เดือนนี้ มีวันที่ชาวโลกเขาคลั่งไคล้อยู่วันหนึ่งคือ “วันวาเลนไทน์ Valentine’s Day” ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี
วันวาเลนไทน์ มีการเฉลิมฉลองในหลายประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นประเทศทางตะวันตก แม้จะยังเป็นวันทำงานในทุกประเทศเหล่านั้นก็ตาม
ความสำคัญ วันฉลองของนักบุญวาเลนไทน์ เป็นการเฉลิมฉลองเกี่ยวกับความรักแบบโรแมนติกเป็นครั้งแรกในแวดวงสังคมของ… “เจฟฟรีย์ ชอเซอร์” สมัยตอนกลาง High Middle Ages เมื่อประเพณีรักเทิดทูนเฟื่องฟู จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 วันวาเลนไทน์ได้วิวัฒนาการ มาเป็นโอกาสซึ่งคู่รักจะแสดงความรักของพวกเขาแก่กันโดยให้ดอกไม้ ขนมหรือลูกกวาด และส่งการ์ดอวยพร
ต่อมา วันวาเลนไทน์ ไม่ได้นิยมกันเฉพาะทางตะวันตก แต่แพร่หลายกระจายไปทั่วโลก
เข้าทางนักการตลาดทั้งหลาย นำวันนี้มาหาเงินหาทองกันเป็นกอบเป็นกำ
ท่านผู้ใหญ่ของคนไทยเราบางคน ท่านเห็นว่าทางตะวันตกมีวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นความสำคัญของชาวคริสต์ ท่านก็แนะนำว่า ของชาวพุทธเราก็มีวันแห่งความรักคือวันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญของชาวพุทธเถรวาท และวันหยุดราชการในประเทศไทย
มาฆบูชา ย่อมาจาก… “มาฆปุณณมีบูชา หรือ มาฆบูรณมีบูชา” หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินฮินดู หรือเดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติไทย
ตามประวัติ…วันนี้เป็นวันที่พระภิกษุ 1,250 รูปมาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ชาวโลกยกย่องเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธ เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น คือพระโคตมะพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ 1,250 รูป มาพร้อมกันที่วัดเวฬุวัน ล้วนเป็นพระที่เป็น… “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” คือได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง และที่สำคัญ ภิกษุทั้ง 1,250 รูปยังเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา
มีการตีความว่าก็เป็นวันแห่งความรักด้วย เพราะองค์พระศาสดาของชาวพุทธ ถ้าท่านไม่รักชาวโลก ก็คงไม่มาทรงโปรดสัตว์อย่างมนุษย์เรา
ขนาดมีศีล มีคำสอน มีคติธรรมออกมากมาย คนก็ยังฝ่าฝืน แหกกฎกติกาทั้งทางโลกและทางธรรม โดยมิได้เกรงกลัวต่อบาปเอาเสียเลย
หิริโอตตัปปะ คือหลักธรรมที่ถือว่าเป็นธรรมคุ้มครองโลก ประกอบด้วย หิริ คือความละอายต่อบาป คืออกุศล และ โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อบาปผลของบาป ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมจิตใจไม่ให้ทำความชั่วทั้งทางกาย วาจา และใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ลับหรือที่แจ้ง เป็นรากฐานของความดีงามและให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข
สรุป…ว่า หิริ คืออายบาป ส่วน โอตตัปปะ คือกลัวผลบาป ซึ่งทั้งสองอย่างทำงานร่วมกันเพื่อไม่ให้บุคคลกระทำอกุศล
8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ชาวไทยที่มีสิทธิ์ไปออกเสียงเลือกตั้งจำนวน 52,922,923 คน มีหน่วยเลือกตั้ง 99,487 หน่วยทั่วประเทศ
ผล…หลังการเลือกตั้ง พี่น้องเห็นอะไรกันบ้างครับ วุ่นวายมาจนถึงวันนี้…ใช่ไหม ?
นี่ก็แสดงว่า…ทั้งคนลงให้เลือก และคนเลือก…”ไม่เกรงกลัวต่อบาป และ ผลของบาป” เลยใช่ไหม ?
คนจะเข้าไปบริหารประเทศชาติบ้านเมือง ถ้าเริ่มต้นจากการโกงการเลือกตั้ง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าทำผิดกฎหมายการเลือกตั้ง คือจ่ายเงินไปซื้อเสียง…ยังกล้าแสดงความสุข ความชื่นชมตัวเองอย่างหน้าชื่นบาน
เราจะไปหวังอะไรกับการพัฒนาชาติบ้านเมืองให้มัน…ศิวิไล หรือ ศิวิไลซ์ Civilize เจริญรุ่งเรือง มีอารยธรรม ทันสมัย ดีงามไปได้อย่างไร
การเลือกตั้งครั้งนี้…ถ้าเอาไปเทียบเคียงกับยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม จัดให้มีการเลือกตั้งในปี 2500 ก็ดูจะไม่ต่างกัน
เวลาผ่านมา 69 ปี เหตุการณ์ที่เกิดในยุคนั้น มันกลับมีวัฏจักร ช่วงเวลาของเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นและดำเนินไปเป็นลำดับขั้นแล้วกลับมาจน ณ จุดเริ่มต้นอีก
ผมก็ไม่อยากจะฟื้นฝอยหาตะเข็บ…แต่เพราะมันมีวิญญาณของคนเป็นครูบาอาจารย์ ก็อดไม่ได้ที่จะต้องนำมาพูด นำมาเขียนไว้บ้าง
ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้จะไปมองหน้ามองตาลูกศิษย์ได้อย่างไร ?
ใครทำอะไรไว้ก็ให้นึกไว้ว่า… “กัมมุนา วัตตตีโลโก…สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ส่วนจะส่งช้าหรือเร็ว ไม่ว่าใครก็หลีกเลี่ยงกฎแห่งกรรมนี้ไปไม่ได้
มาด้วยความรัก…ก็ขอจบด้วยความรักเช่นกัน คือ……
เพราะรักหรอก! จึงบอกจึงเตือน
…………………………………………



