และแล้วเรื่องราวความเจริญทางเทคโนโลยีดิจิทัลของโลกก็กลับมาเป็นคำถามของประเทศที่เจริญทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในหลายซีกโลกว่า……ความก้าวหน้าของโลกยุคใหม่ในการโอบคลุมของวิทยาการที่ก้าวล้ำไปในอนาคตอย่างลมกรดนั้น เป็นความถูกต้อง เหมาะสม และสร้างความสุขให้กับมวลมนุษยชาติในทุกมุมโลก….จริงหรือ?
เริ่มต้นจากประเทศออสเตรเลีย ที่ออกกฎเหล็กให้นักเรียนต้องงดใช้โทรศัพท์มือถือ การเข้าสู่โลกออนไลน์ในเรื่องส่วนตัวในเวลาเรียน เพราะทำให้ขาดสมาธิในการเรียน รบกวนผู้ร่วมห้องเรียน ทำลายความตั้งใจในการอบรมสั่งสอนในทางวิชาการของครูอาจารย์ ด้วยการ “ยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่” หรือ “โทรศัพท์มือถือ”
ของนักเรียนเมื่อเข้าเรียนตั้งแต่ภาคเช้า แล้วคืนให้ในเวลาเลิกเรียน
มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในกรณีที่ออสเตรเลียเริ่มใช้กฎเหล็กกับนักเรียน ซึ่งมีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงตำหนิติเตียน ตัดพ้อต่อว่าทางโรงเรียนว่าใช้อำนาจเผด็จการ โดยไม่ทันตระหนักว่าเป็น กโลบาย หรือ กุศโลบาย ที่ทางโรงเรียนปรารถนาดีต่อ ลูกศิษย์ และกระทำลงไปเพื่อให้ลูกศิษย์ของตนได้ประสบกับความดีงามในการศึกษาเล่าเรียน มีสมาธิในการเรียน เพื่อจะได้มีความรู้ในการทำงาน ในการประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงตัวในอนาคต
เดนมาร์ก เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ตื่นตัวในกรณีเดียวกันนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อของเทคโนโลยีดิจิทัล จนสูญเสียอนาคตในการศึกษา และหมดโอกาสในการทำงานดีๆ อย่างมีคุณภาพเมื่อจบการศึกษาไปแล้ว
เพราะจากการศึกษาวิจัยและวิเคราะห์ “ข้อดี – ข้อด้อย” ของโลกเทคโนโลยีดิจิทัล ได้ผลที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงในการพึ่งพาความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างไม่มีสติและไร้ขอบเขต
ข้อมูลจากงานวิจัยในหลายประเทศบ่งชี้ว่า เด็กและเยาวชนอายุระหว่าง13 – 18 ปี ใช้เวลาหรือหมดเวลาไปกับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอโทรศัพท์มือถือ โลกอินเตอร์เน็ต วันละไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง ซึ่งส่งผลต่อสมาธิสุขภาพและปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง
เดนมาร์กยอมถอยหลังเพื่อก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยการเรียกคืนหนังสือเล่ม ตำราเรียนกระดาษ และใช้ดินสอปากกาในการบันทึกตัวอักษรหรือข้อความ คืนสู่ห้องเรียน เพราะข้อมูลจากงานวิจัยบ่งชี้ว่า การเขียนด้วยมือ การอ่านข้อความ (ตัวหนังสือ) จากหน้ากระดาษ รวมทั้งการฝึกซ้อมภารกิจการงาน การออกกำลังกายและการทำงานด้านต่างๆด้วยการ คิด เขียน จด ด้วย 1 สมอง 2 มือ จะช่วยสร้างสมาธิ สร้างความเข้าใจได้ดี ทำให้จดจำได้ฝังแน่นในสมองมากกว่าเดิม
ระบบการศึกษาในประเทศของเราจะตระหนักรู้ในเรื่องนี้ในวัน เดือน ปี ทศวรรษหรือศตวรรษใดหนอ?



