กฎหมายห้ามเผา เป็นกฎหมายกรมควบคุมมลพิษ มีโทษปรับสูงสุด 2,000,000 บาท จำคุก 20 ปี ตามที่รัฐบาลได้ออกมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละออง เพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดและกิจกรรมในแต่ละพื้นที่ ทั้งการเกิดไฟในป่า การเผาในพื้นที่เกษตร การเกิดฝุ่นละอองในเขตเมืองทั้งจากยานพาหนะ การจราจร การก่อสร้างและหมอกควันข้ามแดน เพื่อลดผลกระทบจากฝุ่นละออง PM2.5 ที่มีต่อประชาชน
จากการติดตามสถานการณ์ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง พบจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรและพื้นที่ป่าเป็นส่วนใหญ่ โดยหลายจังหวัดได้ออกประกาศ เรื่องมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการเผาในที่โล่งและเขตควบคุมการเผาของจังหวัด และสั่งการไปยังท้องถิ่นเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น (กรมควบคุมมลพิษ, 2569) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างรุนแรง
ประชาชนส่วนมากออกแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อออนไลน์เป็นจำนวนมากต่อต้านและเรียกร้องความเป็นธรรมต่อการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากมลพิษส่วนมากเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษทั้งวันทั้งคืนแบบไม่มีการหยุดพัก แต่หน่วยงานของรัฐไม่สามารถควบคุมมลพิษเหล่านั้นได้แม้จะมีกฎหมายก็ตาม ทำให้เกิดขัดต่อหลักความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันในการบัญญัติกฎหมาย เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อปกป้องการปล่อยมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษเป็นจำนวนมากและรัฐไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งการบัญญัติกฎหมายป้องกันมลพิษควรมีบทลงโทษที่เท่าเทียมกันต่อบุคคลหรือนิติบุคคลที่ปล่อยมลพิษ มิใช่ควบคุมมลพิษต่อบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น ดังนี้
- กรมควบคุมมลพิษคุม ห้ามเผาในที่โล่ง พื้นที่เกษตร และป่า เพื่อลดฝุ่น PM2.5 ฝ่าฝืนมีโทษหนักจำคุกสูงสุด 20 ปี หรือปรับสูงสุด 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยมีประกาศงดเผาพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ 1 ก.พ. – 31 มี.ค. 2569 และหากฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข ดังนี้
(1) เผาในพื้นที่เกษตรหรือที่โล่ง โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(2) เผาในพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ตนเอง จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(3) เผาป่าอุทยาน/ป่าสงวน จำคุก 4-20 ปี หรือปรับ 400,000-2,000,000 บาท
(4) เผาข้างทางหรือถนน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท
(5) มาตรการพิเศษ ช่วงห้ามเผาประกาศห้ามเผาพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2569
(6) ผลกระทบเกษตรกรที่ฝ่าฝืนจะถูกตัดสิทธิการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นเวลา 2 ปี (สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ, 2569)
- ประมวลกฎหมายอาญา ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใด ๆ แม้เป็นของตนเอง จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท มาตรา 220
- พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ห้ามมิให้ผู้ใดเผาหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ภายในระยะ 500 เมตรจากทางเดินรถ เป็นเหตุให้เกิดควันหรือสิ่งอื่นใดในลักษณะที่อาจทำให้ไม่ปลอดภัยแก่การจราจร ในทางเดินรถนั้น มาตรา 130 โทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
- พระราชบัญญัติการสาธารสุข พ.ศ. 2535 การเผาเข้าข่ายเป็นเหตุรำคาญ เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งระงับเหตุรำคาญ ตามมาตรา 25 การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 74 เจ้าพนักงานท้องถิ่น มีอำนาจประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญและกำหนดมาตรการห้ามเผา ตามมาตรา 28 ไม่ปฏิบัติตามประกาศโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันควรมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ผู้อำนวยการจังหวัด อำเภอ ท้องถิ่นโดยความเห็นชอบของผู้อำนวยการอำเภอ มีอำนาจประกาศห้ามเผาในพื้นที่กรณีเกิดหรือใกล้จะเกิดสาธารณภัยขึ้นในพื้นที่ ตามมาตรา 29 ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 52
- พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ห้ามมิให้ผู้ใด แผ้วถาง หรือเผาป่า ตามมาตรา 54 จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จำคุกตั้งแต่ 2 ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีเนื้อที่เกินกว่า 25 ไร่ ตามมาตรา 72
- พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ในเขตป่าสงวนแห่งชาติห้ามมิให้บุคคลใด แผ้วถาง เผาป่า ตามมาตรา 14 ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท หรือจำคุกตั้งแต่ 4 ถึง 20 ปี ปรับตั้งแต่ 200,000 ถึง 2,000,000 บาท กรณีเนื้อที่เกินกว่า 25 ไร่ ตามมาตรา 31
- พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ภายในอุทยานแห่งชาติห้ามมิให้บุคคลใด ยึดถือหรือครอบครองที่ดินก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ตามมาตรา 19 ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ 4 ถึง 20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 ถึง 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 41
รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ 2569 กล่าวไว้ว่า “เมื่อฤดูฝุ่นควันมาถึง สิ่งที่มักตามมาด้วยคือวาทกรรมคนเผาคือคนผิด และกฎหมายห้ามเผาของรัฐ ว่าแต่ทำไมเกษตรกรต้องปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมื่อรู้ทั้งรู้ว่าเป็นตัวการสำคัญก่อให้เกิดฝุ่นควัน แท้จริงแล้วมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรซุกอยู่ใต้พรมหรือไม่ ถึงเวลาที่ภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดเพื่อกำหนดมาตรการเพื่อเอาผิดภาคอุตสาหกรรมให้รับผิดชอบต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เพื่อต่อกรกับความเร่งด่วนของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มิใช่ให้เกษตรกรต้องต่อสู้อยู่ฝ่ายเดียว”
ศาสตราจารย์ สุริชัย หวันแก้ว, 2569 (นิตยสาร WAY) กล่าวไว้ว่า ความเหลื่อมล้ำในความเข้าใจโจทย์ปัญหาหมอกควัน “สิ่งที่เรารับรู้ว่าเป็นปัญหา สิ่งที่เรามองเห็น กับความรู้ทางวิชาการ ทั้ง 3 อย่างนี้บางทีก็ไม่ค่อยเชื่อมโยงกันนัก จนทำให้เอาแต่มองหาต้นเหตุ แล้วก็มักมองแต่ต้นเหตุที่เห็นได้ง่าย เช่น ชาวบ้านเผาป่า ทำไร่ข้าวโพด แต่ต้นเหตุอย่างระบบอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงหลายระบบที่เชื่อมโยงกันมากมายกลับมองไปไม่ถึง โดยเฉพาะระบบอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารขนาดใหญ่ที่ไม่ค่อยมีนโยบายรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงจัง”
แสดงให้เห็นว่าการบัญญัติกฎหมายห้ามปล่อยมลพิษเป็นกฎหมายที่ดี แต่จะต้องลงโทษต่อผู้ปล่อยมลพิษทุกคนไม่ว่าจะกระทำโดยบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ควรมีลงโทษอย่างจริงจังเท่าเทียมกัน ไม่ควรเลือกปฏิบัติต่อประชาชนบางกลุ่ม หรือยกเว้นประชาชนบางกลุ่ม ซึ่งจะกลายเป็นกฎหมายที่บังคับได้เฉพาะบุคคลที่สามารถบังคับได้ แต่ไม่บังคับต่อกลุ่มบุคคลที่ไม่สามารถบังคับได้ ทำให้เป็นบ่อเกิดของอริยะขัดขืนอันเนื่องมากจากกฎหมายที่บังคับใช้โดยไม่เสมอภาคกันและไม่เท่าเทียมกัน กฎหมายฉบับนี้ควรมีการแก้ไขจากคำว่า “ห้ามเผา” เป็น “ห้ามปล่อยมลพิษ” ซึ่งการปล่อยมลพิษไม่ว่าจะด้วยการกระทำใดๆ ก็ตาม เช่น การเผา การก่อ การปล่อยควัน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ชาวนาที่เผา หรืออุตสาหกรรมที่ปล่อยควัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ อันจะทำให้เป็นกฎหมายที่เป็นโมฆะ หรือเกิดจากการใช้อำนาจเพื่อเอื้อผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม สวัสดีครับ
ผศ.ปองปรีดา ทองมาดี
(ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต)



