33.9 C
Nakhon Sawan
วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 13, 2024
spot_img

รวยไม่เกิน 3 ชั่วคน… จริงหรือไม่

เดือนนี้ก็ย่างเข้าเป็นเดือนในครึ่งปี 2567 แล้ว พฤษภาคมที่ผ่านไป มีอะไรที่น่าหวาดเสียวหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการบ้านการเมือง มีการย้อนอดีตอันเจ็บปวดเช่น พฤษภาทมิฬ พฤษภาฆ่าคนเสื้อแดง รวมทั้ง พฤษภาปฏิวัติรัฐประหาร และที่น่าหวาดเสียวมากๆก็เรื่อง 40 สว.ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ดูไม่สะอาดผุดผ่องในรัฐบาลของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน

เมื่อเวลาผ่านไป ทำให้เราต้องมาทบทวนว่า เวลาที่ผ่านไปนั้นมีอะไรที่ต้องระมัดระวัง  ที่จะทำให้เราและหน้าที่การงานที่เราทำอยู่มันจีรังยั่งยืน  เจริญก้าวหน้าไปด้วย  ถึงจะมีสถานการณ์อะไรที่มากระทบ ทำให้การก้าวหน้าช้าลง  เราก็ควรที่จะสำเหนียกเอาไว้บ้าง

ทวนลม…งวดนี้ ผมเลยมีเรื่องความยั่งยืนของการทำธุรกิจ เอามาเล่าให้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจคนรุ่นหนุ่ม รุ่นสาว ได้เป็นข้อสังเกต เพื่อจะได้สร้างเกราะคุ้มกันกันไว้บ้าง

เพราะนครสวรรค์เรา ก็มีตัวอย่างที่หลายธุรกิจผ่านไปไม่ถึง 3 รุ่น  รวยไม่เกิน 3 ชั่วคน

คํานี้มาจากสุภาษิตของ “เม่งจื๊อ” นักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่รองจากขงจื๊อ ได้กล่าวไว้เมื่อ 2,300 ปีก่อน เหนือกาลเวลา พิสูจน์ได้ถึงปัจจุบันอย่างเหลือเชื่อ

ในเมืองไทยมีตัวอย่างมากมายให้เห็น   ตระกูลเจ้าสัว เสี่ยใหญ่ๆที่สร้างตัวจากเสื่อผืนหมอนใบ  ยังไม่ทันจะถึงรุ่นหลานก็ทําท่าจะม้วนเสื่อกลับบ้านเก่าซะแล้ว

คนไทยกล่าวว่า “รุ่นแรกสร้าง…รุ่น 2 ใช้…รุ่น 3 เจ๊ง…! (รุ่นแรก หาเงินเก่งใช้เงินไม่เป็น, รุ่น 2 หาเงินได้ใช้เงินเป็น, รุ่น 3 หาเงินไม่เป็นใช้เงินเก่งมาก)

เป็นอาถรรพ์ครอบครัวที่เศรษฐีฟังแล้วหนาว เพราะไม่มีใครอยากให้เป็นเช่นนี้… ถึงรุ่น 3 ส่วนใหญ่ไม่รอด ส่วนน้อยมากที่อยู่รอดได้

ทําไมจึงเป็นเช่นนี้ ❓ มีกูรูเขาสรุปให้ฟังว่า

  1. มีช่องว่างระหว่างรุ่น มีความคิดต่าง สื่อสารกันไม่เข้าใจกัน
  2. ไม่มีระบบการจัดการที่ยั่งยืน เพราะรุ่นแรกไม่รู้จักวางรากฐานไว้ รวยจากประสบการณ์ตนเอง บริหารแบบพ่อปกครองลูก
  3. ยุคสมัยเปลี่ยน 3 ชั่วคน ก็ปาเข้าไป 90 ปีแล้ว อะไรๆ ก็เปลี่ยน ถ้าไม่ปรับตัวทันกับยุคสมัย ย่อมไปไม่รอด
  4. รุ่นหลาน คือรุ่นคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ไม่รู้คุณค่าของเงิน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ใช้เงินเก่ง หาเงินไม่เป็น แถมยังกล้าเสี่ยง ไม่กลัวเจ๊งอีกต่างหาก จึงเจ๊งสมใจ
  5. ประการสุดท้าย สําคัญที่สุด คือ แตกความสามัคคี !

เพราะครอบครัวมีคนมากขึ้น แย่งสมบัติกันมากขึ้น บางครอบครัวฟ้องกันไม่เป็นอันทํามาหากิน เมื่อครอบครัวแตกแยก ธุรกิจย่อมไม่รอด อย่าว่าแต่ครอบครัว ประเทศชาติ ถ้าแตกสามัคคี ก็สิ้นชาติได้เช่นกัน

ถ้าจะให้รวยได้เกิน 3 ชั่วคน ทําไง?

ไม่ว่าในประเทศไทย จีน ญี่ปุ่น หรือฝรั่ง ก็มีธุรกิจครอบครัวที่อยู่เกินกว่า 100 ปี เช่นกัน…

โดยสรุปที่กูรูกล่าวไว้ คือ ต้องยึดมั่นในคําสอนของตระกูล มีความรักในครอบครัว มีคนเก่งมาบริหาร และมีระบบการจัดการที่ดี หรือเข้าเป็นบ.มหาชน ก็รอดได้เช่นกัน

“รวยไม่เกิน 3ชั่วคน” เป็นไปตามกฎแห่งกรรมหรือกฎอนิจจัง คือ “เกิดขึ้น/ตั้งอยู่/ดับไป”

คำสอนในลัทธิ ‘เต๋า’ ก็ว่า “เมื่อเจริญสุดขีด ย่อมโรยรา…” ธรรมชาติไม่ลําเอียง แบ่งให้คนอื่นรวยบ้าง สมบัติก็ควรผลัดกันชม

แต่บางครั้ง สมบัติก็ไม่ผลัดกันชมเสมอไป สําหรับคนจน คือ จนตลอด โคตรจนไม่มีวันได้ผุดได้เกิด… ก็ต้องโทษสังคม ที่ไม่เปิดโอกาสให้คนจนหลุดจากวังวนเดิมเลย คือ “จน-โง่-เป็นหนี้” …

เป็นวงจรอุบาทว์ในสังคมกดขี่ซึ่งจะแก้ได้ด้วยการ  ‘ให้การศึกษาอย่างทั่วถึง’ และอย่างมีคุณภาพ บวกกับนโยบายภาครัฐที่จริงจังเป็นสําคัญ

โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์เป็นสัตว์โลก ก็หนีไม่พ้นกฎเกณฑ์ของสัตว์โลก นั่นก็คือ “ผู้ที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้น จึงอยู่รอด” (servival of the fittest)

โง่เขลา-เบาปัญญา ย่อมถูกคัดออกไป ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือชาติบ้านเมือง เพราะสังคมสัตว์โลก คือสังคมที่ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แข่งขันสูง ถ้าอยู่เฉยก็เท่ากับถอยหลัง ถูกคู่แข่งแซงไป

ขณะเดียวกัน สังคมที่เสื่อมถอย เห็นแก่ตัว บูชาวัตถุ เห็นเงินคือพระเจ้า จนไม่รู้ผิดถูก ก็จะย่อยยับไปตามกฎแห่งกรรมเช่นกัน…

ทุกวันนี้ คนเรามักคิดถึงแต่ความรํ่ารวย จนลืมนึกไปว่า ครอบครัวแม้ไม่รํ่ารวย แต่มีความสุข ย่อมดีกว่า ครอบครัวรํ่ารวยแต่มากด้วยความอาฆาตพยาบาท

หรือบางคน มัวแต่คิดหาเงิน จนสุขภาพยํ่าแย่ แล้วก็มารักษาสุขภาพจนหมดเงิน ฯลฯ

ดังนั้น บทสรุป จึงต้องยกเอาคํากล่าวเม่งจื๊อ ที่พูดไว้ในบท “รวยไม่เกิน 3 ชั่วคน” นั่นเอง

ครึ่งปีแล้วครับ…เอาไปอ่านกันเล่นๆ แต่ก็คิดอย่างจริงจังได้นะครับ

………………………………………

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด