26.7 C
Nakhon Sawan
วันเสาร์, สิงหาคม 30, 2025
spot_img

เรื่องกิน เรื่องใหญ่ การเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ

  1. Ketogenic Diet คืออะไร? ช่วยในการลดน้ำหนักได้จริงไหม?

Ketogenic Diet มีที่มาจากอาหารชนิดพิเศษที่ใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคลมชักที่มีอาการรุนแรงมาก ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยา จึงนำแนวทางดังกล่าวมาใช้เพื่อควบคุมอาการให้ดีขึ้น แต่ในช่วงหลังได้มีคนนำวิธีการรับประทานอาหารแบบ Ketogenic Diet มาใช้ในการปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก โดยปกติอาหารที่ให้พลังงานประกอบด้วย 3 กลุ่มใหญ่ คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ซึ่งการรับประทานอาหารแบบ Ketogenic diet คือ งดรับประทานอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต และเพิ่มปริมาณการรับประทานอาหารในกลุ่มโปรตีนและไขมันมากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารคีโตน (Ketone) เกิดจากการเผาผลาญไขมันในร่างกาย และจะไปออกฤทธิ์ที่สมองทำให้ไม่รู้สึกหิว ทานน้อยลง และปัสสาวะมากขึ้น ส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วใน 1 – 2 สัปดาห์แรก ซึ่งในความเป็นจริงเป็นน้ำหนักของน้ำไม่ใช่ไขมัน

 

  1. การควบคุมอาหารแบบ Ketogenic Diet มีผลเสียอย่างไร?
  • การรับประทานอาหารในกลุ่มไขมันชนิดอิ่มตัวในปริมาณมากๆ เช่น เนย หมูติดมัน น้ำมันหมู อาจส่งผลให้ระดับไขมันในเลือดสูง (LDL) เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ในระยะยาว ควรเปลี่ยนมาทานน้ำมันพืชแทน
  • หากรับประทานอาหารในกลุ่มโปรตีนไม่เพียงพออาจทำให้ร่างกายสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ส่งผลต่อการเผาผลาญพลังงานได้
  • การรับประทานอาหารแบบ Ketogenic Diet จะทำให้ร่างกายปัสสาวะมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงในกรณีร่างกายขาดน้ำได้ ควรรับประทานน้ำอย่างน้อย 6 – 8 แก้ว / วัน
  • การงดรับประทานอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต เช่น ผลไม้ ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง อาจทำให้ร่างกายเสียวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด ควรรับประทานผักใบเขียวเพื่อทดแทนคาร์โบไฮเดรตให้เพียงพอ
  • ผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนรับประทานอาหารแบบ Ketogenic Diet เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำได้
  1. Intermittent Fasting คืออะไร? มีผลต่อร่างกายอย่างไร?

Intermittent Fasting เป็นการควบคุมน้ำหนักโดยการรับประทานอาหารเป็นช่วงๆ อดบ้าง รับประทานบ้าง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1: การควบคุมอาหารให้สัมพันธ์กับความมืดและความสว่างของวัน เช่น การรับประทานอาหาร 8 ชั่วโมงในช่วงกลางวัน และงดรับประทานอาหาร 16 ชั่วโมงในช่วงกลางคืน ส่งผลให้ระบบการเผาผลาญอาหาร (Metabolism) และสุขภาพโดยรวมดีขึ้น ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ภาวะอ้วน เป็นต้น

กลุ่มที่ 2: การควบคุมอาหารบ้างไม่ควบคุมอาหารบ้าง เช่น ควบคุมการรับประทานอาหาร 5 วัน และอีก 2 วัน สามารถรับประทานอาหารตามใจอยากได้ หรือเรียกว่า Cheat Day

  1. การควบคุมอาหารแบบIntermittent Fasting มีผลเสียอย่างไร?

สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องรับประทานยาให้ตรงเวลา เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน การเปลี่ยนแปลงเวลาในการรับประทานอาหารแบบ Intermittent Fasting ควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ที่ดูแลโรคประจำตัวท่านก่อน

  1. แนวทางการรับประทานอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องคืออะไร?
  • ควรรับประทานอาหารที่หลากหลาย ลดอาหารที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น อาหารในกลุ่มหวาน มัน เค็ม จะช่วยให้น้ำหนักอยู๋ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ลดความสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคไตวายเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น
  • รับประทานอาหารตามสูตร 2-1-1 หรือโมเดลจานอาหารเพื่อสุขภาพ (Plate model) ได้แก่ ผัก 2 ส่วน เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 1 ส่วน และคาร์โบไฮเดรต 1 ส่วน ควรเลือกเมนูที่มีผักประกอบในจานด้วยเสมอ หรือ เลือกรับประทานอาหารตามสูตร 6-6-1 ได้แก่

6 หมายถึง ปริมาณน้ำตาลที่สามารถทานได้ต่อ 1 วัน คือ ไม่เกิน 6 ช้อนชา
6 หมายถึง ปริมาณน้ำมันที่สามารถทานได้ต่อ 1 วัน คือ ไม่เกิน 6 ช้อนชา
1 หมายถึง ปริมาณเกลือ / โซเดียมที่ผสมอยู่ในเครื่องปรุงรสต่างๆ สามารถทานได้ต่อ1 วัน คือ ไม่เกิน 1 ช้อนชา

 

ขอบคุณข้อมูลจาก   https://www.siphhospital.com/tv/news/article/share/diet?lang=th

 

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด