36.7 C
Nakhon Sawan
วันพุธ, เมษายน 1, 2026
spot_img

กฎหมายการกักตุนน้ำมัน

กฎหมายการกักตุนน้ำมันนั้น เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวนหรือขาดแคลน ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น

(1) การเก็งกำไร ผู้ค้าบางรายอาจกักตุนน้ำมันไว้เพื่อรอขายในราคาที่สูงขึ้นเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

(2) ความกังวลเรื่องการขาดแคลน เมื่อมีกระแสข่าวเรื่องน้ำมันขาดตลาด ประชาชนหรือผู้ประกอบการบางส่วนอาจตื่นตระหนกและแห่ซื้อน้ำมันไปเก็บไว้ ทำให้เกิดการขาดแคลนชั่วคราวในตลาด

(3) ปัญหาด้านการขนส่ง ในบางครั้งปัญหาการขาดแคลนอาจไม่ได้เกิดจากการกักตุนโดยตรง แต่อาจเกิดจากปัญหาคอขวดหรือการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ในการขนส่งน้ำมันไปยังพื้นที่ต่าง ๆ

(4) โครงสร้างราคาน้ำมัน มีการตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่าโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศอาจมีปัญหา ทำให้เกิดช่องว่างให้มีการสร้าง “ต้นทุนทิพย์” หรือเอารัดเอาเปรียบประชาชนได้

ซึ่งปัจจุบันช่วงเกิดสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล กับ อิหร่าน ช่วงเดือนมีนาคม 2569 ทำให้เกิดปัญหาปั้มน้ำมันไม่มีน้ำมันจำหน่ายให้กับประชาชน เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันไม่ส่งน้ำมันหรือส่งให้จำนวนจำกัดให้กับปั้มน้ำมันทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนและอุสาหกรรมต่างๆ ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศ ทำให้ประชาชนและองค์กรต่างๆ ออกมาวิจารณ์โรงกลั่นและรัฐบาลที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในการกักตุนน้ำมันเพื่อให้ประชาชนยอมรับการขึ้นราคาน้ำมัน ดังนั้นบทความนี้จะกล่าวถึงกฎหมายเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมัน ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

  1. พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 ดังนี้

คำว่า “น้ำมันเชื้อเพลิง” หมายความว่า

(1) ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันดิบ น้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับเครื่องบิน น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา และน้ำมันหล่อลื่น

(2) สิ่งอื่นที่ใช้หรืออาจใช้เป็นวัตถุดิบในการกลั่นหรือผลิตเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้หรืออาจใช้เป็นเชื้อเพลิงหรือเป็นสิ่งหล่อลื่น หรือสิ่งอื่นที่ใช้หรืออาจใช้เป็นเชื้อเพลิงหรือเป็นสิ่งหล่อลื่น ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา

คำว่า “การมีน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในครอบครอง” หมายความว่า การมีไว้ในครอบครองไม่ว่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น และไม่ว่าจะเป็นกรณีมีไว้เพื่อจำหน่าย เพื่อขนส่ง เพื่อใช้ หรือเพื่อประการอื่นใด และให้หมายความรวมถึงการทิ้งหรือปรากฏในบริเวณที่อยู่ในความครอบครองด้วย

มาตรา 7  เพื่อประโยชน์แก่การป้องกันหรือระงับเหตุเดือดร้อนรำคาญหรือความเสียหาย หรืออันตรายที่จะมีผลกระทบต่อบุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์ หรือสิ่งแวดล้อมหรือการกำหนดแนวทางหรือลักษณะการดำเนินการเกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงดังต่อไปนี้

(1)  กำหนดการเก็บรักษา การขนส่ง การใช้ การจำหน่าย การแบ่งบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง และการควบคุมอื่นใดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง

(2)  กำหนดที่ตั้ง แผนผัง รูปแบบ และลักษณะของสถานที่เก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิงสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และคลังน้ำมันเชื้อเพลิง และการบำรุงรักษาสถานที่ดังกล่าว

(3)  กำหนดลักษณะของถังหรือภาชนะที่ใช้ในการบรรจุหรือขนส่ง และการบำรุงรักษาถังหรือภาชนะดังกล่าว

(4)  กำหนดคุณสมบัติและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง

(5)  กำหนดวิธีการปฏิบัติงานและการจัดให้มีและบำรุงรักษาอุปกรณ์หรือเครื่องมืออื่นใดเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔)

(6)  กำหนดการรับฟังความเห็นของประชาชนตามความเหมาะสมแก่กิจการ ในการดำเนินกิจการหรืออนุญาตให้ดำเนินกิจการตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีผลกระทบต่อประชาชน

(7)  กำหนดการอื่นใดอันจำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

ถ้ากฎกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น หรือประกาศใดที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงที่ออกตามวรรคหนึ่ง กฎกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น หรือประกาศนั้นย่อมไม่มีผลใช้บังคับหรือสิ้นผลใช้บังคับ แล้วแต่กรณี เว้นแต่กฎกระทรวงข้อบัญญัติท้องถิ่น หรือประกาศดังกล่าวจะได้ออกโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการเนื่องจากมีความจำเป็นหรือเหตุผลพิเศษเฉพาะท้องถิ่น

มาตรา 17  เพื่อให้การควบคุมการประกอบกิจการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อปกป้องประชาชนให้มีความปลอดภัย ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดประเภทกิจการควบคุมของการมีน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในครอบครอง สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง คลังน้ำมันเชื้อเพลิงและการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือทุกชนิดรวมกัน ให้สอดคล้องกับระดับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่ 1 ได้แก่กิจการที่สามารถประกอบการได้ทันทีตามความประสงค์ของผู้ประกอบกิจการ

ประเภทที่ 2 ได้แก่กิจการที่เมื่อจะประกอบการต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อน

และประเภทที่ 3 ได้แก่กิจการที่ต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตก่อนจึงจะประกอบการได้

การขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางน้ำให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย

มาตรา 22  ผู้ประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 7

ในการอนุญาตให้ประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 ผู้อนุญาตจะกำหนดเงื่อนไขใดๆ ตามควรแก่กรณีก็ได้ และจะกำหนดจำนวนปริมาณสูงสุดของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผู้ได้รับใบอนุญาตอาจมีไว้ในครอบครองด้วยก็ได้

ใบอนุญาตที่ออกไปแล้วนั้น ถ้าต่อมามีเหตุสำคัญเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย หรือกฎหมายหรือพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ให้ผู้อนุญาตมีอำนาจสั่งแก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขในการอนุญาตได้ตามความจำเป็น

ถ้าเป็นการอนุญาตให้ประกอบกิจการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อ ให้รัฐมนตรีประกาศกำหนดเขตระบบการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อและเครื่องหมายแสดงเขตในราชกิจจานุเบกษา และให้ผู้ได้รับใบอนุญาตดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 34 โดยอนุโลม และให้นำมาตรา 37 และมาตรา 39 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา 62  ผู้ใดประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 1 โดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 7 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 63  ผู้ใดประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 2 โดยไม่แจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 7 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 64  ผู้ใดประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 2 โดยแจ้งการประกอบกิจการไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งออกตามมาตรา 19 วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

ผู้ประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 2 ผู้ใดไม่แจ้งการประกอบกิจการให้ถูกต้องครบถ้วนตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 19 วรรคสี่ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และให้ศาลสั่งให้เลิกการประกอบกิจการ

มาตรา 65  ผู้ใดประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาตต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 66  ผู้ใดประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 โดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 7 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 68  ผู้ประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 27 หรือมาตรา 28 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

  1. กฎกระทรวงเกี่ยวกับการกักเก็บน้ำมัน จะต้องเป็นไปตามกฎทรวงต่าง ๆ ดังนี้

(1) กฎกระทรวงสถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุ พ.ศ. 2562

(2) กฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทสถานที่ใช้ พ.ศ. 2562

(3) กฎกระทรวงสถานีบริการก๊าซปิโตรเลียมเหลว พ.ศ. 2560

(4) กฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทโรงเก็บ พ.ศ. 2560

(5) กฎกระทรวงระบบการขนส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลวทางท่อ พ.ศ. 2560

(6) กฎกระทรวง ภาชนะบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว พ.ศ. 2560

(7) กฎกระทรวงการขนส่งน้ำมันโดยถังขนส่งน้ำมัน พ.ศ. 2558

(8) กฎกระทรวงคลังน้ำมัน พ.ศ. 2556

(9) กฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2551

(10) กฎกระทรวงสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นกฎกระทรวงเกี่ยวกับการกักเก็บน้ำมันหรือการมีน้ำมันไว้ในครอบครอง

  1. ผลกระทบของการกักตุนน้ำมัน มีดังนี้

(1) ราคาน้ำมันในประเทศสูงขึ้น เมื่อมีการกักตุน น้ำมันในตลาดจะลดลง ส่งผลให้ราคาขายปลีกสูงขึ้น สร้างภาระแก่ผู้บริโภค

(2) เศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงและเศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว

(3) ความไม่มั่นใจของประชาชน สร้างความกังวลและความไม่เชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการพลังงานของรัฐบาล

(4) การขาดแคลนน้ำมัน การกักตุนทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนในบางพื้นที่ ทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจไม่สามารถซื้อน้ำมันได้

(5) ความไม่เป็นธรรม ผู้ที่กักตุนไว้เพื่อเก็งกำไรจะได้ประโยชน์ ในขณะที่ประชาชนทั่วไปและธุรกิจขนาดเล็กได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

  1. แนวทางการแก้ไขปัญหาและการควบคุม มีมาตรการดังนี้

(1) การตั้งชุดเฉพาะกิจตรวจสอบ มีการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมธุรกิจพลังงาน ตำรวจ DSI และฝ่ายปกครอง ออกตรวจสอบสต็อกน้ำมันของสถานีบริการและคลังน้ำมันทั่วประเทศอย่างเข้มงวด

(2) การรายงานข้อมูลสต็อกน้ำมันรายวัน: ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่และรายย่อยถูกกำชับให้รายงานปริมาณน้ำมันและยอดขายทุกวัน เพื่อให้รัฐสามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิดและป้องกันการกักตุน

(3) การกำหนดโทษตามกฎหมาย การกักตุนน้ำมันเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย เช่น การครอบครองน้ำมันปริมาณมากโดยไม่มีเอกสารกำกับการขนส่งที่ถูกต้อง อาจมีโทษทางกฎหมาย

(4) การสื่อสารกับประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามสร้างความมั่นใจว่าปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศมีเพียงพอต่อการใช้งาน และขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และ

(5) การพิจารณาปรับโครงสร้างพลังงาน มีข้อเสนอให้ทบทวนและปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำมันเพื่อความเป็นธรรมและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ

แสดงให้เห็นว่าการกักตุนน้ำมันมีกฎหมายรองรับไว้หลายฉบับด้วยกัน ซึ่งส่งผลทำให้ประชาชนทั่วไปที่ต้องการจะเก็บน้ำมันไว้ใช้ในอนาคตหรือเก็บน้ำมันจำนวนมาก ๆ ตามปริมาณที่กฎหมายกำหนดจะต้องขออนุญาตให้ถูกต้อง หากเป็นสถานบริการน้ำมันก็จะต้องอนุญาตให้ถูกต้อง ซึ่งการเกิดสงครามทำให้มีการทำลายบ่อน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ เป็นจำนวนมาก ซึ่งในประเทศตะวันออกกลางถือว่าเป็นแหล่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก เมื่อเกิดการทำลายย่อมสั่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก แต่การทำสงครามในปัจจุบันส่วนมากเกิดจากความต้องการหรือต้องการปล้นน้ำมัน ก๊าซ แร่หายาก หรือทรัพยากรจากประเทศอื่นๆ ที่มีกำลังการรบด้อยกว่า ซึ่งในอนาคตอาจเป็นไปได้ว่าประเทศที่มีกำลังรบเหนือกว่าต้องการรวบรวมทรัพยากรจากประเทศที่มีกำลังรบด้อยกว่า โดยไม่ต้องการยึดหรือครอบครองการปกครองอธิปไตย เพื่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจที่กำลังแข่งชันกัน ซึ่งประเทศไทยก็มีโอกาสหากเจรจาไม่ได้หรือแบ่งปันผลประโยชน์ไม่ลงตัว อาจถูกยึดครองเพื่อควบคุมทรัพยากรของประเทศ สวัสดีครับ

 

อ้างอิงเอกสาร

กรุงเทพธุรกิจ. (2569) “ปัญหาน้ำมันแพง ไม่หนักเท่าหาซื้อไม่ได้” ลิงก์ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/1226264

TNNnews. (2569). “มาแล้ว! “แผนกู้วิกฤตน้ำมัน” จี้แจงสต็อก รายเล็กวุ่น-รายใหญ่รอด” ลิงก์ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=7OHYlHsLeKQ

กรมธุรกิจพลังงาน. (2569). “พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 (3 ฉบับ)” ลิงก์ที่มา https://law.energy.go.th/laws/detail/32730

 

ปองปรีดา ทองมาดี

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด