- ตอน : “รถไฟ…..ปลอดภัยจริงหรือ ?”
เมื่อราวเดือนมิถุนายน ปี 2568 ผมกับบรรดาเพื่อนนักเรียนสมัยชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.ศ. 1-3) ปี 2515 – 2517 ร.ร.กรรณสูตศึกษาลัย จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด (ชาย) พากันนัดหมายไปเที่ยวตามประสาชายชราซึ่งต้องการหลีกลี้หนีหน้าภรรยาไปหาความสำราญบานใจจากสุราบาน กับแกล้ม และบรรยากาศธรรมชาติที่เหมาะแก่การสนทนาปราศรัยรำลึกอดีตสมัยเป็นนักเรียนชายล้วน.
เราขนานนามแก๊งของเราว่า “3/7” ตามลำดับหมายเลขห้องเรียนปีล่าสุดก่อนจะแตกกระสานซ่านเซ็นไปร่ำเรียนตามหนทางเวรกรรมของแต่ละคนที่สะสมเวรกรรมเก่าเอาไว้ในอดีต ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 ( ที่จริงต้อง “ตั้งแต่เกิด” ) เป็นต้นมา
เมื่อต่างรับราชการ ทำงานบริษัท ทำธุรกิจส่วนตัวกันจนสาแก่ใจและไม่มีใครต้องการให้อยู่รกหูรกตาในองค์กร ด้วยการเฉดหัว (ล้านบ้างไม่ล้านบ้าง) ออกจากองค์กรด้วยข้อหา “อายุครบ 60 ปี” บ้าง แก่เกินแกงบ้าง ตำแหน่งสูงเงินเดือนสูงจนบริษัทหรือบางรัฐวิสาหกิจต้องแกล้งลดเงินประจำตำแหน่งบ้าง เรียกห้องทำงานใหญ่ๆคืน ไล่ให้ไปนั่งห้องเล็กๆไม่สมฐานะและอัตตาที่พองโตและโป่งพองเพราะเพราะพิษนิโคตินบ้าง
บางบริษัทเรียกรถประจำตำแหน่งคืน โดยอ้างว่ายานพาหนะในบริษัทไม่พอใช้งาน
เป็นการทำร้ายน้ำใจกันอย่างร้ายแรง เพื่อให้ลาออกไปเอง ทางบริษัทจะได้ไม่ต้องเสียเงินค่าชดเชยการเลิกจ้างมากมายเหมือนการไล่ออก เพราะลาออกเอง! และทางบริษัทจะได้นำเงินเดือนสูงๆที่จ้างคนชราเพียงคนเดียวไปจ้างหนุ่มสาวรุ่นใหม่ๆที่เก่งกาจด้านไอ.ที. ได้ถึง 2 – 3 คน ทั้งยังได้ห้องทำงาน วี.ไอ.พี. กับรถประจำตำแหน่งคืนมา
ประหยัดเงิน สร้างกำไรให้บริษัท,องค์กรมหาศาล
ผมกับผองเพื่อนต่างตกอยู่ในสถานการณ์ถูก “ปลดชรา” โดยถ้วนหน้ากัน จึงต่างเข้าใจจิตใจของกันและกันในทำนอง “รักย่อมเข้าใจในรัก”……ฮา!
เรา….หมายถึง ผมกับผองเพื่อนชาย ซึ่งบางคนก็ไม่เต็มชายเพราะแบ่งไปให้สามีซึ่งเป็นชายครึ่งหนึ่ง….ฮา! ตกลงใจกันว่าจะไปย่ำดอยขุนตานซึ่งตั้งอยู่บนรอยต่อ อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง กับอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน
เส้นทางคมนาคมที่สะดวกที่สุดในการบุกถ้ำขุนตาน ดอยขุนตาน (ขุนตาน คือชื่อเดิม ก่อนจะเพี้ยนผิดเป็นขุนตาล) คือรถไฟ เพื่อนทั้ง 4 คน ยกพลออกจากสถานีรถไฟ กรุงเทพอภิวัฒน์ หรือ สถานีกลางบางซื่อ ส่วนผมใช้วิธีดักโดดเกาะราวบันไดรถไฟอยู่ที่สถานีรถไฟนครสวรรค์ (ก่อนจะถึงสถานีฯปากน้ำโพ 1 สถานี)
ขาไป (ขาขึ้น) ลำปางของเราเสียค่ารถไฟตู้นอนเกรด B คนละไม่ถึง 200 บาท ส่วนผมขึ้นกลางทาง ค่าตั๋วน่าจะไม่ถึง 100 บาท หรือ 100 กว่าบาท เพราะใช้บัตรเบ่งในนาม “คนชรา” ซึ่งทางการรถไฟแห่งประเทศไทยบังอาจลดราคาให้โดยไม่เกรงใจและไม่เห็นแก่หน้าของพวกเราเลย….ฮา!
ซึ่งเราก็พยายามกล้ำกลืนความอายในนาม “คนแก่” อย่างหน้าชื่นอกตรม ซึ่งการที่ต้องจ่ายค่าตั๋วรถไฟในอัตราที่น่าสงสาร ก็ช่วยปลอบประโลมใจให้ชาวแก๊ง 3/7 ค่อยทุเลาอาการเศร้าโศกในใจลึกๆไปได้
การเดินทางโดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวทางรถไฟ เป็นการเดินทางที่แสนหฤหรรษ์ เพราะจะนั่งเดินยืนนอนค่อนข้างสบายด้วยพื้นที่ในโบกี้กว้างขวาง ที่สำคัญคือมีห้องน้ำอยู่ท้ายๆของโบกี้ เป็นที่ถูกใจบรรดาชายชราที่ส่วนใหญ่จะมีปัญหาต้องทะเลาะเบาะแว้งกับต่อมลูกหมากเป็นปกติ
บางคนมีปัญหากระทั่ง ลูกหมากปีกนก หรือ ลูกหมากคันชัก ของรถยนต์ส่วนตัวประเภทขับเคลื่อนล้อหน้าก็มี

แต่แล้วอุบัติภัยทางรถไฟที่อำเภอสีคิ้ว นครราชสีมาเมื่อกลางเดือนมกราคม ที่ผ่านมาที่เครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงลอยฟ้าตกลงมาทับโบกี้ที่ 2 ของรถไฟความเร็วต่ำที่วิ่งอย่างสงบเสงี่ยมเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่บนรางเบื้องล่างของ รางรถไฟนรกลอยฟ้า จนทำให้ผู้โดยสารเสียชีวิต 32 คนและบาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน
ทำให้บรรดาแก๊งชายชราซึ่งมีผมเป็นตัวประกอบอยู่ในแก๊งรู้สึกผวา เสียวสันหลังเกรงว่าอาจจะได้รับเกียรติลงไปนอนบี้แบนเป็นกล้วยปิ้งใต้ฐานปูนรางรถไฟความเร็วสูง ในการเดินทางท่องเที่ยวทริปหน้า….. ไม่ทริปใดก็ทริปหนึ่ง !!!
ไม่อยากคิดถึงทัวร์ที่อาจจะสยดสยองในการท่องเที่ยวทางรถไฟในคราวหน้า ของ แก๊งชายชราเดนตาย!!!



