33.9 C
Nakhon Sawan
วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 13, 2024
spot_img

สภาอุตสาหกรรมฯ สัมพันธ์

ผู้อ่านสวรรค์นิวส์และสมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์…………………………………………………….. @ ภาคธุรกิจหวั่นนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ฉุดดัชนีร่วง วอนรัฐดูแลต้นทุนการผลิตให้แข่งขันได้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนเมษายน 2567 อยู่ที่ระดับ 90.3 ปรับตัวลดลงจาก 92.4 ในเดือนมีนาคม 2567 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของดัชนีฯ พบว่า ปรับตัวลดลงทุกองค์ประกอบ ทั้งยอดขายโดยรวม คำสั่งซื้อโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ ทั้งนี้ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลงเป็นผลมาจากการชะลอตัวของอุปสงค์ในประเทศ อาทิ สินค้ายานยนต์ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs มีความกังวลต่อนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวันเท่ากันทั่วประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนการผลิต ขณะที่การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลของภาครัฐ ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันปัญหาภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผลผลิตสินค้าเกษตรและทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้รับผลกระทบจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาทุ่มตลาดในประเทศไทยและอาเซียน อย่างไรก็ตาม ในเดือนเมษายนมีวันทำงานน้อยเนื่องจากมีวันหยุดต่อเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ส่งผลให้การผลิตสินค้าลดลง ด้านการส่งออกชะลอลงตามอุปสงค์ประเทศคู่ค้าที่ลดลงจากปัญหาความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น ทั้งนี้ สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่คลี่คลาย ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานในตลาดโลก รวมถึงปัญหาความไม่สงบในประเทศเมียนมาที่ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดน

อย่างไรก็ตาม ในเดือนเมษายนยังมีปัจจัยบวกจากการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ส่งผลดีต่อยอดขายสินค้าในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่ตลาดโลกมีความต้องการสินค้าอาหารเพิ่มขึ้นจากภาวะขาดแคลนอาหารและปัญหาภัยแล้ง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่มีภาระหนี้ยังได้รับผลดีจากการที่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินหลายแห่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย (MRR) ลง 0.25% เป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบาง ตามคำร้องขอของนายกรัฐมนตรี

จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,268 ราย ครอบคลุม 46 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนเมษายน 2567 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 79.4 ราคาน้ำมัน ร้อยละ 56.6 เศรษฐกิจในประเทศ ร้อยละ 56.4  สถานการณ์การเมืองในประเทศ ร้อยละ 40.2 อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) โดยอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ร้อยละ 39.5 ตามลำดับ ปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ร้อยละ 68.5 ตามลำดับ

ขณะที่ดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 98.3 ปรับตัวลดลง จาก 100.8 ในเดือนมีนาคม 2567 โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาภัยแล้งที่รุนแรง ส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตร และทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค รวมถึงในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันการเข้าสู่ช่วง Low Season ของภาคการท่องเที่ยวทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง นอกจากนี้ ปัญหาความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางรวมถึงสงครามรัสเซีย – ยูเครน กดดันเศรษฐกิจโลกและภาคการส่งออก อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากการเบิกจ่ายงบประมาณ ปี 2567 จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง

ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ

  1. เสนอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาตรการช่วยเหลือด้านราคาพลังงานเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการและลดภาระค่าครองชีพ เช่น การตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร การให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าแก่ SMEs รวมทั้งออกมาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน
  2. เสนอให้ภาครัฐชะลอการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำออกไปก่อน เนื่องจากภาคการผลิตยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง และผู้ประกอบการ SMEs กว่า 18 ล้านราย ยังไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ซึ่งการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะต้องเป็นไปตามกลไกของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด และคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับปัจจัยทางเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัด
  3. เสนอให้ภาครัฐออกมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีการดำเนินการตามแนวคิด ESG รวมทั้งการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ผ่อนปรนเงื่อนไขการเข้าถึงเงินกู้ Green loan ให้ง่ายขึ้น อุดหนุนค่าใช้จ่ายที่นำไปลงทุนเทคโนโลยีด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ลดค่าธรรมเนียมรับรองคาร์บอนเครดิต 50% ในปี 2567 เป็นต้น

ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม และข้อมูลตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจากหน่วยงานต่างๆ ย้อนหลัง 3 ปี จัดทำเป็น Dashboard เผยแพร่ในเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม Industry Data Space (iDS) ของ ส.อ.ท. เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไปให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ โดยสามารถเข้าไปใช้บริการข้อมูลดังกล่าวได้ที่ www.fti.or.th/ids ส.อ.ท. มุ่ง “เสริมสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมไทย เพื่อประเทศไทยที่เข้มแข็งกว่าเดิม (Strengthen Thai Industries for Stronger Thailand)”

……………………………………. @สถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แจ้งให้ทราบว่า “สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 ให้เป็นหน่วยงานทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ประเภทนิติบุคคล”

……………………………………………………. @สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบิน มุ่งสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้าร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือเรื่องการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบิน (NGAP-Digital transformation) โดยมีผู้บริหารจากหน่วยงานร่วมขับเคลื่อน MOU ประกอบด้วย ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ น.ส.จุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ รองศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปริปก พิศสุวรรณ รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม และ ดร.ณพศิษฎ์ จักรพิทักษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ณ ห้องประชุม Auditorium EECi สำนักงานใหญ่ (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ: สวทช.) และศูนย์พัฒนาบุคลากรและนวัตกรรม เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด วังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง

การทำบันทึกความเข้าใจความร่วมมือนี้ เกิดจากเจตนารมณ์ทั้ง 7 หน่วยงาน ที่จะร่วมมือกันพัฒนากิจการบินให้มีสมรรถนะสูง โดยการพัฒนานวัตกรรมด้านการบิน การพัฒนาความสามารถของบุคลากรด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ด้านการวิจัยและพัฒนา และสร้างทักษะผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) โดยการเปิดโอกาสให้บุคลากรร่วมสร้างนวัตกรรมด้านการบิน ได้แก่ นวัตกรรมการบริหารจราจรทางอากาศ (Air Traffic Management Innovation) นวัตกรรมสำหรับการปฏิบัติการ ณ ท่าอากาศยาน (Airport Operations Innovation) นวัตกรรมอากาศยานซึ่งไม่มีคนขับ (Unmanned Aircraft Innovation) และนวัตกรรมการจัดการอากาศยานซึ่งไม่มีคนขับ (Unmanned Traffic Management Innovation)

กรอบการพัฒนาดังกล่าว เป็นไปเพื่อสร้างความสอดคล้องตามความต้องการขององค์การการบิน พลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) เรื่องการพัฒนาบุคลากรมืออาชีพให้พร้อมปฏิบัติงานด้านการบินและงานที่เกี่ยวเนื่องในอนาคต (Next Generation of Aviation Professional: NGAP) และการยกระดับความสามารถในกิจการบิน รวมทั้งสร้างความสอดคล้องกับความต้องการของรัฐบาลในการผลักดันให้พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ยกระดับอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ มุ่งให้เกิดมหานครการบินภาคตะวันออก (Aerotropolis) เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินและประตูเศรษฐกิจสู่เอเชีย

ความร่วมมือนี้ จะบูรณาการรูปแบบการพัฒนาและผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ 2 ส่วนภายใต้การดำเนินการภาคปฏิบัติร่วมกัน คือ พัฒนาผลงานนวัตกรรมผ่านโครงการต่างๆ เพื่อใช้งานด้านการบิน จนถึงการขยายผลหรือนำไปปรับใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ควบคู่กับการส่งเสริมและผลักดันกลไกที่เป็นทางการ เพื่อให้กลุ่มบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการบินในปัจจุบัน นักศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท บุคลากรที่เกี่ยวข้องและบุคลากรที่สนใจได้รับการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพหรือรับรองหน่วยกิตสำหรับใช้ในภาคการศึกษา รวมทั้งมีการผลักดันให้เกิดการยกระดับและขยายผลให้นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีการประยุกต์ใช้อย่างหลากหลาย ควบคู่กับการผลักดันให้บุคลากรที่ผ่านการรับรองคุณวุฒิได้รับโอกาสหรือได้พัฒนานวัตกรรมอื่นๆ ในอนาคตอย่างต่อเนื่อง

…………………………………. @ขอเชิญสถานประกอบการ SMEs จองพื้นที่งานจัดแสดงสินค้า Thai Trade Exhibition Saudi Arabia (Riyadh) 2024 วันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2567 ณ Riyadh International Convention & Exhibition Center – RICEC พื้นที่มีจำนวนจำกัด SMEs ที่สนใจซื้อพื้นที่ออกงานแสดงสินค้า สามารถเข้าร่วมโครงการ “SME ปัง ตังได้คืน” ภายใต้โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รับเงินสนับสนุนค่าพื้นที่สูงสุด 80% มูลค่าสูงสุดต่อราย 200,000 บาท ค่าพื้นที่งาน อยู่ระหว่าง 157,500 – 792,000 บาท ต่อคูหามาตรฐาน SMEs สนใจขึ้นทะเบียนโครงการ “SME ปัง ตังได้คืน”ได้ที่ https://bds.sme.go.th สามารถขอใบเสนอราคาราคาค่าพื้นที่งานแสดงสินค้า Thai Trade Exhibition Saudi Arabia ได้ที่ https://bds.sme.go.th/Service/Detail/996 สอบถามข้อมูลได้ที่ สถาบัน SMI  : รายละเอียดการขึ้นทะเบียน BDS และการขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่าย โทร. 02-345-1108, 095-882-1121 Informa Market : รายละเอียดงาน Thai Trade Exhibition Saudi Arabia นางสาวกมลลดา เมตตาไพจิตร โทรศัพท์ : 062-8939286 อีเมล์ : salesmarketing@vegainter.com สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ Vega Intertrade and Exhibitions โทร. 090-9458204, 062-8939286, 081-8996126

…………………………………….. @ส.อ.ท. หารือธนาคารกสิกรไทย สนับสนุนและพัฒนา SME เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมกับคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมกับคณะผู้บริหารธนาคารกสิกรไทย นำโดย น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) พร้อมคณะ เพื่อหารือความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานระดับประเทศร่วมกัน ณ ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ

สำหรับประเด็นความร่วมมือ มีดังนี้

  1. บริการสินเชื่อและบริการทางการเงินจากธนาคารกสิกรไทย สำหรับสมาชิก ส.อ.ท. สำหรับลูกค้าปัจจุบันที่ใช้สินเชื่อ SME กับธนาคาร ประวัติชำระหนี้ดี รับวงเงินเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม สูงสุด 150% ลูกค้ากลุ่มเปราะบาง ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% นาน 6 เดือน แคมเปญ “Refinance สินเชื่อธุรกิจ” สำหรับผู้มีประวัติผ่อนชำระปกติกับสถาบันอื่นมาแล้ว 2 ปี อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 4.8% วงเงินสูงสุด 150% ของมูลค่าหลักประกัน ฟรีค่าจดจำนองและค่าประเมิน
  2. ความร่วมมือกับสถาบันเศรษฐกิจและการลงทุนไทย-จีน โดยธนาคารกสิกรไทยสาขาในต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนที่จะให้คำแนะนำด้านการลงทุน สินเชื่อ บริการทางการเงินระหว่างประเทศ และการทำธุรกิจในต่างประเทศแก่สมาชิก ส.อ.ท. ซึ่งครอบคลุมกลุ่มประเทศ AEC+3
  3. ความร่วมมือกับสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยร่วมกันผลักดันด้านองค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME รวมไปถึงสนับสนุนด้านสินเชื่อ Go Green Together มุ่งสู่ NetZero ด้วยสินเชื่อธุรกิจ Go Green อัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน MLR -1% ระยะเวลาผ่อนนาน 8 ปี วงเงิน 100% ของโครงการ
  4. การแนะนำบริการ TAGTHAI ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่รวบรวมบริการด้านการท่องเที่ยวต่าง ๆ แบบไร้ขีดจำกัด นำเสนอรูปแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวในหลากหลายมิติ ดำเนินงานในรูปแบบของวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยเสนอความร่วมมือต่อ ส.อ.ท. ดังนี้ 1) สมาชิก ส.อ.ท. สามารถรับส่วนลดพิเศษ 20% และสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2) สมาชิก ส.อ.ท. ยังสามารถเสนอบริการที่พัก สปา ร้านอาหาร ร้านของที่ระลึก กิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ เข้ามาอยู่ในบริการของ TAGTHAI โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ยังมีการหารือเพื่อจัดทำโปรแกรมการอบรมองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในมิติต่างๆ แก่สมาชิก ส.อ.ท. และการจัดทำคลินิกการให้คำปรึกษาการทำธุรกิจระหว่างประเทศด้วย

……………………………………….@เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 นายวีรวุฒิ บำรุงไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ เข้าร่วมต้อนรับ นายระห์หมัด บูดีมัน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย และคณะฯ โดยมีนายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ นายบดินทร์ เกษมศานติ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นผู้นำและเป็นผู้แทนจังหวัดนครสวรรค์ในการต้อนรับ เนื่องในโอกาสเอกอัคราชทูตฯ เข้าเยี่ยมคารวะท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อขยายความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างประเทศอินโดนีเซียและประเทศไทยในระดับท้องถิ่น และรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาท้องถิ่น ณ ห้องรับรอง ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์

………………………..@ไทยครองศูนย์กลางฐานการผลิตยานยนต์ อันดับ 1 ของอาเซียน นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลการผลิตรถยนต์ของไทยจากสถาบันยานยนต์ พบว่า ในปี 2566 ตลาดยานยนต์ของไทยมีมูลค่าคิดเป็น 18% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือมีมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านล้านบาท และมีมูลค่าการส่งออกรถยนต์ 688,531.24 ล้านบาท โดยประเทศไทยมีปริมาณการส่งออกยานยนต์ไปยัง 3 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ เอเชีย โอเชียเนีย และตะวันออกกลาง มากกว่า 70% ของการส่งออกรวม

  • ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ อันดับ 1 ของอาเซียน
  • อันดับ 5 ของเอเชีย
  • อันดับ 10 ของโลก

อุตสาหกรรมยานยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลายมิติ สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย ทั้งด้านการลงทุน การจ้างงาน การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการส่งออก รัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จึงได้ดำเนินการเพื่อส่งเสริมการพัฒนาในอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ของไทยมีการเติบโตและพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความเข้มแข็งทางด้านห่วงโซ่อุปทาน เป็นศูนย์กลางและฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลก เพิ่มยอดการผลิตและการส่งออกยานยนต์

ขับเคลื่อนการผลิตยานยนต์ EV – เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการขับเคลื่อนการผลิตยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยมลพิษ สะอาด ประหยัด และปลอดภัย ได้มีการดำเนินการให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนในการผลิต ส่งผลให้อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันมีค่ายรถยนต์ จากจีนและญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนและมีแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) ในประเทศไทย ปี 2567 หลายราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

  • ไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางฐานการผลิตยานยนต์ในระดับโลก
  • การผลิตยานยนต์แบบสันดาป และยานยนต์แห่งอนาคตที่ใช้พลังงานสะอาด
  • ดำเนินมาตรการการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ครอบคลุม ตั้งแต่การผลิต การใช้งานและโครงสร้าง
  • สร้างรายได้ให้จากการพัฒนานวัตกรรมการผลิตยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

เดินหน้าตามเป้าไทยศูนย์กลางผลิตยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility Hub) รัฐบาลได้กำหนดให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ด EV เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก” เป้าหมายการผลิตและการใช้ยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ในปี 2573 หรือที่เรียกว่า “แผน 30@30” ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ร้อยละ 30 ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030…………………………….@หน่วยงานที่มีข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดนครสวรรค์สามารถฝากข่าวผ่านสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ หรือต้องการสมัครเป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ติดต่อสอบถามได้ที่ นายชาณัฐธนพล  แสงสุข ผู้จัดการสำนักงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์  โทรศัพท์056-245497,081-0428 934 โทรสาร056-245 498 e-mail: nakornsawan.fti@gmail.com, https://www.facebook.com/Nakhonsawan.fti

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด