33.8 C
Nakhon Sawan
วันอาทิตย์, มีนาคม 1, 2026
spot_img

กฎหมายประกันสังคม พ.ศ. 2559

กฎหมายประกันสังคมนั้น มีข่าวดังระดับประเทศส่วนมากเป็นเรื่องความโปร่งใสในทำงานของเจ้าหน้ารัฐ เช่น ข่าว MGRonline วันที่ 31 ม.ค. 2569 “ประกันสังคมเต็มไปด้วยช่องว่างช่องโหว่ และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เงินของ “ผู้ประกันตน” ซึ่งต้องควักกระเป๋าจ่ายทุกเดือนได้รับความเสียหายอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะหยิบจับไปที่ตรงไหนก็เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่สามารถมีคำตอบให้อย่างกระจ่างแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินไปตัดสูทแจกกันฉ่ำทั้งสำนักงาน การนั่งเครื่องบินระดับ “เฟิร์สคลาส” ดูงานเมืองนอก การใช้งบไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ที่ไม่สมเหตุสมผล การใช้งบ 450 ล้านบาททำปฏิทินแจก เป็นต้น…

ความที่ภาพรวม สปส. กำไรจากการลงทุนถึง 8 หมื่นล้านบาท การตั้งข้อกังขากรณีการซื้อตึก SKYY9 Centre แพงเกินจริง และการขาดทุนจากการลงทุนใน TU Dome จึงนำมาซึ่งแชทหลุดในไลน์บอร์ดประกันสังคมที่ว่าให้ “จำใส่กะโหลกไว้” พร้อมกับคำสบถ “สื่อเฮงซวย” ที่เป็นกระแสในเวลานี้”

และข่าว กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 ม.ค. 2569 “เปรียบเทียบโครงการเว็บแอป 850 ล้านบาทของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ที่มีปัญหาและทำให้ระบบล่มในปัจจุบัน กับคดีทุจริตระบบคอมพิวเตอร์ 2,800 ล้านบาทในอดีต, โครงการเว็บแอป 850 ล้านบาทถูกกล่าวหาว่าทุจริตตั้งแต่การประมูล ทำให้ได้ระบบที่ล้าสมัยและใช้งานไม่ได้จริง ส่งผลให้ผู้ประกันตนไม่สามารถเบิกเงินได้, คดีทุจริต 2,800 ล้านบาทในอดีตใช้เวลาเกือบ 20 ปี กว่าอดีตเลขาธิการ สปส. จะถูกศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก ซึ่งสะท้อนถึงความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม”

ซึ่งประกันสังคมได้มีการปรับแก้กฎหมายขึ้นเงินสมทบประกันสังคมแล้ว โดยล่าสุด ครม. มีมติให้ปรับเพดานค่าจ้างใหม่ เริ่มในปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้เราจ่ายเงินสมทบที่มากขึ้น และมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่ามากกว่าเดิม

สาระสำคัญกฎหมายประกันสังคม 2569 (Hfocus.org, 2569)

1) การปรับฐานค่าจ้าง มีการปรับเพดานฐานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณเงินสมทบแบบขั้นบันได 3 ระยะ โดยระยะแรกเริ่มปี 2569–2571 ปรับเป็น 17,500 บาท (จ่ายสมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน)

2) สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นตามฐานใหม่ เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย/ว่างงาน/ทุพพลภาพ เพิ่มเป็นสูงสุด 8,750 บาทต่อเดือน (จากเดิม 7,500 บาท)

3) เงินสงเคราะห์คลอดบุตร ปรับเพิ่มเป็น 26,250 บาทต่อครั้ง

4) เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต รับเงินสูงสุดเพิ่มเป็น 105,000 บาท

5) เงินบำนาญชราภาพ คำนวณตามฐานค่าจ้างใหม่ ทำให้ผู้ประกันตนได้รับบำนาญรายเดือนเพิ่มขึ้นตามจำนวนปีที่ส่งเงินสมทบจริง

6) การลดหย่อนภาษี ผู้ประกันตนมาตรา 33 สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินสมทบประกันสังคมที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 9,000 บาทต่อปี

การปรับฐานนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาว เพื่อยกระดับความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตน โดยจะมีการปรับเพดานเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2572 (เพดาน 20,000 บาท) และปี 2575 (เพดาน 23,000 บาท)

สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น

เมื่อฐานค่าจ้างคำนวณสูงขึ้น สิทธิประโยชน์ส่วนใหญ่ที่เป็นเงินทดแทนรายเดือนหรือเงินก้อนจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม ดังนี้ (Krungsri, 2559)

1) กรณีเจ็บป่วย/ทุพพลภาพ/ว่างงาน เงินทดแทนการขาดรายได้เพิ่มจากสูงสุด 7,500 บาท เป็น 8,750 บาทต่อเดือน (กรณีว่างงานจากการลาออกจะเพิ่มเป็น 5,250 บาทต่อเดือน)

2) กรณีคลอดบุตร เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเพิ่มเป็น 26,250 บาทต่อครั้ง

3) กรณีเสียชีวิต เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต (สำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไป) เพิ่มเป็น 105,000 บาท

4) เงินบำนาญชราภาพ การจ่ายสมทบที่ฐาน 17,500 บาท จะทำให้เงินบำนาญขั้นต่ำเพิ่มขึ้น โดยตัวอย่างเช่น หากส่งเงินสมทบครบ 15 ปี จะได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นเป็น 3,500 บาทต่อเดือน

5) สิทธิลดหย่อนภาษี คุณสามารถนำเงินสมทบประกันสังคมไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้นเป็นสูงสุด 10,500 บาทต่อปี

สรุปแผนปรับเพดานแบบขั้นบันได

สำนักงานประกันสังคมได้ประกาศปรับขยายเพดานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณเงินสมทบใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยจะเริ่มมีผล ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งการปรับขึ้นครั้งนี้จะไม่ได้ปรับทีเดียวแบบก้าวกระโดด แต่จะเป็นการปรับแบบ “ขั้นบันได” แบ่งออกเป็น 3 ระยะ เพื่อให้ผู้ประกันตนและนายจ้างได้มีเวลาปรับตัว ดังนี้ (ThaiPBS, 2559)

1) ระยะที่ 1: 1 ม.ค. 2569 – 31 ธ.ค. 2571 (ฐาน 17,500 บาท สมทบ 875 บาท)

2) ระยะที่ 2: 1 ม.ค. 2572 – 31 ธ.ค. 2574 (ฐาน 20,000 บาท สมทบ 1,000 บาท)

3) ระยะที่ 3: 1 ม.ค. 2575 เป็นต้นไป (ฐาน 23,000 บาท สมทบ 1,150 บาท

วิธีคำนวณเงินสมทบที่ต้องจ่ายเพิ่มในกรณีที่เงินเดือนไม่ถึงเพดานสูงสุด

ท่านอาจกังวลว่าจะต้องจ่ายเพิ่มทุกคนหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่ใช่ทุกคน” การปรับเพดานใหม่จะกระทบเฉพาะผู้ที่มีรายได้เกิน 15,000 บาทขึ้นไป โดยมีหลักการคำนวณง่าย ๆ ดังนี้ (Krungsri, 2559)

1) กรณีเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท จ่ายเท่าเดิม ไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับเพดานใหม่ตัวอย่างเช่น เงินเดือน 12,000 บาท x 5% = จ่าย 600 บาท (เท่าเดิม)

2) กรณีเงินเดือนระหว่าง 15,000 – 17,500 บาท จ่ายตามจริง 5% ของฐานเงินเดือน ตัวอย่างเช่น เงินเดือน 16,000 บาท x 5% = จ่าย 800 บาท (จากเดิมจ่ายที่เพดาน 750 บาท เท่ากับจ่ายเพิ่มขึ้น 50 บาท)

3) กรณีเงินเดือน 17,500 บาทขึ้นไป จ่ายที่เพดานสูงสุดใหม่ของระยะที่ 1 ตัวอย่างเช่น เงินเดือน 20,000 บาท หรือ 50,000 บาท จะคิดที่ฐาน 17,500 x 5% = จ่าย 875 บาท (จ่ายเพิ่มขึ้นสูงสุด 125 บาท)

แสดงให้เห็นว่าเราประชาชนทั่วไปไม่อาจรู้ได้เลยว่า หน่วยงานรัฐทำงานกันอย่างไร ถ้าไม่มีนักข่าวหรือนักการเมืองหรือผู้ขัดแย้งกันภายในหรือผู้ขัดผลประโยชน์กัน แล้วนำข้อมูลเหล่านี้มาเปิดเผย

เรามักจะเข้าใจว่าหน่วยรัฐเป็นหน่วยงานเพื่อประชาชน ทำให้ประชาชนไว้ใจ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเงินประกันสังคมเก็บมากว่าภาษีรายได้เสียอีก หรือแพงกว่าประกันชีวิตเสียอีก เปรียบเทียบกับการประกันชีวิตส่ง 21 ปีหรือกรณีอื่นยังได้เงินคืนเป็นก้อน แต่ประกันสังคมเก็บเงินไปปีละเกือบ 10,000 บาท จนอายุ 60 ปีจึงจะได้เงิน เมื่อเกิดปัญหาทุจริตก็ทำให้คิดว่าจะได้หรือเปล่าไม่รู้ และยังมีสภาพบังคับให้ทุกต้องจ่ายประกันสังคม โดยมิได้เข้าทำสัญญาด้วยความสมัครใจ

ประกอบกับการทุจริตหน่วยงานรัฐในทุกเรื่องที่ประชาชนทุกคนได้ทราบกัน ทำให้นึกถึงภาพการล้มสลายของการเจริญเติบโตทางสังคมในสมัยอดีต อาจวนมาอีกครั้ง ซึ่งมีสาเหตุซ้ำๆ กัน คือ หน่วยงานของรัฐทุจริต ไม่ว่าจะเป็น ขุนนาง ข้าราชการ หรือนักการเมือง ที่บริหารบ้านเมืองด้วยการทุจริตโดยไม่เกรงกลัวใคร ไม่มีใครทำอะไรได้ เกิดการแข่งขันกันทุจริตหรือเอาชนะกันด้วยการว่าหน่วยงานไหนทุจริตได้มากกว่า

นำเงินของรัฐออกมาใช้ได้มากกว่า การทุจริตของหน่วยงานรัฐจึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าอับอายอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่น่ายกย่องในวงราชการหรือการเมืองด้วยกัน

พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นที่มาการล่มสลายของบ้านเมืองในอดีตทั้งสิ้น ไม่ผิดอะไรกับที่ผู้รู้ชาวมุสลิมกล่าวไว้ว่า

“ทำไมชาวยุโรปจึงเรียกร้องให้นานาอารยประเทศปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยสนับสนุนให้โค่นล้มระบบกษัตริย์ เนื่องจากระบบกษัตริย์นั้นรักแผ่นดินห่วงแหนแผ่นดินไม่โกงชาติไม่ขายชาติ ทำให้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ไม่ได้ แต่ข้าราชการหรือนักการเมืองสามารถขายชาติขายแผ่นดินได้ ทำให้ชาวยุโรปเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ได้สะดวกสบาย” สวัสดีครับ

 

ผศ.ปองปรีดา ทองมาดี

(ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต)

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด