29.8 C
Nakhon Sawan
วันศุกร์, มกราคม 2, 2026
spot_img

กฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

กฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับผู้ใช้รถในท้องถนน ซึ่งอาจประสบภัยได้ตลอดเวลา เมื่อประสบภัยแล้วคู่กรณีส่วนมากจะพิพาทและต่อสู้ให้ตนเองถูกเสมอ ถึงแม้ตนเองจะผิดก็ตาม

เพื่อป้องกันมิให้ตนเองถูกลงโทษและชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ประกอบกับผู้ให้คำแนะนำจากบริษัทประกันภัยหรือทนายความหรือผู้เกี่ยวข้อง ส่วนมากจะแนะนำหาทางออกหรือช่องทางกฎหมายเพื่อมิให้ผู้กระทำไม่ต้องรับผิด เพื่อปกป้องบริษัทประกันไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหรือเพื่อเรียกเงินจากค่าว่าความหรือเพื่อประโยชน์อื่นจากผู้กระทำให้เกิดภัย

การศึกษากฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้รถในท้องถนนโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่าง ๆ  ในบทความนี้จึงได้อธิบายเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มีสาระสำคัญดังนี้

“รถ” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หมายความว่า ยานพาหนะทุกชนิดที่ใช้หรือสามารถใช้ในการขนส่งทางบก (รวมถึงรถจักรยานยนต์) แต่ความคุ้มครองหลักของ พ.ร.บ. ไม่ได้อยู่ที่ตัวรถ แต่เน้นที่การคุ้มครองชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของคนที่ประสบภัยจากรถ (ผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร บุคคลภายนอก) ไม่ว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก

“เจ้าของรถ” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หมายความว่า บุคคลที่มีชื่อในทะเบียนรถ หรือผู้เช่าซื้อรถที่มีชื่อในสัญญา ซึ่งมีหน้าที่ต้องจัดทำ พ.ร.บ. (ประกันภัยภาคบังคับ) เพื่อเป็นหลักประกันให้ความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ทั้งคนขับ ผู้โดยสาร บุคคลภายนอก) ในกรณีอุบัติเหตุ โดยหากเจ้าของรถไม่ทำ พ.ร.บ. จะมีความผิดและต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเองทั้งหมด

“ผู้ประสบภัย” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หมายความว่า บุคคลทุกคนที่ได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย เพราะการใช้รถที่เอาประกันนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร หรือคนเดินถนน (บุคคลภายนอก) และหมายรวมถึงทายาทโดยธรรมหากผู้ประสบภัยเสียชีวิตด้วย โดยคุ้มครองทันทีที่เกิดเหตุโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด และครอบคลุมถึงอุบัติเหตุที่เกิดจากสิ่งของที่บรรทุกหรือติดตั้งในรถด้วย

“ค่าเสียหาย” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หมายความว่า มีค่าเสียหาย 2 ประเภทคือ 1) ค่าเสียหายเบื้องต้น (จ่ายทันที ไม่ต้องพิสูจน์ผิดถูก สูงสุด 30,000-65,000 บาท) และ 2) ค่าสินไหมทดแทน (ต้องพิสูจน์ถูกผิดแล้ว จ่ายส่วนที่เกินมา สูงสุด 500,000 บาท) โดยคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชยกรณีพักรักษาตัว และค่าปลงศพหรือชดเชยกรณีเสียชีวิต/ทุพพลภาพ/สูญเสียอวัยวะ โดยผู้ขับขี่รถคันเอาประกันจะได้รับเฉพาะค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น

มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองอันตรายจากรถ ดังนี้

  1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และ มาตรา 300 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส
  2. พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 รถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง ดังนี้ 1) ตัวถังรถบิดเบี้ยว เอียง เสียรูปทรง จนมีผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของรถ 2) ตัวถังรถมีส่วนแหลมคมอาจก่อให้เกิดอันตราย 3) กระจกกันลมด้านหน้ารถแตกร้าวจนบดบังทัศนวิสัยในการขับรถ หรือไม่มีกระจกกันลม 4) ยางล้อมีรอยฉีกขาดยาวเกินกว่า 20 มิลลิเมตร และลึกถึงชั้นผ้าใบ (กระทรวงยุติธรรม, 2024)
  3. พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 พฤติกรรมผู้ขับรถมักง่าย ดังนี้ 1) ขับรถย้อนศร เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน 2) คิดจะเลี้ยวก็เลี้ยวเลย ไม่เปิดไฟเลี้ยว ตัดหน้ารถคันอื่น หากมีรถจักรยานยนต์ตีคู่มากับรถคุณ แสดงว่าคุณกำลังเลี้ยวรถตัดหน้า ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ มีความเสียหายตามมา ควรเปิดไฟเลี้ยวก่อนที่จะเลี้ยว ไม่น้อยกว่า 30 เมตร 4) ขับรถถอยหลังบนทางด่วน อันตรายถึงชีวิต กฎหมายห้ามมิให้กลับรถหรือถอยหลังรถในทางพิเศษ 5) ขับเลยช่องทาง ไม่อยากเสียเวลาวนรถจึงขับถอยหลัง อันตราย ทำรถคันอื่นเสียหลัก เกิดเหตุชนท้าย 6) ตีเนียนจอดรถบนที่จอดผู้พิการ และผู้สูงอายุ พื้นที่ช่องจอดนี้มีความกว้างเพื่อให้วีลแชร์สามารถเข้าไปจอดเทียบด้านข้างของรถได้ เพื่ออำนวยสะดวกต่อผู้พิการและผู้สูงอายุ (เพ็ญพิชชา เขียวพอ, 2023)
  4. 4. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ดังนี้ (TIRD, 2025)

4.1 วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้แก่ 1) เพื่อให้ความคุ้มครองผู้ประสบภัย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ 2) สร้างระบบประกันภัยภาคบังคับ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความคุ้มครองทางการแพทย์ได้อย่างรวดเร็ว 3) ส่งเสริมความรับผิดชอบของเจ้าของรถ ลดปัญหาการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

4.2 หลักความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์จะได้รับความคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ 1) ค่ารักษาพยาบาล คุ้มครองสูงสุด 80,000 บาทต่อคน 2) ค่าชดเชยกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร 500,000 บาทต่อคน 3) ค่าชดเชยการสูญเสียอวัยวะ ตั้งแต่ 200,000 ถึง 500,000 บาท ตามประเภทของอวัยวะที่สูญเสีย 4) ค่าปลงศพ 35,000 บาท 5) เงินชดเชยรายวันกรณีนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล วันละ 200 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 วัน

4.3 ข้อบังคับเกี่ยวกับตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ เจ้าของรถทุกคันต้องทำ พ.ร.บ. ก่อนต่อทะเบียนรถ หากไม่มี พ.ร.บ. อาจถูกปรับสูงสุด 10,000 บาท กรมธรรม์ พ.ร.บ. มีอายุ 1 ปี และต้องต่ออายุเป็นประจำ

4.4 ประโยชน์ของตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ 1) ช่วยลดภาระทางการเงินของผู้ประสบภัย ทำให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที 2) เป็นหลักประกันทางสังคม ทุกคนที่ประสบอุบัติเหตุจะได้รับการคุ้มครองโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด 3) เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน ส่งเสริมให้เจ้าของรถและผู้ขับขี่มีความรับผิดชอบมากขึ้น

4.5 บทลงโทษตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจาก พ.ร.บ. เป็นประกันภัยภาคบังคับตามกฎหมาย การไม่ทำ พ.ร.บ. จึงมีบทลงโทษเป็นค่าปรับโดยมีอัตราดังนี้ 1) ค่าปรับสูงสุด 10,000 บาท สำหรับผู้ขับขี่รถที่ไม่มี พ.ร.บ. 2) ต้องเสียค่าปรับดอกเบี้ยย้อนหลังในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหากปล่อยให้ พ.ร.บ. ขาดต่อเนื่อง 3) ไม่ได้รับความคุ้มครองใด ๆ จากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยในกรณีเกิดอุบัติเหตุ และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเองหากเกิดอุบัติเหตุและเป็นฝ่ายผิด รวมถึงอาจถูกกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยไล่เบี้ยเงินคืนพร้อมเงินเพิ่ม 20% 4) ในกรณีที่ไม่ได้ต่ออายุ พ.ร.บ. จะไม่สามารถต่อภาษีรถได้ และหากปล่อยให้ภาษีรถยนต์ขาดนานกว่า 3 ปี อาจส่งผลให้ทะเบียนรถยนต์ถูกระงับถาวรและจะต้องไปขอป้ายทะเบียนใหม่ด้วย (Fintips by ttb, 2568)

แสดงให้เห็นว่ากฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมีความจำเป็นสำหรับการใช้รถในท้องถนนอย่างมาก เป็นการคุ้มครองและบรรเทาความเดือดร้อนเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น การศึกษากฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจะดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่ถูกต้องอาจเสียสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและยังมีบทลงโทษตามกฎหมายอีกด้วย อย่างไรก็ตามในช่วงเทศกาลต่าง ๆ โดยเทศกาลวัน Christmas และเทศกาลวันปีใหม่ ประชาชนมีความจำเป็นต้องใช้รถในท้องถนนเป็นจำนวนมาก ผู้ขับขี่รถอาจหงุดหงิดหรือใช้อารมณ์ในการขับรถจะทำให้มีโอกาสประสบอุบัติเหตุได้ง่าย สิ่งสำคัญในการขับรถก็คือ การมีสติขณะขับรถ ควรเช็คสุขภาพคนและตรวจสภาพทั่วไปของรถ ไม่ควรเปิดเพลงที่เพลิดเพลินจนเกินไป ไม่ควรเหยียบคันเร่งนิ่งเป็นระยะเวลานาน ไม่ควรสนทนาขณะขับรถ และที่สำคัญไม่ควรใช้รถด้วยความสนุกสนานหรือคึกคะนองฯ สุดท้ายนี้ขอให้ผู้อ่านทุกท่านจงโชคดีและปลอดภัยทั้งขาไปและขากลับ สุขสันต์วันปีใหม่ครับ สวัสดีครับ

 

ผศ.ปองปรีดา ทองมาดี

(ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต)

 

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด