26.4 C
Nakhon Sawan
วันจันทร์, มีนาคม 16, 2026
spot_img

การบริหารจัดการภาครัฐในยุคการเปลี่ยนแปลง

ติดตามการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินย้ำหน่วยงานรัฐปรับตัวสู่รัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ เน้นข้อมูล โปร่งใส และประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า การประชุมติดตามการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินในยุคการเปลี่ยนแปลง โดยมีรัฐมนตรีและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การบริหารภาครัฐในปัจจุบันจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี โดยเฉพาะการนำแนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ (New Public Administration และ Digital Government) มาประยุกต์ใช้ในการทำงานของภาครัฐ เพื่อให้การให้บริการประชาชนมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ได้มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะประเด็นการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data-driven Policy) การบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน และการลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนของระบบราชการ ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการให้บริการประชาชน

จากข้อมูลรายงานล่าสุด พบว่ายังมีประชาชนจำนวนมากประสบปัญหาความล่าช้าในการเข้าถึงบริการภาครัฐ โดยเฉพาะในด้านสวัสดิการสังคม การอนุญาตทางราชการ และการบริการดิจิทัล นายกรัฐมนตรีจึงขอให้แต่ละกระทรวงนำเสนอทั้งผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และแนวทางการพัฒนาในระยะต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม

จากนั้น นายกรัฐมนตรีรับฟังรายงานจากหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ

  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เร่งพัฒนาระบบรัฐบาลดิจิทัลและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ
  • สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ดำเนินการปรับปรุงกระบวนงานภาครัฐให้มีความคล่องตัวและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
  • กรุงเทพมหานคร นำแนวคิดการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) มาใช้ในการให้บริการสาธารณะและการมีส่วนร่วมของประชาชน

“ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งอัปเดตข้อมูลการดำเนินงานผ่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบถึงแนวทางการพัฒนาการบริหารภาครัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบราชการไทย” นายกรัฐมนตรีย้ำ

รัฐประศาสนศาสตร์กับคุณภาพชีวิตประชาชน

ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐประศาสนศาสตร์ระบุว่า การบริหารภาครัฐที่ขาดประสิทธิภาพส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อมั่นต่อรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และผู้พิการ ที่จำเป็นต้องพึ่งพาบริการจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และการนำหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และความรับผิดชอบ มาใช้ในการบริหารราชการ จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มความเชื่อถือของประชาชนต่อภาครัฐในระยะยาว

ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านรัฐประศาสนศาสตร์

  1. ส่งเสริมการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของหน่วยงานรัฐอย่างต่อเนื่อง
  2. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ
  3. เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ
  4. พัฒนาศักยภาพข้าราชการให้มีทักษะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่
  5. สร้างระบบข้อมูลภาครัฐที่โปร่งใส เข้าถึงได้ และตรวจสอบได้

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและการดำเนินงานของภาครัฐผ่านช่องทางสื่อสารของหน่วยงานราชการต่าง ๆ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการบริหารราชการแผ่นดินให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง และนำไปสู่สังคมที่มีคุณภาพและยั่งยืนในอนาคต

แนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์ร่วมสมัย แนวคิดสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการบริหารภาครัฐ ได้แก่

  1. New Public Management (NPM) มุ่งเน้นประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และการนำแนวคิดภาคเอกชนมาประยุกต์ใช้
  2. New Public Service (NPS) ให้ความสำคัญกับประชาชนในฐานะพลเมือง ไม่ใช่เพียงผู้รับบริการ
  3. Digital Government ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความรวดเร็ว โปร่งใส และการเข้าถึงบริการของรัฐ

การบริหารภาครัฐกับคุณภาพชีวิตประชาชน

การบริหารราชการที่มีประสิทธิภาพส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในด้านสวัสดิการสังคม การบริการสาธารณสุข และการอำนวยความยุติธรรม หากระบบราชการขาดความคล่องตัว ย่อมก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและลดความเชื่อมั่นต่อรัฐ

 

สรุปเชิงความคิดเห็นของผู้เขียน

การพัฒนาการบริหารภาครัฐจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการแนวคิดทางรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภาครัฐ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างยั่งยืน การบริหารภาครัฐไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านจากการพิจารณาสถานการณ์การบริหารภาครัฐไทยในปัจจุบัน

ผู้เขียนเห็นว่า “ยุคการเปลี่ยนผ่าน” มิได้หมายถึงเพียงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในระบบราชการเท่านั้น หากแต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงแนวคิด (Paradigm Shift) จากการบริหารแบบเน้นอำนาจและกฎระเบียบ ไปสู่การบริหารที่ให้ความสำคัญกับประชาชนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักของนโยบายสาธารณะ

ผู้เขียนมีความเห็นว่า ปัญหาสำคัญของการบริหารภาครัฐไทยมิได้อยู่ที่การขาดนโยบายหรือแผนงาน หากแต่อยู่ที่กระบวนการนำไปปฏิบัติซึ่งยังขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ขาดการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างเป็นระบบ และยังคงยึดติดกับโครงสร้างราชการแบบเดิมที่มีความซับซ้อนและลำดับชั้นสูง ส่งผลให้การตอบสนองต่อปัญหาสาธารณะเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในยุคปัจจุบัน

ในมุมมองของผู้เขียน การประยุกต์ใช้แนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “เครื่องมือเชิงเทคนิค” แต่ควรถูกนำมาใช้เป็นกรอบคิดในการปรับเปลี่ยนบทบาทของรัฐ จาก “ผู้สั่งการ” ไปสู่ “ผู้อำนวยความสะดวก” (Facilitator) ที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนด ทบทวน และติดตามนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง

ผู้เขียนเห็นว่า รัฐบาลดิจิทัลจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรภาครัฐ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดหลักธรรมาภิบาล และการส่งเสริมความโปร่งใสในการดำเนินงาน หากการเปลี่ยนผ่านยังคงมุ่งเน้นเพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โดยไม่ปรับเปลี่ยนทัศนคติและค่านิยมของผู้ปฏิบัติงาน ย่อมไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราชการได้อย่างยั่งยืน

โดยสรุป ผู้เขียนมีความเห็นว่า การบริหารภาครัฐไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านจำเป็นต้องอาศัยความกล้าหาญทางนโยบาย (Policy Courage) และความต่อเนื่องในการปฏิรูป มากกว่าการปรับเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ การพัฒนาภาครัฐที่แท้จริงควรยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ และเปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างรัฐกับสังคม ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืนของการบริหารราชการแผ่นดินในอนาคต

 ดร.นริศรา บำยุทธิ์

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด