ผู้อ่านสวรรค์นิวส์และสมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์…………………………………….. @ นายประพันธ์ ศิริวิริยะกุล ประธานผู้ก่อตั้งสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ดร.ดารัตน์ ศิริวิริยะกุล วิภาตะกลัศ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ทันตแพทย์สุพจน์ หวังปรีดาเลิศกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคเหนือ ประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ดร.วิสูตร จิตสุทธิภากร ประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ดร.นิภา สุพิชญางกูร ประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ และนายวีรวุฒิ บำรุงไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ขอร่วมอวยพร “ส่งท้ายปีเก่า 2568 ต้อนรับปีใหม่ 2569” แด่พี่น้อง ผองเพื่อนชาวสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ประชาชนชาวจังหวัดนครสวรรค์ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย บุญบารมีแห่งหลวงพ่อศรีสวรรค์ วัดนครสวรรค์ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่อจ้อย วัดศรีอุทุมพร หลวงพ่อทอง วัดวรนาถบรรพต หลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน (ธารทหาร) พร้อมด้วยอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อ เจ้าแม่ปากน้ำโพ ดลบันดาลให้ทุกท่านจงประสบแต่ความสุข คิดสิ่งใดให้สมดังปรารถนาทุกประการ “สวัสดีปีใหม่ 2569”
…………………………………….. @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หารือสภาธุรกิจไทย–จีน หนุนผู้ประกอบการไทยเชื่อมซัพพลายเชนโรงงานจีน เมื่อวันอังคารที่ 23 ธันวาคม 2568 นายอรุณ เอี่ยมสุรีย์ ประธานสถาบันเศรษฐกิจและการลงทุนไทย–จีน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะกรรมการสถาบันฯ เข้าพบนายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานสภาธุรกิจไทย–จีน พร้อมด้วยผู้บริหาร เพื่อหารือแนวทางเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของโรงงานจีนในประเทศไทย ณ อาคารกรมดิษฐ์ กรุงเทพฯ
การหารือครั้งนี้มุ่งแลกเปลี่ยนมุมมองถึงโอกาสของผู้ประกอบการไทย และการยกระดับบทบาทสู่การสร้างความร่วมมือเชิงรุก เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายการผลิตของจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ประชุมเห็นพ้องให้ผลักดันการสร้างพันธมิตรเชิงลึกในรูปแบบ Joint Venture และการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน (Supply Chain) จีน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม พร้อมเน้นความร่วมมือที่สามารถดำเนินการได้จริงและเกิดผลเป็นรูปธรรม ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย และเสริมสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน
…………………………………… @ สถาบันเศรษฐกิจและการลงทุนไทย–จีน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หารือ BOI เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตไทย–จีน เสริมถ่ายทอดเทคโนโลยี เมื่อวันอังคารที่ 23 ธันวาคม 2568 นายอรุณ เอี่ยมสุรีย์ ประธานสถาบันเศรษฐกิจและการลงทุนไทย–จีน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะกรรมการสถาบันฯ เข้าพบนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พร้อมด้วยผู้บริหาร เพื่อหารือแนวทางเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตระหว่างผู้ประกอบการไทยและจีน รวมถึงการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี ณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนมุมมองถึงอุปสรรคในการเชื่อมต่อผู้ประกอบการไทย–จีน ทั้งความแตกต่างด้านเครือข่าย วัฒนธรรมการทำงาน และความเชื่อมั่น พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขผ่านกลไกการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การนำบริษัทไทยรายใหญ่เป็นแกนกลางในการพา SMEs เข้าสู่ซัพพลายเชน รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนี้ ยังได้หารือประเด็นด้านมาตรฐานสินค้า การบังคับใช้กฎหมาย และความลักลั่นด้านภาษี เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และรองรับการย้ายฐานการผลิตจากจีนสู่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน
…………………………………… @ TIJ ผนึก WJP และ กกร. ยกระดับหลักนิติธรรม เสริมความเชื่อมั่นสากล สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ประกาศความร่วมมือกับ World Justice Project (WJP) และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการยกระดับ “หลักนิติธรรม” ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบกฎหมายไทย ควบคู่กับการเสริมภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานานาชาติและ OEC ณ ห้องประชุม Learning Studio 2 สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนพลังของพันธมิตรในการผลักดันหลักนิติธรรมให้เป็นมากกว่านโยบาย แต่เป็น “วัฒนธรรมทางกฎหมาย” ที่หยั่งรากในสังคมไทย โดยอาศัยข้อมูลและมาตรฐานสากลจาก WJP ควบคู่กับบทบาทของภาคธุรกิจในการสะท้อนต้นทุนจริงของกติกาที่ไม่เป็นธรรม และความจำเป็นของกฎเกณฑ์ที่โปร่งใส คาดการณ์ได้ และแข่งขันได้
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวว่า หลักนิติธรรม คือรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีโลก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ความเชื่อมั่นของนักลงทุนขึ้นอยู่กับเสถียรภาพและประสิทธิภาพของกลไกภาครัฐ กติกาที่เป็นธรรม ตลอดจนระบบยุติธรรมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบัน โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังอยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพราะความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม เป็นปัจจัยชี้วัดความสำเร็จที่ OECD ใช้ประเมินความพร้อมของประเทศในการก้าวสู่มาตรฐานสากล
ความร่วมมือระหว่าง TIJ กับ World Justice Project ช่วยให้ประเทศไทยมองเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน และช่องว่างเชิงโครงสร้างบนฐานข้อมูลและมาตรฐานสากล นำไปสู่การออกแบบนโยบายบนข้อมูลที่สะท้อน Feedback จากประสบการณ์จริงของประชาชน ซึ่งช่วยตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ตรงจุด และพัฒนากลไกการติดตามและวัดผลความสำเร็จได้จริงและเป็นระบบ
TIJ เชื่อว่า การยกระดับหลักนิติธรรมไม่สามารถดำเนินการได้โดยรัฐเพียงลำพัง จึงขอประกาศจุดยืนในการร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึง คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ผลักดันให้เกิด Rule of Law Policy Framework ที่จะเป็นกรอบทิศทางการทำงานที่มีความต่อเนื่องแม้ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลง ครอบคลุมการปฏิรูปกฎหมาย การป้องกันคอร์รัปชั่น การส่งเสริมรัฐบาลเปิด การยกระดับกระบวนการยุติธรรม และการคุ้มครองสิทธิประชาชน ผ่านแนวทาง Whole-of-Society Approach เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคต และในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง Framework นี้จะทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศนโยบาย” ให้พรรคการเมืองนำไปใช้แข่งขันทางนโยบายอย่างสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือให้ประชาชนใช้ตั้งคำถามและติดตามการทำงานของรัฐบาลในอนาคต เพื่อสร้างระบบนิเวศทางสังคมที่โปร่งใสและยั่งยืน
ดร. ศรีรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก World Justice Project กล่าวว่า จากรายงานดัชนีหลักนิติธรรมประจำปี 2568 (WJP Rule of Law Index 2025) ประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึง ‘ศักยภาพ’ ในการรักษาสถานะที่มีเสถียรภาพท่ามกลางกระแสถดถอยของหลักนิติธรรมทั่วโลก ด้วยคะแนนภาพรวม 0.50 โดยเราพบจุดแข็งที่โดดเด่นในด้านความสงบเรียบร้อย (Order and Security) และความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อความซื่อสัตย์สุจริตของสถาบันตุลาการ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่หาได้ยากในหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลชุดเดียวกันนี้ได้ฉายภาพ ‘ข้อท้าทาย’ ที่ไม่อาจมองข้าม ทั้งในเรื่องประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ต้องเร่งปรับปรุง ปัญหาการเลือกปฏิบัติในสังคมที่ตัวเลขกำลังเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้างในการออกใบอนุญาตภาครัฐที่กลายเป็นต้นทุนแฝงของประเทศ
WJP เชื่อมั่นว่า “ข้อมูลคือเข็มทิศของการปฏิรูป’ และพร้อมให้การ สนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มที่ ในการนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ไปแปลงเป็นยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำและยกระดับความโปร่งใส โดย WJP ยินดีที่จะเดินหน้าทำงานร่วมกับภาครัฐและประชาสังคมไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งความยุติธรรมที่ตอบโจทย์และคุ้มครองคนไทยทุกคนได้อย่างแท้จริง”

…………………………………….. @ กกร. หารือ LNCCI เสนอกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจไทย–ลาวเชิงโครงสร้าง หนุนการค้า- การลงทุน นายเวทิต โชควัฒนา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยนายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เข้าร่วมการประชุมแผนความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ครั้งที่ 8 ระดับรัฐมนตรี ณ ห้องจันทรา โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ
การหารือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–ลาว จากความร่วมมือเชิงกิจกรรมไปสู่ความร่วมมือเชิงโครงสร้างที่มีความชัดเจน ต่อเนื่อง และสามารถติดตามผลได้ โดยภาคเอกชนของทั้งสองประเทศเห็นพ้องให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วม กกร.–LNCCI เพื่อทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงนโยบาย และเป็นกลไกหลักในการประสานงานกับภาครัฐของทั้งสองประเทศอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ กกร. และ LNCCI ได้เสนอให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้าน จำนวน 6 ด้าน ได้แก่ (1) การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (2) การค้าและการสร้างแบรนด์ (3) การท่องเที่ยวและบริการ (4) นโยบายและกฎระเบียบ (5) การพัฒนาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ (6) การเงิน เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขอุปสรรค พัฒนาโครงการความร่วมมือใหม่ และจัดทำแผนปฏิบัติการที่มีกรอบเวลาและผู้รับผิดชอบชัดเจน พร้อมรายงานผลความคืบหน้าต่อคณะกรรมการร่วมและที่ประชุมระดับรัฐมนตรีเป็นระยะ
ส.อ.ท. เชื่อมั่นว่าโครงสร้างความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเชื่อมโยงนโยบายของภาครัฐเข้ากับการดำเนินงานของภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความเชื่อมั่นของภาคเอกชน และยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–ลาว ให้ก้าวสู่การเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว
…………………………………… @ ส.อ.ท.-ปตท.-โออาร์ ลงนาม MOU หนุน SMEs เสริมศักยภาพพลังงาน สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม 2568 นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) (ปตท.) และ นายสุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ ผู้แทน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “โครงการความร่วมมือเพื่อเสริมศักยภาพ SMEs ด้านพลังงานและความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย” ณ ห้องพลังไทย 1 ปตท. สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ
พิธีลงนามฯ ได้รับเกียรติจาก นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายทวี ปิยะพัฒนา รองประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายกฤษณ์ อิ่มแสง เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มปิโตรเลียมขั้นปลาย รักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มปิโตรเลียมขั้นต้นธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นสักขีพยาน
ความร่วมมือครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการศักยภาพทั้ง 3 องค์กร โดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเครือข่าย SMEs ขณะที่ ปตท. เป็นดิจิทัลโซลูชั่นและสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ โออาร์ ลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีเกี่ยวข้อง ตลอดจนให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาโมเดลธุรกิจ ตั้งเป้ายกระดับผู้ประกอบการ SMEs ไม่น้อยกว่า 300 – 500 ราย สามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องตามทิศทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้งบประมาณรวม 400 ล้านบาท ในระยะเวลา 2 ปี
โดยสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จะเชื่อมโยงสมาชิกเครือข่ายอุตสาหกรรมผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศ ให้เข้าถึงโซลูชันด้านพลังงานและการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการมีจุดเด่น คือ SMEs ไม่จำเป็นต้องลงทุนเองในระยะเริ่มต้น เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม ปตท. ทั้งด้านการลงทุนและองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ
ปตท. ให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการ SMEs ในฐานะฟันเฟืองหลักของระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีสัดส่วนการสร้างมูลค่าให้กับประเทศกว่า 35% ของ GDP โดย ปตท. จะทำหน้าที่เป็น Total Integration Platform ที่เชื่อมโยง SMEs เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ดิจิทัลโซลูชัน ระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะเพื่อช่วยให้ SMEs สามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ตลอดจนมีองค์ความรู้ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมสร้างรากฐาน Ecosystem ทางพลังงานที่เข้มแข็ง ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจของประเทศ
โออาร์ พร้อมสนับสนุนทั้งด้านเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และบริการพลังงานแบบครบวงจร ได้แก่ ระบบโซลาร์เซลล์ ระบบให้บริการพลังงานความร้อนและความเย็น (Heat as a Service / Cooling as a Service) รวมถึงการจัดการน้ำเพื่ออุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ตลอดจนการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดต้นทุนพลังงานให้กับผู้ประกอบการ ควบคู่กับให้คำปรึกษาการพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อแสดงความจำนงได้ที่สถาบัน SMI โทร.1453 ต่อ 1188 และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) [email protected]
…………………………………….. @ บสย. พร้อมค้ำ ผนึกแบงก์-น็อนแบงก์ ลุยค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” เร่งเสริมสภาพคล่อง SMEs นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ระบุถึงสินเชื่อ SMEs ที่หดตัวต่อเนื่อง โดยติดลบติดต่อกันถึง 13 ไตรมาสที่ผ่านมา สาเหตุจากความเสี่ยงด้านเครดิตสูงและปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องปรับเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระยะยาว สะท้อนถึงปัญหาของ SMEs ที่ไม่สามารถเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบได้ เป็นที่มาของการเปิดตัว มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” นโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อเข้ามาเติมสภาพคล่องให้ SMEs อย่างเร่งด่วน
. ความคืบหน้าล่าสุด บสย. ได้ร่วมกับสถาบันการเงิน และผู้ประกอบการสินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) พร้อมเปิดรับคำขอค้ำประกันสินเชื่อ มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” แล้วตั้งแต่วันนี้ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับ SMEs ที่ต้องการสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ลงทุนต่อยออดธุรกิจ ภายใต้ 3 โครงการหลัก ได้แก่ 1. โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Quick LG วงเงินค้ำประกัน 5,000 ล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 1 แสนบาท – 100 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีต่อไปเพียง 1% ตอบโจทย์ SMEs ที่ต้องการใช้ค้ำประกันวงเงิน Bank Guarantee (BG) เช่น ผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ
. 2. โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Go Big วงเงินค้ำประกัน 35,000 ล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 2 แสนบาท – 40 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีต่อไปเพียง 1.5% ตอบโจทย์ SMEs ทั่วไป หรือที่อยู่ในธุรกิจซัพพลายเชนที่ต้องการสินเชื่อมากกว่า 1 ล้านบาท
- โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Smart Win วงเงินค้ำประกัน 10,000 ล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 1 หมื่นบาท – 1 ล้านบาท ตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายย่อย Micro SMEs กลุ่มอาชีพอิสระที่ต้องการสินเชื่อไม่เกิน 1 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีต่อไปคิดตามระดับความเสี่ยง 3 ระดับ แบ่งเป็น 1% 1.5% และ 2.5% เฉพาะโครงการนี้ บสย. ได้นำ Credit Scoring Model และ Risk-based Pricing มาใช้ประเมินความเสี่ยงลูกค้า เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มอัตราการอนุมัติสินเชื่อของ SMEs ที่มีความเสี่ยงที่ยอมรับได้มากขึ้น
ชู 4 จุดเด่น ตอบโจทย์ SMEs
- ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก มุ่งลดภาระทางการเงินให้ SMEs
- ชำระค่าธรรมเนียมต่ำเริ่มต้นเพียง 1% ต่อปี ตามวงเงินคงเหลือในปีที่ 4
- คิดค่าธรรมเนียมตามระดับความเสี่ยง (RBP) โดยใช้ บสย. Credit Scoring
- ชดเชย NPL ในอัตราสูง (Max Claim) เพื่อกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อให้ SMEs มากยิ่งขึ้น
. มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” ถือเป็น “มาตรการพิเศษ” ที่มุ่งเน้นการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อช่วยกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อในรายที่ต้องการสภาพคล่องเพิ่มเติม แต่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน ด้วยการจ่ายเคลม (จ่ายค่าประกันชดเชย) หรือ Max Claim ในอัตราสูงที่สุดตั้งแต่เคยมีมา ซึ่งถือเป็นการดูดซับความเสี่ยงด้าน Credit Cost และเพิ่มโอกาสด้านเครดิต (Credit Enhancement) ให้กับ SMEs เพื่อลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) และทำให้สถาบันการเงินมีความเชื่อมั่นในการพิจารณาสินเชื่อเพิ่มให้กับ SMEs มากยิ่งขึ้น
. สำหรับ SMEs ที่สนใจเข้าร่วม มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” สามารถตรวจสุขภาพทางการเงิน และจองคิวขอรับคำปรึกษาที่ LINE OA : @tcgfirst ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือติดต่อที่สำนักงานเขตของ บสย. ทั้ง 11 สาขา ครอบคลุมทุกภูมิภาค และ บสย. Call Center โทร. 02-890-9999………………………. @ หน่วยงานที่มีข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดนครสวรรค์ สามารถฝากข่าวผ่านสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ หรือต้องการสมัครเป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ติดต่อสอบถามได้ที่ นายชาณัฐธนพล แสงสุข ผู้จัดการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ 056-245497,081-0428 934 โทรสาร 056-245 498 e-mail: [email protected], https://www.facebook.com/Nakhonsawan.fti



