. @ 8 พฤษภาคม 2567 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี ดร. พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการ สมาคมธนาคารไทย ร่วมประชุมด้วย

กกร.เห็นว่าการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการมีมาตรการสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และมีความเห็นต่อประเด็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ 400 บาท ว่าการปรับอัตราค่าจ้างที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง จะเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย ทั้งนี้ กกร. จะมีการทำหนังสือถึงกระทรวงแรงงาน เพื่อขอคัดค้านการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ และหารือถึงแนวทางการปรับขึ้นค่าแรงให้เหมาะสมกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ

การค้าโลกในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตได้น้อยกว่าที่คาดไว้เดิม กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การค้าโลกปี 2567 จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ 3.3% เหลือ 3% และปรับลดคาดการณ์การส่งออกของประเทศ Emerging Markets จากเดิมโตได้ 4.1% เหลือ 3.7% ซึ่ง IMF ประเมินว่าความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั้งรัสเซีย-ยูเครน และอิสราเอล-อิหร่านที่ยกระดับขึ้นจะกระทบต่อปริมาณการค้าโลก ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นปัจจัยลบต่อแนวโน้มการส่งออกสินค้าของไทยในระยะข้างหน้า ทำให้คาดว่าการส่งออกจะเติบโตได้น้อยกว่าที่คาดไว้เดิม

เศรษฐกิจไทยชะลอตัวจากการส่งออกสินค้าและการผลิตที่ฟื้นตัวได้ช้า มูลค่าการส่งออกสินค้าในไตรมาสแรกของปีลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการค้าโลกที่เติบโตได้จำกัด ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวต่อเนื่องในไตรมาสแรก ขณะที่ ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง แต่นักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางมีแนวโน้มลดลงจากผลกระทบของสงคราม อย่างไรก็ตาม คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีจะยังอยู่ที่ราว 35 ล้านคนตามที่คาดไว้เดิมเนื่องจากนักท่องเที่ยวจากเอเซียมีการฟื้นตัวที่ค่อนข้างดี

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ที่ 2.2-2.7% ต่ำกว่าประมาณการเดิม เนื่องจากภาคการส่งออกมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้เพียง 0.5-1.5% ต่ำกว่าประมาณการเดิมเช่นกันตามทิศทางการค้าโลกที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากเรื่องภูมิรัฐศาสตร์แล้วปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้าได้แก่ (1) ความผันผวนของค่าเงิน ตามการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มนโยบายการเงินสหรัฐฯ (2) การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2567 ที่เริ่มเบิกจ่ายได้จะช่วยหนุนการเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้

กกร.เห็นว่าการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการมีมาตรการสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

กกร. มีความเห็นต่อประเด็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ 400 บาท ว่าการปรับอัตราค่าจ้างที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง จะเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังมีปัญหาจากปัจจัยหลายประการที่มีความผันผวน อาทิ ค่าเงินบาท ราคาพลังงาน มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ และสงครามการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมีนาคม 2567 หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 และอัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) อยู่ที่ 62.39% ซึ่งลดลง 4.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของภาคอุตสาหกรรมไทยในที่ประชุมจึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลดังนี้

(1) กกร. เห็นด้วยกับการยกระดับรายได้ของแรงงานไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี ควรปรับตามที่กฎหมายบัญญัติกำหนดไว้ในมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

(2) กกร. ไม่เห็นด้วยกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ แต่ควรใช้กลไก จากคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด และคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) เป็นผู้พิจารณาให้สอดคล้องกับปัจจัยทางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ อัตราเงินเฟ้อ อัตราการเจริญ เติบโตของ GDP ความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง และประสิทธิภาพของแรงงาน

(3) การปรับอัตราจ้างควรพิจารณาจากทักษะฝีมือแรงงาน (Pay By Skills) ตามประกาศ คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเพียงอัตราค่าจ้างของ แรงงาน แรกเข้าที่ยังไม่มีฝีมือ ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งส่งเสริมมาตรการทางภาษี ลดอุปสรรคต่อการ พัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการและแรงงานให้ความสำคัญกับการ UP-Skill & Re- Skill และ New Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity)

(4) การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเฉพาะพื้นที่จังหวัดและประเภทธุรกิจ ควรให้มีการรับฟัง ความคิดเห็น และศึกษาถึงความพร้อมของแต่ละพื้นที่จังหวัดและประเภทธุรกิจ รวมทั้งควรให้มีการ หารือร่วมกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง และใช้กลไกจากคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จังหวัดเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่หรือประเภทธุรกิจเช่นกัน

(5) นอกเหนือจากการยกระดับรายได้ของแรงงานแล้ว ภาครัฐควรเข้ามาดูแลค่าครองชีพในการดำรงชีพของแรงงาน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ภาคแรงงานและประชาชน เช่น ราคาอาหารสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึง ค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งจะช่วยสร้างความสมดุลด้านรายได้และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพให้กับแรงงานให้สอดคล้องตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ทั้งนี้ กกร. จะมีการทำหนังสือถึงกระทรวงแรงงาน เพื่อขอคัดค้านการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ และหารือถึงแนวทางการปรับขึ้นค่าแรงให้เหมาะสมกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ พร้อมกันนี้จะมีการ หารือกับภาคเอกชนในแต่ละจังหวัดถึงผลกระทบและจัดทำข้อเสนอต่อการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด โดยจะยึดกลไกการพิจารณาของคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) เป็นสำคัญ

……………………………………. @ก้าวสู่ธุรกิจที่ยั่งยืน…….ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนา “ธุรกิจก้าวพอดี สู่การเติบโตที่ยั่งยืน” ครั้งที่ 1 : การน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เป็นแนวทางให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างยั่งยืน วันอังคาร 28 พฤษภาคม 2567 เวลา:  08.30-16.00 น. สถานที่: ณ ห้องโกลเด้น โรงแรมแกรนด์ฮิลล์ รีสอร์ท&สปา จังหวัดนครสวรรค์ สิ่งที่จะได้รับจากสัมมนา: แรงบันดาลใจจากวิทยากรผู้มีประสบการณ์ / กลยุทธ์การการสร้างแบรนด์ธุรกิจอย่างยั่งยืน / Workshop การสร้างแบบจำลองธุรกิจที่แข็งแกร่ง  ลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/3WB7wpb สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ที่ : https://linktr.ee/thaichamber

……………………………………………………. @คนทำงานบ้านเฮ! ตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 30 เมษายน 2567 เพิ่มการคุ้มครองให้กับลูกจ้างซึ่งทำงานบ้าน 11 เรื่อง ได้สิทธิลาคลอด 98 วัน  โดยกระทรวงแรงงานได้ตระหนักถึงความสำคัญของแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพราะเป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ที่สุดมีจำนวนมากกว่า 20 ล้านคน ให้สามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐานในการประกอบอาชีพ มีหลักประกันสังคม มีความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้างซึ่งทำงานบ้าน ซึ่งการคุ้มครองตามกฎหมายยังไม่ครอบคลุมและยังไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

กระทรวงแรงงาน ได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 15 (พ.ศ.2567) ตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งขณะนี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 30 เมษายน 2567 เพิ่มการคุ้มครองให้กับลูกจ้างซึ่งทำงานบ้าน 11 เรื่อง ได้แก่

1) มีเวลาทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน

2) มีเวลาพักไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง

3) มีสิทธิลากิจธุระอันจำเป็น

4) ห้ามลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานเวลา 22.00 – 06.00 น. ทำล่วงเวลา หรือวันหยุด

5) ลูกจ้างหญิงลาคลอดได้ 98 วัน

6) ห้ามเลิกจ้างเพราะเหตุมีครรภ์

7) ให้นายจ้างแจ้งการใช้แรงงานเด็ก

8) ลูกจ้างเด็กมีสิทธิฝึกอบรมโดยได้รับค่าจ้าง 30 วัน

9) ลูกจ้างหญิงได้รับค่าจ้างลาคลอด 45 วัน

10) ห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด

11) ลูกจ้างได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

ซึ่งขณะนี้ มีผลบังคับใช้แล้ว “เรามุ่งผลักดันกฎหมายให้ออกมาตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาและคุ้มครองแรงงานนอกระบบให้ตรงจุดที่สุด เพื่อเป็นหลักประกันทางสังคมในการพัฒนาชีวิตคุณภาพแรงงานนอกระบบในมิติต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานให้ดีขึ้นต่อไป”

…………………………………. @ “ผู้ประกันตนเจ็บป่วย” ประกันสังคม ดูแลคุ้มครอง ครอบคลุมทุกโรค จนสิ้นสุดการรักษา และประกาศราชกิจจานุเบกษา ประกาศปรับเพดานค่ารักษาพยาบาลแรงงาน ปี 2567

สำนักงานประกันสังคม  กระทรวงแรงงาน ย้ำ สิทธิการรักษาพยาบาลในระบบประกันสังคม “กรณีเจ็บป่วย” ได้รับความคุ้มครองด้วยการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมทุกโรค ทุกความเจ็บป่วย โดยผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน กว่า 267 แห่ง สะดวก ครบ จบ ในครั้งเดียว และผู้ประกันตนยังสามารถเข้ารับบริการได้ในโรงพยาบาลทุกขนาดตั้งแต่ปฐมภูมิถึงตติยภูมิที่อยู่ภายใต้การลงนามความร่วมมือ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเลือกเข้ารับการรักษาของผู้ประกันตน สำนักงานประกันสังคมได้มีการพัฒนาสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ได้แก่

ปี 2566 ที่ผ่านมา สปส. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ลดความเสี่ยงของโรค NCDs หรือโรคเรื้อรังให้กับผู้ประกันตนมากยิ่งขึ้น ผ่านโครงการดูแลสุขภาพผู้ประกันตนเชิงรุกฯ และตั้งแต่ 1 เมษายน 2567 นี้ ได้ปรับเพิ่ม รายการตรวจสุขภาพให้มีความถี่เพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับปัจจัยด้านอายุและความจำเป็นในการตรวจ เช่น ให้ผู้ประกันตนที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ได้รับการตรวจน้ำตาล ไขมันในเลือด ตรวจการทำงานของไต ตรวจปัสสาวะ รวมถึงการตรวจ X-ray ตามหลักเกณฑ์อัตราที่กำหนด “ทุกปี” ซึ่งจะให้สิทธิเฉพาะผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมเท่านั้น เป็นการตรวจ “เสริม” จากการตรวจสุขภาพพื้นฐานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ให้คนไทยทุกสิทธิ

ทันตกรรม สามารถเข้าถึงการรักษาดูแลสุขภาพฟันในสถานพยาบาลหรือคลินิก ทั้งรัฐ เอกชน ได้อย่างสะดวก ทั้งในและนอกเวลาราชการ โดยไม่ต้องนัดหมายล่วงหน้า และในปี 2667 นี้ สปส. ยังเพิ่มโครงการรถทันตกรรมเคลื่อนที่ อำนวยความสะดวกในการรับบริการรักษาดูแลสุขภาพฟัน เพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีของผู้ประกันตน

เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาฟรี 72 ชั่วโมง ทั้งในสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน สำหรับกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐ รักษาฟรี 72 ชั่วโมง กรณีสถานพยาบาลเอกชน เบิกได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และให้สถานพยาบาลที่รักษาแจ้งสถานพยาบาลตามสิทธิของผู้ประกันตนให้รับผิดชอบดูแลรักษาตั้งแต่รับแจ้ง จนสิ้นสุดการรักษา โดยผู้ประกันตนไม่ต้องสำรองจ่าย

สำนักงานประกันสังคมได้มอบสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลอื่น ๆ เช่น

  1. การปลูกถ่ายไขกระดูก (การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต) สำหรับการรักษามะเร็งโรคเลือด 8 ชนิด สิทธิประกันสังคมสามารถทำการปลูกถ่ายเซลล์ฯ ครอบคลุมทั้งวิธีการปลูกถ่าย โดยใช้เนื้อเยื่อตนเอง เนื้อเยื่อพี่น้องร่วมบิดามารดา และเนื้อเยื่อของผู้บริจาคผ่านสภากาชาดไทย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึงรายละ 1,300,000 บาท “ฟรี”
  2. สามารถเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดหรือหัตถการในกลุ่มโรคที่เป็นปัญหาของผู้ประกันตน จำนวน 5 โรค ประกอบด้วย โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคนิ่วในไตหรือถุงน้ำดี โรคมะเร็งเต้านม และก้อนเนื้อที่มดลูก ไปรับการผ่าตัดหรือทำหัตถการที่ไหนก็ได้ ในโรงพยาบาลที่ทำความตกลงกับสำนักงาน ภายในระยะเวลา 15 วัน หลังจากที่ได้รับการวินิจฉัยหรือแพทย์ลงความเห็นว่าจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ซึ่งจะช่วยลดการรอคอยการผ่าตัดหรือทำหัตถการ ลดความเสี่ยงรวมถึงลดความรุนแรงของโรค
  3. เพิ่มการเข้าถึงการรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่อง CPAP โดยจ่ายค่าอุปกรณ์เครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้า (CPAP) และค่าตรวจการนอนหลับ (Sleep test) สำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาด้วยโรคหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งถือเป็นโรคที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะนำมาซึ่งความอันตรายแก่ชีวิตอีกด้วย

สำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาสิทธิการรักษาพยาบาลให้กับผู้ประกันตนอย่างต่อเนื่องอยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มโรค ทุกความเสี่ยง ที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ประกันตน และทุกสิทธิการรักษาจะไม่ด้อยกว่าสิทธิการรักษาโรคในระบบการประกันสุขภาพอื่นของไทย ดังนั้น ขอให้ผู้ประกันตนมั่นใจ และให้สิทธิประกันสังคมเป็นทางเลือกหลักในการดูแลสุขภาพ เพื่อให้ผู้ประกันตนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

…………………………………….. @ครม. ไฟเขียว ลดค่าพลังงานต่อเนื่อง‼ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพและช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่าน 3 มาตรการ ประกอบด้วย ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ก๊าซหุงต้ม LPG และช่วยลดค่าไฟกลุ่มเปราะบาง พร้อมเตรียมปรับโครงสร้างราคาพลังงานครั้งใหญ่ในปีนี้ 3 มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชน ได้แก่

  • ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ไม่ให้เกิน 33 บาท/ลิตร ระยะเวลาดำเนินการ 20 เม.ย. – 31 ก.ค. 67
  • ตรึงราคาขายปลีก LPG ที่ระดับ 423 บาท/ถังขนาด 15 กก. ระยะเวลาดำเนินการ 1 เม.ย. – 30 มิ.ย. 67
  • การลดค่าไฟที่ 19.05 สตางค์ จาก 4.18 บาท เป็น 3.99 บาทต่อหน่วย แก่ผู้ที่พักอาศัยอยู่บ้านและใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วย/เดือน ระยะเวลาดำเนินการ 4 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือน พฤษภาคม – สิงหาคม 2567

ปัจจุบันราคาพลังงานเกือบทุกชนิดมีความผันผวนในระดับสูง เกิดจากปัจจัยภายนอก ซึ่งกระทรวงพลังงานพยายามที่จะช่วยเหลือประชาชน ในการลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งในส่วนของน้ำมัน รัฐบาลได้กำหนดเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร เนื่องจากสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้อุดหนุนติดลบกว่าแสนล้านบาทแล้ว หากไม่อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริงจะอยู่ที่ 34 – 35 บาทต่อลิตร และอาจจะมีการปรับเพดานหากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ 3 มาตรการที่เสนอเข้าคณะรัฐมนตรี ถือว่าเป็นมาตรการช่วยเหลือในระยะสั้น ตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเตรียมรื้อระบบราคาพลังงานใหม่ คาดว่าจะยกร่างกฎหมายใหม่ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ภายในปีนี้ คนไทยจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงราคาพลังงานที่มีความยุติธรรม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และจะเป็นการปรับรูปแบบพลังงานของประเทศที่จะมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

……………………………………….@ ชาวไร่มันเฮ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 รัฐบาลถกแก้ปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำ ปี 2566 อุตสาหกรรมมันสำปะหลังมีการหดตัวต่อเนื่องจากผลกระทบของอุทกภัย และภัยแล้ง ส่งผลให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดลง โดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังในปี 2566 อยู่ที่ 30.7 ล้านตัน ลดลง -9.8% เทียบกับพื้นที่เก็บเกี่ยว (Harvested Area) โดยรวมอยู่ที่ 9.4 ล้านไร่ ลดลง -5.8% ทำให้ผลผลิตต่อไร่ (Yield) ลดลงเหลือ 3,287 กิโลกรัมต่อไร่ (-4.3%) ซึ่งสาเหตุของผลกระทบดังกล่าว มีดังนี้

  1. อุทกภัยในช่วงเดือนกันยายน 2565 จากอิทธิพลของพายุโนรู ทำให้พื้นที่เพาะปลูกบางส่วนและผลผลิตที่รอการเก็บเกี่ยวในช่วงต้นปี 2566 ได้รับความเสียหาย
  2. ภาวะฝนทิ้งช่วงและฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยจากการเข้าสู่ปรากฎการณ์เอลนีโญ (El Niño) ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2566 ทำให้มันสำปะหลังที่ปลูกในช่วงปลายปี 2565 เสียหายหรือยืนต้นตาย
  3. การแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังและแมลงศัตรูพืช
  4. การลดลงของพื้นที่เพาะปลูกจากการขาดแคลนท่อนพันธุ์ แม้ว่าเกษตรกรจะได้รับแรงจูงใจจากการปรับขึ้นของราคาตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังปี 2563 เป็นต้นมา

ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกมาตรการักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ปี 2566/67 ของกรมการค้าภายในและ ธ.ก.ส. รวม 4 โครงการ กว่า 370 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องของสถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการรับซื้อมันสำปะหลังโดยไม่เร่งระบายผลผลิต รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก และสร้างศักยภาพการแปรรูปของเกษตรกร ในการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ซึ่งจะส่งผลให้ราคามันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ดังนี้

  1. อนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ปี 2566/67 ของกรมการค้าภายใน จำนวน 2 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 310,000,000 บาท ได้แก่

(1) โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกมันสำปะหลัง ปี 2566/67 วงเงิน 300,000,000 บาท และมีระยะเวลารับซื้อตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2567 ระยะเวลาเก็บสต็อก ตั้งแต่ 1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2567 ระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2566 – 31 ตุลาคม 2568

(2) โครงการยกระดับศักยภาพการแปรรูปมันสำปะหลัง (เครื่องสับมันฯ)  วงเงินรวมทั้งสิ้น 10,000,000 บาท สนับสนุนเงินทุนให้กลุ่มเกษตรกรเพื่อจัดหาเครื่องสับมันสำปะหลังขนาดเล็กพร้อมเครื่องยนต์ และอุปกรณ์สำหรับตากมันเส้น เครื่องละไม่เกิน 15,000 บาท เป้าหมาย เครื่องสับมันสำปะหลังขนาดเล็ก 650 เครื่อง ระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่ ครม.อนุมัติ 7 พฤศจิกายน 2566 – 30 กันยายน 2567

  1. อนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ปี 2566/67 ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 2 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 60,650,000 บาท ได้แก่

(1) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกรปี 2566/67 โดยใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4.85 รัฐบาลรับภาระชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3.85 สถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 วงเงินงบประมาณ 19,250,000 บาท

(2) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลัง ปี 2566/67 โดยใช้อัตราดอกเบี้ยตามโครงการฯ ในอัตรา MRR (ปัจจุบัน 6.975%) โดยคงอัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลรับภาระร้อยละ 3 และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ รับภาระในอัตรา MRR – 3% วงเงินงบประมาณ 41,400,000 บาท

เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรชะลอเก็บเกี่ยวหัวมันสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้เกษตรกรมีเงินหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ระหว่างรอการเก็บเกี่ยว รัฐบาลจะให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกและประเมินพื้นที่ที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวและให้สินเชื่อแก่เกษตรกรรายละไม่เกิน 50,000 บาท  อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ ธ.ก.ส. ให้ใช้ในอัตราดอกเบี้ยเช่นเดียวกับโครงการของรัฐไม่เกิน 4.5% ต่อปี โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยให้ในอัตรา 3.5% เกษตรกรสมทบในอัตรา 1% ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน โดยมีกำหนดชำระคืนแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่วันกู้ คาดว่าจะใช้เงินชดเชยดอกเบี้ยวงเงิน 56,962,500.00 บาท สำหรับเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย จะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรและยังไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตฤดูการผลิตปี 2566/2567 ได้รับสินเชื่อไร่ละไม่เกิน 2,500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่/ครัวเรือน วงเงินรวมไม่เกินครัวเรือนละ 50,000 บาท (คิดเป็นเกษตรกรประมาณ 65,100 ครัวเรือน)  โดยในวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 มีประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ด่วน ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายในปลายเดือนพฤษภาคมนี้

………………………..@รัฐบาลเร่งพัฒนาคุณภาพพืชผลทางการเกษตรของไทย ย้ำยกระดับราคาสินค้าทางการเกษตร ทั้ง ข้าว มัน ยาง อ้อย ราคาดีขึ้นมาก ดันไทยเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก (Agriculture and Food Hub) รัฐบาลพร้อมขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก ผ่าน 9 นโยบายสำคัญ ได้แก่

  1. การจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกร
  2. การจัดทำข้อมูลเกษตรกร แปลงเกษตรกรในระบบดิจิทัล และการประกันภัยพืชผล
  3. การส่งเสริมฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน
  4. การบริหารจัดการน้ำ
  5. การผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง
  6. การส่งเสริมให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมีความเข้มแข็ง
  7. การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
  8. การเปลี่ยนแปลงสภาวะสิ่งแวดล้อม
  9. การทำงานและการวิจัยภายใต้กรอบความร่วมมือต่าง ๆ ให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรเป็น 3 เท่า ใน 4 ปี หรือภายในปี 2570

ทั้งนี้ มุ่งหวังในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และรายได้ให้กับเกษตรกรไทย พร้อมกับยกระดับคุณภาพอาหารไทย ด้วยการนำเสนอวัตถุดิบที่มีมาตรฐาน มีเอกลักษณ์ของไทย ดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ ด้วยความมุ่งหวังว่าจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคส่วนอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย

การพัฒนาที่ดินในทุ่งกุลาร้องไห้ว่า ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นพื้นที่กว้าง มีอาณาเขตครอบคลุม 5 จังหวัด มีศักยภาพในการพัฒนาข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทย เป็นข้าวหอมมะลิที่พัฒนาอย่างมีคุณภาพ และได้รับการยอมรับจากทั่วโลก โดยสั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลเกษตรกรพัฒนาการปลูกข้าวหอมมะลิให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้นไปอีกในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร เพิ่มผลผลิต และยกระดับรายได้ให้เกษตรกร รวมถึงการจัดการที่ดินและน้ำ ให้เหมาะสมกับการปลูกข้าวหอมมะลิ จัดหาแหล่งน้ำที่เพียงพอเพื่อให้เกษตรกรรักษาคุณภาพผลผลิตได้อย่างมีคุณภาพตลอดปี จัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพสูงและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ในส่วนของการตลาด และการขาย ให้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาแผนการตลาด ส่งเสริมการขายข้าวหอมมะลิไปในตลาดทั่วโลก รวมทั้งส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เกษตรกร เพื่อเป็นการสร้างแหล่งรายได้เสริมให้เกษตรกรในด้านต่าง ๆ อีกด้วย

​กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  (ดศ.) เสนอร่างกฎกระทรวงสำมะโนฯ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการทำการเกษตร เพื่อใช้สำหรับการวางแผนกำหนดนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจด้านการเกษตรในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น และใช้ในการติดตามประเมินผลการพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมา

​               ทั้งนี้ การทำสำมะโนการเกษตรถือเป็นการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยไปสู่ความยั่งยืน เนื่องจากสามารถใช้เป็นข้อมูลดังกล่าว เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงสถิติการเกษตรที่เพียงพอต่อความต้องการใช้และทันสมัย และยังถือเป็นช่องทางให้เกษตรกรสามารถสะท้อนปัญหา และใช้เป็นข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในการพัฒนาอาชีพในอนาคตอีกด้วย………………………..@หน่วยงานที่มีข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดนครสวรรค์สามารถฝากข่าวผ่านสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ หรือต้องการสมัครเป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ติดต่อสอบถามได้ที่ นายชาณัฐธนพล  แสงสุข ผู้จัดการสำนักงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์  โทรศัพท์056-245497,081-0428 934 โทรสาร056-245 498 e-mail: nakornsawan.fti@gmail.com, https://www.facebook.com/Nakhonsawan.fti

บทความก่อนหน้านี้สัมพันธ์การศึกษา
บทความถัดไปKTIS ร่วมงานบุญ …

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด