กฎหมายเกี่ยวกับศพทหารที่พื้นที่สงครามหรือสู้รบกันนั้น เนื่องจากประเทศกัมพูชาไม่ดำเนินการเก็บซากศพของทหารผู้เสียชีวิตในพื้นที่สู้รบที่อยู่ในเขตของตนหลังประกาศหยุดยิง ทำให้ส่งกลิ่นเน่าเหม็นและนำมาซึ่งเชื้อโรคต่างๆ แก่ทหารที่ทำหน้าที่ลาดตระเวน
ตามรายงานข่าว PPTV Online วันที่ 2 สิงหาคม 2568 พาดหัวข้อข่าวว่า
“ทหารพรานแฉ! กัมพูชาทิ้งศพทหาร ใกล้ภูมะเขือ-เขาพระวิหาร ทหารพรานแนวหน้าแฉ! กองทัพกัมพูชาปล่อยทิ้งศพทหารที่เสียชีวิตจากการปะทะกับทหารไทยตามแนวชายแดน ฝูงอีกาบินว่อนตามป่าแนวชายแดนที่มีการปะทะกันของไทย-กัมพูชา และระบุว่าเริ่มได้มีกลิ่นเน่าคละคลุ้ง และตอนกลางคืนมีเสียงหมาหอนทั้งคืน คาดศพทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตจำนวนมากเริ่มเน่า ขณะที่ในโซเชียลกัมพูชาเริ่มมีการประกาศตามหาญาติที่เป็นทหารร่วมรบตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาเป็นจำนวนมาก”
แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกัมพูชาขาดความเห็นอกเห็นใจและไร้มนุษยธรรมต่อครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตที่จะต้องนำศพไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยข่าว Saket Channel วันที่ 2 สิงหาคม 2568 พาดหัวข้อข่าวว่า
“ตามข้อมูลที่เผยแพร่ในกัมพูชาเปิดเผยว่า ทหารเขมรสูญหายจากหน่วย 6,276 คน และหน่วยรบ BHQ เสียชีวิต 704 คน ทำให้ครอบครัวของทหารกัมพูชาได้โพสต์การจัดงานศพ และตามหาทหารที่สูญหายเป็นจำนวนมากเนื่องจากไม่นำศพส่งคืนครอบครัว จนรัฐบาลกัมพูชาออกมาประณามประชาชนชาวกัมพูชาว่าการโพสต์ให้เห็นความเสียหายจำนวนมากแบบนี้ ย่อมทำให้รัฐบาลกัมพูชาไม่สบายใจ และประกาศให้ประชาชนห้ามโพสต์การเสียชีวิตของทหารกัมพูชา”
แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกัมพูชาไม่ดำเนินการเก็บศพของทหารที่เสียชีวิตจากสู้รบ จนทำให้ศพเน่าเหม็นตลอดแนวชายแดนและไม่มีใครสนใจที่จะนำร่างกลับไปทำพิธีหรือสดุดี โดยรัฐบาลกัมพูชากล่าวประณามศพทหารกัมพูชาว่า “ไม่ใช่ทหารกัมพูชา” ถึงกับทำให้ครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตน้ำตาไหล ซึ่งในบทความนี้จะนำเสนอกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อศพของทหารที่เสียชีวิตในสนามรบ ตามลำดับดังนี้
- การเสียชีวิตในสนามรบ (killed in action) หมายความว่า เป็นการตายที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของฝ่ายศัตรู หรือโดย “การยิงพวกเดียวกัน (Friendly fire)” ระหว่างการรบ แต่การตายในการรบไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเสียชีวิตด้วยอาวุธ เพียงแต่เป็นการกระทำของฝ่ายศัตรู การตายในการรบสามารถใช้ได้กับทั้งทหารบกในแนวหน้า ทหารเรือ ทหารอากาศ รวมไปถึงทหารกองหนุนด้วย
- ข้อตกลงการจัดการซากศพทหาร เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศหลายฉบับกล่าวถึงการปฏิบัติและการจัดการซากศพทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการทำสงครามหรือการสู้รบระหว่างประเทศ ข้อตกลงเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างหลักประกันความเคารพต่อผู้เสียชีวิต อำนวยความสะดวกในการระบุและส่งคืนซากศพ และป้องกันการดูหมิ่นซากศพ
- International Committee of the Red Cross (ICRC) อธิบายข้อตกลงเกี่ยวกับศพทหารในระหว่างการรบ ดังนี้
แนวปฏิบัติเกี่ยวกับกฎข้อที่ 114 การส่งคืนซากศพและทรัพย์สินส่วนตัวของผู้เสียชีวิต หมวด ก. การส่งคืนซากศพ สนธิสัญญา อนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 1 มาตรา 17 วรรคสาม แห่งอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 1 ปี 1949 บัญญัติว่า “การจัดตั้งบริการจดทะเบียนหลุมศพอย่างเป็นทางการ อนุญาตให้เคลื่อนย้ายอัฐิไปยังประเทศบ้านเกิดได้ บทบัญญัติเหล่านี้ให้ใช้กับอัฐิด้วยเช่นกัน”
อนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ฉบับที่ 3 มาตรา 120 วรรคหก “กำหนดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการส่งคืนอัฐิกลับไปยังประเทศบ้านเกิด: ความรับผิดชอบในการบันทึกการเคลื่อนย้ายศพครั้งต่อไปเป็นอำนาจที่ควบคุมดินแดน บทบัญญัติเหล่านี้ยังใช้กับอัฐิด้วย ซึ่งจะถูกเก็บรักษาโดยสำนักงานทะเบียนหลุมศพจนกว่าจะมีการกำจัดอย่างเหมาะสมตามความประสงค์ของประเทศบ้านเกิด
อนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ฉบับที่ 4 มาตรา 130 วรรคสอง บัญญัติว่า “เถ้ากระดูกของผู้ถูกกักขังที่เสียชีวิต จะต้องถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยโดยเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมตัว และจะต้องส่งมอบให้แก่ญาติสนิทโดยเร็วที่สุดเมื่อได้รับการร้องขอ”
ข้อตกลงสงบศึกปันมุนจอม มาตรา II(13)(f) ของข้อตกลงสงบศึกปันมุนจอม ค.ศ. 1953 ระบุว่า: ผู้บัญชาการของฝ่ายตรงข้ามจะต้องปฏิบัติ: ในกรณีที่สถานที่ฝังศพเป็นบันทึกและพบว่ามีหลุมศพอยู่จริง อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนหลุมศพของอีกฝ่ายหนึ่งเข้าไปในดินแดนเกาหลีที่อยู่ภายใต้การควบคุมทางทหารของตนภายในระยะเวลาที่กำหนดหลังจากข้อตกลงสงบศึกนี้มีผลบังคับใช้ เพื่อวัตถุประสงค์ในการดำเนินการไปยังหลุมศพดังกล่าวเพื่อนำศพและอพยพศพของทหารฝ่ายนั้นที่เสียชีวิต รวมถึงเชลยศึกที่เสียชีวิต
ความตกลงว่าด้วยการยุติสงครามและฟื้นฟูสันติภาพในเวียดนาม มาตรา 8(b) ของความตกลงว่าด้วยการยุติสงครามและฟื้นฟูสันติภาพในเวียดนาม ค.ศ. 1973 มีบทบัญญัติที่ออกแบบมาเพื่อ “อำนวยความสะดวก…ในการส่งศพกลับประเทศ”
พิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 มาตรา 34 แห่งพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ปี 1977 บัญญัติไว้ว่า: ทันทีที่สถานการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาฝ่ายปฏิปักษ์เอื้ออำนวย ภาคีคู่สัญญาฝ่ายอักษะซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนของตน และสถานที่อื่น ๆ ของศพผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการสู้รบ ระหว่างการยึดครอง หรือระหว่างการกักขัง จะต้องตกลงกันเพื่อ:..(ข) เพื่อปกป้องและบำรุงรักษาสุสานดังกล่าวอย่างถาวร (ค) อำนวยความสะดวกในการส่งคืนศพของผู้เสียชีวิต… ไปยังประเทศบ้านเกิดตามคำขอ หรือเว้นแต่ประเทศนั้นจะคัดค้านตามคำขอของญาติสนิท 3. ในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงตามวรรค 2 (ข) หรือ (ค) และหากประเทศบ้านเกิดของผู้เสียชีวิตดังกล่าวไม่เต็มใจที่จะจัดเตรียมสุสานดังกล่าวโดยออกค่าใช้จ่าย ภาคีคู่สัญญาฝ่ายอักษะซึ่งสุสานตั้งอยู่ในดินแดนของตน อาจเสนออำนวยความสะดวกในการส่งคืนศพของผู้เสียชีวิตไปยังประเทศบ้านเกิดได้ ในกรณีที่ข้อเสนอไม่ได้รับการยอมรับ ภาคีสัญญาสูงอาจดำเนินการตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในกฎหมายของตนเองที่เกี่ยวข้องกับสุสานและหลุมศพได้ หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาห้าปีนับจากวันที่เสนอ และเมื่อแจ้งให้ประเทศต้นทางทราบโดยสมควรแล้ว
ข้อตกลงฟินแลนด์-รัสเซียว่าด้วยผู้เสียชีวิตจากสงคราม ข้อตกลงฟินแลนด์-รัสเซียว่าด้วยผู้เสียชีวิตจากสงคราม ค.ศ. 1992 กำหนดให้มีความร่วมมือในการระบุและส่งคืนศพทหารที่เสียชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่สอง
ข้อตกลงเอสโตเนีย-ฟินแลนด์ว่าด้วยผู้เสียชีวิตจากสงคราม ข้อตกลงเอสโตเนีย-ฟินแลนด์ว่าด้วยผู้เสียชีวิตจากสงคราม ค.ศ. 1997 กำหนดให้มีความร่วมมือในการระบุและส่งคืนศพทหารที่เสียชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่สอง
เครื่องมืออื่นๆ แผนปฏิบัติการของคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อติดตามบุคคลสูญหายและซากศพ ข้อเสนอที่ 1.2 ของแผนปฏิบัติการของคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อติดตามบุคคลสูญหายและซากศพ พ.ศ. 2534 ในบริบทของอดีตยูโกสลาเวีย ระบุว่า “ตามคำร้องขอของฝ่ายที่ผู้เสียชีวิตขึ้นตรงต่อ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องในคดีจะต้องจัดการส่งมอบซากศพ”
ข้อตกลงที่ครอบคลุมว่าด้วยการเคารพสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในฟิลิปปินส์ มาตรา 3(4) ของส่วนที่ 4 ของข้อตกลงที่ครอบคลุมว่าด้วยการเคารพสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2541 ระบุว่า “การละเมิดหน้าที่ในการมอบซากศพของผู้เสียชีวิตในระหว่างการสู้รบหรือขณะถูกควบคุมตัวให้แก่ครอบครัวโดยทันที” ยังคงห้ามมิให้กระทำได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่อยู่นอกการสู้รบ
Iคู่มือการทหาร อาร์เจนตินา คู่มือกฎหมายสงครามของอาร์เจนตินา (1969) ระบุว่าเถ้ากระดูก “จะต้องเก็บรักษาโดยสำนักงานทะเบียนหลุมศพจนกว่าประเทศบ้านเกิดจะแจ้งให้ทราบว่าต้องการให้จัดการอย่างไร”
ออสเตรเลีย คู่มือกองกำลังป้องกันประเทศของออสเตรเลีย (1994) ระบุว่า: “เถ้ากระดูกของผู้เสียชีวิตจะถูกส่งต่อไปยังสำนักงานทะเบียนหลุมศพ และเถ้ากระดูกจะถูกแลกเปลี่ยนโดยเร็วที่สุดหลังจากสิ้นสุดการสู้รบ”
เบลเยียม ขั้นตอนเฉพาะของเบลเยียมเกี่ยวกับสำนักงานข้อมูลเชลยศึก (2007) ระบุว่า: “หากซากศพของทหารข้าศึกอยู่ในดินแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังทหารเบลเยียม สำนักงานข้อมูลเชลยศึก (PWIB) จะต้องได้รับแจ้งโดยเร็วที่สุด”
บราซิล คู่มือปฏิบัติการอพยพผู้ที่ไม่ใช่ทหาร (2007) ของบราซิลระบุว่า: “ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ศพของบุคลากรทางทหารและผู้ที่ไม่ใช่ทหารจะต้องไม่ถูกเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัยก่อนที่ผู้อพยพทั้งหมดจะได้รับการเคลื่อนย้ายอย่างปลอดภัย
- ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการจัดกองทหารเกียรติยศ พ.ศ. 2528 ข้อ 5.7 การจัดกองทหารเกียรติยศ ให้จัดในโอกาสสำหรับศพทหารซึ่งเสียชีวิตในขณะประจำการ ให้จัดเมื่อเวลาเผาหรือฝังตามลัทธิศาสนาของผู้เสียชีวิต
- ระเบียบปฏิบัติประจำกองทัพไทย เมื่อมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเนื่องจากการปฏิบัติราชการในหน้าที่ ตอนที่ 1 การปฏิบัติเมื่อมีผู้เสียชีวิต ดังนี้ 1) แจ้งให้ญาติของผู้เสียชีวิตทราบ 2) ดำเนินการประชาสัมพันธ์ตามความเหมาะสม 3) เบิกธงชาติสำหรับคลุมศพ 4) ดำเนินการรับศพ จัดพาหนะ จัดกองทหารเกียรติยศรับศพ 5) จัดผู้แทนหน่วยต่างๆ ไปร่วมเป็นเกียรติในการรับศพ 6) จัดพิธีศพขั้นต้น เช่น การอาบน้ำศพ จัดตั้งศพ จัดดอกไม้ 7) จัดการเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม และค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัวในการจัดการศพ 8) ดำเนินการจัดยามเกียรติยศในระหว่างบำเพ็ญกุศล 9) ดำเนินการจัดพิธีศพ จัดทหารสัญญาบัตรเป็นผู้แทนไปวางพวงหรีดคำนับศพ 10) หากญาติมีความประสงค์ขอพระราชทานเพลิงศพให้หน่วยต้นสังกัดดำเนินการ
แสดงให้เห็นว่าการที่ประเทศกัมพูชาไม่ดำเนินเก็บซากศพของทหารผู้เสียชีวิตในพื้นที่สู้รบที่อยู่ในดินแดนของตนหลังประกาศหยุดยิง โดยกัมพูชาปล่อยทิ้งศพทหารที่เสียชีวิตส่งกลิ่นเหม็นเน่าตามป่าแนวชายแดน ไม่มีใครสนใจที่จะนำร่างกลับไปทำพิธีหรือสดุดี จนทำให้ครอบครัวของทหารกัมพูชาได้โพสต์ตามหาทหารที่สูญหายเป็นจำนวนมากเนื่องจากไม่นำศพส่งคืนครอบครัว ทำให้รัฐบาลกัมพูชาออกมาตอบโต้ประณามประชาชนชาวกัมพูชาว่าการโพสต์ให้เห็นความเสียหายจำนวนมากแบบนี้ทำให้รัฐบาลไม่สบายใจ และประกาศห้ามประชาชนชาวกัมพูชาโพสต์ตามหาทหารกัมพูชาที่สูญหาย และประณามศพทหารเหล่านั้นว่าไม่ใช่ทหารกัมพูชา ซึ่งเป็นการกระทำของรัฐบาลกัมพูชาที่ไร้มนุษยธรรม ขาดความเห็นอกเห็นใจต่อทหารและประชาชนในประเทศของตนเอง ประชาชนชาวกัมพูชาควรยึดหลักมนุษยธรรมที่พึงปฏิบัติต่อประชาชนชาวกัมพูชา เพื่อความสงบสุขของประชาชนชาวกัมพูชาเอง
ส่วนกรณีพื้นที่พิพาทดินแดนไทย-กัมพูชา ผู้เขียนมีความเห็นว่ามีวิธีการอีกมากมายที่สามารถระงับข้อพิพาทได้ เพียงแต่จอมพลสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุนเซน เกิดความฮึกเหิมเฉพาะช่วงตระกูลชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรีหรือควบคุมอำนาจทางรัฐบาลไทยได้เท่านั้น เนื่องจากฮุนเซนมั่นใจว่า “อย่างไรเสียก็ตามตระกูลชินวัตรก็ไม่กล้าทำอะไรเขาแน่นอนและต้องปฏิบัติตามที่ฮุนเซนปรารถนาอีกด้วย”
ผู้เขียนมีความเห็นว่าฮุนเซนถือไพ่เหนือกว่าตระกูลชินวัตร ไม่ว่าจะด้วยมีธุรกิจร่วมกันในกัมพูชา เป็นทายาทผู้ใหญ่กันชั้นใดชั้นหนึ่ง หรืออะไรที่มากกว่านั้นที่ไม่สามารถกล่าวในที่นี้ได้ อาจสังเกตได้ว่าหากในยุครัฐบาลคนอื่นที่ไม่ใช่ตระกูลชินวัตร ฮูนเซนจะเคารพรัฐบาลไทยเสมือนเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและประชาชนก็ทำมาหากินกันอย่างสงบสุข สวัสดีครับ
ผศ.ปองปรีดา ทองมาดี
(ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต)