กฎหมายเกี่ยวกับความรักนั้น เป็นการศึกษาเพื่อให้ทราบว่าความรักที่มีอยู่ในจิตใจของมนุษย์นั้น มีอะไรบ้างเป็นเครื่องรับประกันความรักที่จะมีให้กันตลอดไป หรือเป็นเพียงอารมณ์ชั่วขณะเท่านั้น ซึ่งเราอาจพิจารณาได้ว่า ความรัก เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในโลกและเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์ แต่ไม่มีกฎหมายใดๆ หรือเครื่องรับประกันอะไรที่จะยืนยันได้ว่าเราจะรักกันตลอดไป มีแต่เพียงคำพูดหรือพฤติกรรมที่แสดงออกเกี่ยวกับความรักเท่านั้น ในบทความนี้ผู้เขียนจะรวบรวมและวิเคราะห์กฎหมายและคำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับความรัก ดังนี้
กฎหมายเกี่ยวกับความรัก ในทางกฎหมายความรักไม่ได้ถูกกำหนดไว้เป็นคำจำกัดความโดยตรง แต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความรักมักอยู่ในบริบทของความสัมพันธ์ทางครอบครัว สิทธิและหน้าที่ของคู่รัก รวมถึงพันธะทางกฎหมายเกี่ยวกับการสมรส สิทธิหน้าที่ของคู่สมรส การหย่าร้าง และการดูแลบุตร รวมถึงการคุ้มครองทางอาญาในเรื่องอนาจารและการล่วงละเมิดทางเพศ โดยกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่บังคับใช้ปี 2568 ได้ขยายสิทธิการสมรสให้ทุกเพศสภาพเหมือนคู่สมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ความรักอาจไม่ใช่แค่เรื่องของใจ แต่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อมีการสมรสเกิดขึ้น มีดังนี้ (เอนุภากรทนายความ, 2025)
- ความรักในแง่ของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยบัญญัติเรื่องความสัมพันธ์ทางครอบครัว เช่น (1) การสมรส (มาตรา 1448 – 1535) การแต่งงานเป็นข้อผูกพันทางกฎหมาย ต้องมีการจดทะเบียนสมรส (2) สิทธิและหน้าที่ของสามีภรรยา (มาตรา 1461 – 1470) คู่สมรสมีหน้าที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (3) การหย่าร้าง (มาตรา 1514 – 1535) หากความรักสิ้นสุดลง อาจนำไปสู่การหย่าตามกฎหมาย (4) การรับรองบุตรและอำนาจปกครอง (มาตรา 1536 – 1566) กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก
- ความรักในแง่ของกฎหมายอาญา กฎหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศ เช่น (1) กฎหมายคุ้มครองผู้เยาว์จากความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม (2) กฎหมายเกี่ยวกับการคบชู้หรือการนอกใจ แม้ในไทยการนอกใจไม่ถือเป็นอาชญากรรม แต่หากมีการจดทะเบียนสมรส อาจมีผลทางแพ่ง เช่น การเรียกค่าทดแทน
- ความรักในมุมมองของกฎหมายระหว่างประเทศ ในบางประเทศ การแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันถูกกฎหมาย ในขณะที่บางแห่งยังไม่รองรับ มีเพียงกฎหมายว่าด้วยสิทธิของคู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียน เช่น พินัยกรรม สิทธิในทรัพย์สิน หรือการตัดสินใจทางการแพทย์แทนคู่ชีวิต
คำพิพากษาฎีกาที่ 6083/2546 “การที่จำเลยกับผู้ตายมีความสัมพันธ์กันฉันคนรัก แต่ผู้ตายต้องการเลิกความสัมพันธ์กับจำเลยไปมีรักกับผู้ชายคนใหม่ เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตาย เป็นความคิดและการกระทำที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ของจำเลยโดยถ่ายเดียว มิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตาย ทั้งเป็นความเห็นผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงมิใช่การกระทำโดยบันดาลโทสะ กรณีไม่มีเหตุจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต” โดยให้นิยามของความรักไว้ว่า “ความรักเป็นสิ่งที่เกิดจากใจไม่อาจบังคับกันได้ ความรักที่แท้จริงคือความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรักความยินดีที่คนที่ตนรักมีความสุข การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิดและการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่ตนรัก จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตาย เป็นความผิดและการกระทำที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ของจำเลยโดยฝ่ายเดียวมิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตายหาใช่ความรักไม่”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2321/2537 “การที่จำเลยสืบทราบว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหญิงอื่นจึงเสพสุรา สูบบุหรี่ ทะเลาะวิวาท และติดตามควบคุมโจทก์ในวิทยาลัยที่โจทก์ทำงานอยู่นั้น แม้พฤติการณ์ของจำเลยจะก่อให้โจทก์เกิดความเบื่อหน่ายอับอายในหมู่เพื่อนอาจารย์และนักศึกษา แต่ก็เกิดจากความรักหึงหวงหวาดระแวงของจำเลยตามวิสัยสตรีเพศที่เป็นภริยาซึ่งอาจปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นได้ถ้าโจทก์ไม่แสดงความรำคาญใจและฝักใฝ่ในสตรีอื่นให้ปรากฏ ทั้งจำเลยเองก็ไม่สมัครใจหย่าตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยจึงยังไม่ถึงขั้นประพฤติชั่วที่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรงหรือได้รับความดูถูกเกลียดชังเดือดร้อนเกินควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 994/2552 “การที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนโจทก์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นไปยังผู้บังคับบัญชาและอาจารย์ผู้สอนของโจทก์ เป็นเรื่องความประพฤติส่วนตัวของโจทก์ซึ่งจำเลยในฐานะภริยาย่อมมีความรักและหึงหวงสามีมีสิทธิที่จะกระทำได้เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาและอาจารย์ผู้สอนของโจทก์ว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ให้นึกถึงครอบครัว กรณีถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการประจานโจทก์ให้ต้องอับอายเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด อีกทั้งโจทก์มิได้ถูกดำเนินการทางวินัยร้ายแรง จึงมีเหตุผลที่จะกระทำเพื่อรักษาสิทธิในครอบครัวมิให้หญิงอื่นมาทำให้เกิดความร้าวฉานในครอบครัวได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามกฎหมาย”
คำพิพากษาฎีกาที่ 4465/2530 “ผู้เสียหายเคยได้เสียกับจำเลยด้วยความสมัครใจของผู้เสียหายมาก่อนแล้ว และการที่ผู้เสียหายไม่ยอมกลับบ้านพร้อมกับ ร. โดยให้ ร. กลับบ้านไปก่อน ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นต้องไปกับจำเลยนั้น แสดงว่าผู้เสียหายมีอุบายที่จะกลับบ้านพร้อมกับจำเลยมากกว่า จากพฤติการณ์ดังกล่าวจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้มีดจี้คอผู้เสียหายพาไปข่มขืนกระทำชำเรา แต่เกิดจากความสมัครใจยินยอมของผู้เสียหายให้จำเลยกระทำชำเราเอง”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 311/2522 “ชายผิดสัญญาหมั้น ฝ่ายชายคือตัวชาย บิดาและมารดาซึ่งไปหมั้นหญิงต้องร่วมกันใช้ค่าทดแทนความเสียหายต่อกาย โดยที่หญิงตกเป็นภริยาชายแม้ด้วยความสมัครใจ ความเสียหายต่อชื่อเสียงและที่ได้เตรียมการสมรส”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1258/2542 “ศาลอุทธรณ์พิพากษา จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลย และผู้เสียหายสมรสกันโดยบิดามารดาผู้เสียหายอนุญาต ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้าย โดยศาลยกขึ้นเอง ได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185,215,225 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 มิได้จำกัดว่าการพรากเด็ก จะต้องกระทำโดยวิธีการอย่างใด แม้เด็กจะมีรูปร่างใหญ่โต แต่อายุไม่เกิน 15 ปี และเด็กเต็มใจไปด้วยก็ตามก็เป็นความผิดและต้องเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควรการที่เด็กอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาและ บิดามารดา โดยบิดามารดามีอำนาจปกครองและมีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตรนั้น เมื่อจำเลยพาเด็กไปถือเป็นการกระทำ โดยปราศจากเหตุอันสมควรเป็นความผิดตามมาตรา 317 วรรคแรก แล้วส่วนการที่จำเลยกับผู้เสียหายรักกันด้วยความสุจริตใจต่างมี เจตนาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา การกระทำของจำเลย ขาดเจตนาเพื่อการอนาจาร จึงไม่เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม”
แสดงให้เห็นว่าความรักนั้นเป็นนามธรรมที่อยู่ในจิตใจ จะเป็นรูปธรรมต่อเมื่อได้แสดงออกให้คู่รักได้เห็นหรือรู้สึกได้ และนำไปสู่ขบวนการทางกฎหมาย เช่น การหมั้น การสมรส การรับรองบุตร การหย่า และการสิ้นสุดการสมรสด้วยเหตุอื่น ความรักจะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายได้จะเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ
ในสมัยอดีตความรักจะอยู่รูปของการชอบกันจนเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย จึงจะมีความสัมพันธ์กันฉันท์สามีภริยาได้ แต่สมัยปัจจุบันความรักอยู่รูปของการอยู่กันฉันท์สามีภริยาก่อน จึงจะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ทำให้คู่รักจำนวนมากไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย ซึ่งเป็นความรักชั่วข้ามคืนเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่คู่รักควรตระหนักหรือควรเลือกว่าจะให้ความสำคัญต่อความรักอย่างไร จะรักกันโดยมีกฎหมายคุ้มครองหรือไม่มีกฎหมายคุ้มครอง สวัสดีครับ
ผศ.ปองปรีดา ทองมาดี
(ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต)



