ย้อนรอย ท่าเรือน้ำลึก ณ บางปรอง
ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่นครสวรรค์ เพื่อเล่าให้คนรุ่นหลังๆฟัง เป็นการเล่า(ย่อๆ) ถึงที่มาที่ไปของการสร้างท่าเรือน้ำลึก มิใช่จะเขียนเพื่อไปคัดค้าน หรือไปส่งเสริมให้ใครคิดว่าเป็นเรื่องต่อต้านความคิดของใครๆ
ท่าเรือน้ำลึกที่นครสวรรค์นั้นเริ่มดำเนินการกันในสมัยที่ผู้ว่าฯสนอง รอดโพธิ์ทอง มาเป็นผู้ว่าเมื่อปี 2523 รัฐบาลขณะนั้นมีผู้นำคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นยุคโชติช่วงชัชวาล ที่ใช้อธิบายยุคแห่งความรุ่งเรืองด้านพลังงานและอุตสาหกรรมของไทย เริ่มต้นเมื่อปี 2524 และพัฒนาโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด
และในยุคนี้รัฐบาลก็มีดำริให้ทุกจังหวัดก่อตั้งหอการค้าจังหวัด ให้มีสภาอุตสาหกรรมกับมีชมรมธนาคาร ต่อมาก็เพิ่มสภาการท่องเที่ยวขึ้นมา ทั้ง 4 องค์กร รวมกันเรียกว่า กกร. คือคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ให้องค์คณะเหล่านี้ประชุมหารือกันว่ามีปัญหาใดที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ และต้องการจะพัฒนาเชิงเศรษฐกิจเรื่องใดบ้าง
แล้วให้มีคณะกรรมการภาคราชการ ซึ่งมีหน่วยงานของภาคราชการในระดับจังหวัดประกอบด้วยสำนักงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด เกษตรจังหวัด พัฒนาชุมชนจังหวัด ฯลฯ
จากนั้นก็ให้ตั้ง… “คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระดับจังหวัด” มีชื่อย่อว่า กรอ. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีอยู่จนถึงปัจจุบันนี้
เมื่อมี กรอ.จังหวัด ให้ประชุมหารือกันว่าจะพัฒนาเมืองทางด้านเศรษฐกิจไปในทิศทางใด แล้วมีท่าเรือน้ำลึกมาเป็นตัวชูโรง ทุกคนก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ของจังหวัด เพราะงานหลักคือจะใช้ขนส่งทางน้ำ เพื่อลดต้นทุน เนื่องจากน้ำมันมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ และลดการคมนาคมทางถนนลงได้อย่างมากมาย
ท่าเรือน้ำลึก มาสร้างเสร็จในสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ผลปรากฏว่าสร้างแล้วใช้การในการขนส่งทางน้ำไม่ได้ เนื่องจากผลิตผลทางการเกษตรมีออกผลในช่วงหน้าแล้ง น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีน้อยไม่พอให้เรือแล่นได้
กรมเจ้าท่า ซึ่งเป็นเจ้าของท่าเรือก็เปิดประมูลให้ผู้สนใจเข้ามาบริหารท่าเรือ ผลคือกลุ่มภัทรประสิทธิ์ เจ้าของ สนง.เงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยาประมูลได้ แล้วก็ให้กำนันทรง องค์ชัยวัฒนะ เจ้าของท่าข้าวในยุคทองตอนนั้น ย้ายฐานจากพยุหะคีรี เข้ามาบริหารท่าเรือ นครสวรรค์ ต่อมาก็เรียกกันว่า… “ท่าข้าวกำนันทรง” มีสัญญาเช่ากัน 30 ปี ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเริ่มเช่ากันเมื่อปี 2530 มาสิ้นสุดสัญญาในปี 2560
ช่วงนั้นทั้ง กรอ.ก็หาทางแก้ไขทางเศรษฐกิจกันในหลายแง่มุม เมื่อท่าเรือขนส่งทางน้ำไม่ได้ และกำนันทรงก็มาตั้งเป็นท่าข้าวรับซื้อ ขายข้าวกันแล้ว
มาถึง พ.ศ. 2544 สมัยนายกฯทักษิณ ชินวัตร มาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เปิดให้มีผู้ว่าแบบ ซีอีโอ คล้ายของภาคเอกชน นครสวรรค์ก็ได้ ดร.พีระพล ไตรทศาวิทย์ มาเป็นผู้ว่าฯซีอีโอคนแรกราวพ.ศ. 2546 ยุคนั้นผู้ว่าฯต้องเขียนแผนการบริหารจังหวัดไปเสนอนายกฯตามกรอบที่รัฐบาลกำหนด เพื่อเอาเงินงบประมาณแผ่นดินมาบริหารให้ตรงกับความต้องการของแต่ละจังหวัด
ปี 2546 หนึ่งในแผนพัฒนาจังหวัดยุคนั้นก็คือจะใช้ท่าเรือ ซึ่งกำนันทรงบริหารเป็นท่าค้า ข้าวอยู่แล้ว นำมาพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าเกษตร คือขนส่งทางน้ำไม่ได้ ก็จะใช้ทางรางมาเสริม โดยเอาข้าว มัน ข้าวโพด น้ำตาลทราย ส่งออกกันที่นครสวรรค์เลย ให้ตั้งสำนักงานศุลกากรขึ้นในท่าเรือนครสวรรค์ ตรวจสินค้าออก แล้วบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ Container ยกขึ้นรางส่งไปลงเรือที่อ่าวไทยเลย
ขาล่องเอาสินค้าเกษตรไปส่งออก…ขาขึ้นก็ขนปูนซีเมนต์ เหล็ก น้ำมัน และสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเอามาส่ง เพื่อกระจายสินค้าในภาคกลางตอนบนไปสู่ภาคเหนือ
เมื่อ คณะกรรมการ กรอ.เห็นด้วยกับแผนนี้ ท่านผู้ว่าฯพีระพล ท่านสนิทกับผู้ว่าการรถไฟ ก็ไปเจรจาเป็นทางลัด สุดท้ายก็ได้รางต่อจากสถานีรถไฟปากน้ำโพ ต่อเข้ามาทางกลางท่าข้าวกำนันทรงเลย ทุกวันนี้รางเหล่านั้นก็ยังคาอยู่กลางท่าข้าว ต่อมาจากสถานีฯปากน้ำโพ
พอรัฐบาลนายกฯทักษิณ ถูกปฏิวัติรัฐประหาร ผู้ว่าฯพีระพลก็ย้ายไปเป็นอธิบดีกรมที่ดิน แผนการตั้งศูนย์กระจายสินค้าก็ยกเลิกไปโดยอัตโนมัติ คงเหลือแต่การบริหารเป็นท่าข้าวกำนันทรง มาจนหมดอายุสัญญาเป็นท่าข้าว
ทั้ง กรอ. หอการค้า สภาอุตสาหกรรม และอีกหลายหน่วยงานก็เสียดายที่ท่าเรือถูกทิ้งไว้ว่างเปล่า ก็เริ่มประชุมหารือกันจะขอเช่าจากกรมเจ้าท่า มาบริหารจัดการให้เป็นศูนย์ประชุมนานาชาติ โดยมีเทศบาลนครนครสวรรค์ เป็นตัวตั้งตัวตี ที่จะพัฒนาให้เป็นอุตสาหกรรมไมซ์ MICE คือธุรกิจของการจัดประชุมองค์กร การท่องเที่ยว เพื่อเป็นรางวัล Incentive ประชุมนานาชาติ Convention และแสดงสินค้า Exhibitions
เรื่องเหล่านี้มารื้อฟื้นกันในสมัยผู้ว่าฯชยันต์ ศิริมาศ (2564 – 2565) โดยมีแผนดึงเอาการรถไฟเข้ามาร่วมวาดฝันกันว่าระบบรางจากนครสวรรค์ไปขอนแก่น ไปแม่สอด จะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ เป็นต้น พร้อมกันนั้นทางหอการค้านครสวรรค์ ก็เสนอทำศูนย์คอนเทนเนอร์ ที่ตำบลเขาทอง
มีหลายเรื่องมาก จนผู้ว่าฯย้ายกันไปหลายคน
มาถึงผู้ว่าฯคนปัจจุบัน เรื่องจะพัฒนาที่เสนอกันทาง กรอ. ไม่สัมฤทธิผลออกมาเป็นรูปธรรมสักโครงการหนึ่ง เดือนกันยายนปีนี้ ผู้ว่าฯหญิงท่านนี้ก็จะเกษียณอีกท่านหนึ่งแล้ว
อยู่ๆการรถไฟโผล่ ไปเอาเรื่องศูนย์การกระจายสินค้าซึ่งคิดกันมาเมื่อปี 2546 มาเสนออีก ทั้งนายกฯ อบจ. ทั้งผู้ว่าฯ ดูออกจะงงเป็นไก่ตาแตกกันไปเลย
ยุคสมัยเปลี่ยนผ่านไปตั้ง 23 ปีแล้ว บริบทสังคมก็เปลี่ยน…นายกรัฐมนตรีก็เปลี่ยนไปตั้งกี่คนแล้ว วนอยู่ในอ่างกันอย่างนี้ จนลาวมีรถไฟความเร็วสูงใช้ไปแล้ว พี่ไทยยังมานั่งถกเถียงกันแบบไม่รู้ที่มาที่ไป เลยมีคนชมว่าเก่งกันทั้งนั้นเลย
นี่ขนาดเล่าย่อๆนะครับ รายละเอียดมีมากกว่านี้แยะ เนื้อที่หมดแล้ว.
จบแค่นี้ครับ
……………………………………………………



