ผู้อ่านสวรรค์นิวส์และสมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์…………………………………….. @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หารืออธิบดีกรมการขนส่งทางบก หนุนความร่วมมือจัดการระบบขนส่ง นายเวทิต โชควัฒนา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานคณะกรรมการสายงานอาเซียนและโลจิสติกส์ และนายสุริยนต์ ตู้จินดา รองประธานสายงานอาเซียนและโลจิสติกส์ และประธานคณะกรรมการการค้าชายแดนและผ่านแดน นำคณะผู้บริหารสายงานอาเซียนและโลจิสติกส์ ส.อ.ท. เข้าพบนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และคณะ ณ ห้องประชุม 1 อาคาร 1 กรมการขนส่งทางบก กรุงเทพฯ
การหารือในครั้งนี้มีประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. มาตรการตรวจสอบชั่วโมงการทำงานของพนักงานขับรถบรรทุก และแนวทางการปรับตัวของภาคเอกชน โดยในระยะที่ผ่านมา กรมการขนส่งทางบกได้ให้นโยบายในการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวแก่สำนักงานขนส่งในทุกจังหวัด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อภาคเอกชน ควบคู่ไปกับความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนี้ ในระยะต่อไป กรมการขนส่งทางบกจะพิจารณาแต่งตั้งคณะทำงานรัฐ–เอกชน เพื่อพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งให้ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน
- แนวทางความร่วมมือระหว่างรัฐ–เอกชน เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง อาทิ การสร้างความร่วมมือกับแพลตฟอร์มเอกชนที่ให้บริการจองรถบรรทุกขนส่งสินค้าออนไลน์แบบเหมาคันและแบบเที่ยวเปล่า เพื่อลดปัญหารถบรรทุกที่วิ่งเที่ยวเปล่ากลับประเทศไทย รวมถึงการกำกับดูแลรถบรรทุกจดทะเบียนต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศ โดยกรมการขนส่งทางบกได้เน้นย้ำว่า การเจรจาในประเด็นการขนส่งทางถนนระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการขนส่งไทยเป็นสำคัญ
……………………………………. @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หารือกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ ส่งเสริมการค้าการลงทุนไทย–ลาตินอเมริกา นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมต้อนรับและหารือกับนางสาวจุลีพจน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ณ ห้องมงคลสุธี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ
การหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่มีความผันผวนในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะนโยบาย “America First” ของสหรัฐอเมริกา และแนวโน้มการใช้มาตรการทางการค้า อาทิ มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) และมาตรา 301 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ต้นทุนการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน ตลอดจนห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงโอกาสและแนวทางการขยายการลงทุนของไทยในสหรัฐอเมริกา รวมถึงการเปิดตลาดใหม่ในภูมิภาคลาตินอเมริกา ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเห็นพ้องถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรองรับความท้าทายและใช้ประโยชน์จากโอกาสทางเศรษฐกิจในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ กองลาตินอเมริกา กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ มีกำหนดจัดสัมมนา “Decoding Latin America: กลยุทธ์และความท้าทายของการขยายตลาดไทยในลาตินอเมริกา” ในวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 ณ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกและแนวทางการขยายตลาดแก่ภาคเอกชนไทยต่อไป
…………………………………… @ FTI Reinvent Thailand: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ เสริมแกร่ง SMEs สู้ศึกวิกฤตตะวันออกกลาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ร่วม 5 หน่วยงานพันธมิตร จัดงานสัมมนา “FTI Reinvent Thailand: พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย” เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานนี้ไม่เพียงแต่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ก้าวทันโลก แต่ยังเสนอ “มาตรการ Reinvent Thailand” ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือและส่งเสริมผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญกับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
งานสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมเป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ พร้อมด้วยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและภาคการเงิน อาทิ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทย และ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้าร่วมนำเสนอมาตรการสนับสนุน SMEs ณ ห้อง Meeting Room 110 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
Reinvent Thailand: ก้าวข้ามวิกฤต สู่การเติบโตที่ยั่งยืน โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในการขับเคลื่อน Reinvent Thailand “เราต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากที่เคยเป็นฐานการผลิตแบบดั้งเดิม สู่การเป็นฐานการผลิตที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ (Value-Based Economy) การลงทุนในเครื่องจักรใหม่ โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) และการพัฒนาทักษะแรงงาน คือ หัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน”
ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงนโยบายและมาตรการของรัฐบาลว่า “รัฐบาลตระหนักดีถึงความท้าทายที่ภาคเอกชน โดยเฉพาะ SMEs กำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สังคมสูงวัย และล่าสุดคือผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก มาตรการ Reinvent Thailand จึงถูกปรับแนวทางมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยประคองและเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ในระยะยาว”
ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากตะวันออกกลาง ไฮไลต์สำคัญของงานสัมมนา คือ การนำเสนอมาตรการ Reinvent Thailand ที่เน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาเรื่องสภาพคล่องและความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผ่าน 6 มาตรการหลัก: เสริมสภาพคล่องผ่าน PromptBIZ (จากธนาคารกรุงไทย): โดยใช้ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ช่วยให้คู่ค้าภาครัฐเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกและบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขยายผลนำไปใช้กับ Supply Chain ภาคเอกชนภายใต้แนวคิด ‘พี่ช่วยน้อง’ โดยธุรกิจขนาดใหญ่จะช่วยสนับสนุนคู่ค้า SME ในห่วงโซ่อุปทาน โดยธนาคารมีข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านระบบ PromptBIZ เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
มาตรการกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน (BOI) : สำหรับการลงทุนด้านนวัตกรรม ยกระดับประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อเพิ่มขีดคววามสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs โดยให้เงินสนับสนุนเพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงเครื่องจักรระบบอัตโนมัติ และการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ภายใต้วงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อนิติบุคคล
มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ: โครงการ SMEs Credit Boost (จากธนาคารแห่งประเทศไทย) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “Quick Big Win” (จาก บสย.) เพื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจและลดความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า นอกจากมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” บสย. ยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าและลูกหนี้ บสย. กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจนำเข้า-ส่งออกที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ประกอบด้วย
- มาตรการช่วยลูกค้า บสย. พักชำระค่าธรรมเนียมและค่าจัดการค้ำประกัน 3 เดือน สำหรับ SMEs ลูกค้า บสย. ที่จะครบกำหนดชำระ ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม – 14 เมษายน 2569
- มาตรการช่วยลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม สามารถขอรับสิทธิ์พักชำระค่างวด 3 เดือน (ทั้งส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ย) สำหรับลูกหนี้ บสย. ที่อยู่ในระหว่างผ่อนชำระตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ และไม่ผิดนัดชำระหนี้ โดยลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 14 เมษายน 2569
สำหรับกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก (Priority Sectors) รวมถึงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่เกี่ยวข้องซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญและมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ได้แก่ 1) Agri & Food Processing: อุตสาหกรรมเกษตรและการแปรรูปอาหารที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าและมาตรฐานความปลอดภัย 2) Automotive: การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ พร้อมต่อยอดสู่การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 3) Medical & Wellness: การพัฒนาอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานสากล ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพ 4) Smart Electronics: การยกระดับสู่อุตสาหกรรมที่เน้นการออกแบบและนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง 5) Tourism: การพัฒนาและยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และ 6) Retail & Trading: การเสริมสร้างศักยภาพด้านการค้า การกระจายสินค้า และการเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศรวมถึง Supply Chain & Logistic ของกลุ่มเป้าหมาย
ข้อมูลจากสถิติของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และกระทรวงพาณิชย์ ชี้ให้เห็นว่า ทั้ง 6 อุตสาหกรรมนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยครอบคลุม SMEs จำนวน 268,004 ราย สร้างงานกว่า 10.59 ล้านคน และมีรายได้รวม 39.2 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงมากในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย (47% ของ SMEs, 55% ของการจ้างงาน และ 64% ของรายได้รวม)
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เชื่อมั่นว่าความร่วมมือภายใต้ Reinvent Thailand และมาตรการช่วยเหลือนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายจากสถานการณ์โลก และเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการปรับตัวสู่การเติบโตที่ยั่งยืนต่อไป
…………………………………… @ ส.อ.ท. – มหิดล เปิดตัว SAI ปั้นต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรม BCG นำร่อง “เห็ด” วัตถุดิบชีวภาพมูลค่าสูงของไทย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานในพิธี Ground Breaking โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Agriculture Industry (SAI) ซึ่งเป็นการนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรไทยสร้างมูลค่าเพิ่ม และมุ่งสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมงานเปิดตัวโครงการดังกล่าว ภายในงานมีผู้บริหารจาก ส.อ.ท. อาจารย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล รวมทั้งผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นครปฐม
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Agriculture Industry(SAI) ถือเป็นต้นแบบการพัฒนาตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ในรูปแบบนวัตกรรมเปิด (Open Innovation) ที่มุ่งเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ (Bio-diversity) ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของประเทศมาเป็นฐานในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม และลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและอาหารเสริม
โครงการนี้ มีเป้าหมายการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมในระยะเวลา 10 ปี และมีพื้นที่ทดสอบขนาด 12 ไร่ 87 ตารางวา ณ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นทั้ง ศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรม (Incubation Center) และพื้นที่ทดสอบนวัตกรรมเสมือนจริง (Sandbox) ที่บูรณาการเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ ผ่านการออกแบบโรงเรือนแบบ Modularized Design ที่มีความยืดหยุ่น สามารถขยายผลได้อย่างรวดเร็ว โดยเทคโนโลยีทั้งหมดเป็นสินค้า MiT (Made in Thailand) ที่พัฒนาโดยคนไทย เพื่อยกระดับผู้ประกอบการอย่างแท้จริง SAI จะนำร่องการพัฒนา 8 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เคมีชีวภาพ (Biochemical) ชีวเภสัชกรรม (Bio-Pharma) อาหารเพื่อสุขภาพและอาหารแห่งอนาคตFunctional Food และ Novel Foods เส้นใยชีวภาพ (Biofabrics) เครื่องสำอาง (Cosmetics) และปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer)
ทั้งนี้ โครงการได้เลือก “เห็ด” เป็นพืชนำร่อง เนื่องจากเห็ดไม่ได้เป็นเพียงอาหาร แต่ยังสามารถต่อยอดสู่ยา เครื่องสำอาง และอาหารเสริม รวมทั้งเป็นพืชที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมูลค่าสูง โดยสามารถนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาพัฒนาแบบจำลองการเพาะปลูก (Crop Model) เพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมการผลิตแบบ Real – time ภายใต้ความร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมและคลัสเตอร์ต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงอุปสงค์และอุปทานอย่างเป็นระบบ และผลักดันสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries)
นอกจากนี้ โครงการยังตอบโจทย์การพัฒนา อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) และเทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology) ผ่านกระบวนการเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น การนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ และการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) อย่างยั่งยืนในอนาคต “โครงการจะตอบโจทย์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกมิติ โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถผลิตวัตถุดิบที่มีมาตรฐาน ภาคอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพสูงในประเทศ รวมทั้งผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย และมีคุณภาพ” นายเกรียงไกร กล่าวเสริม
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะสถาบันการศึกษาและวิจัยชั้นนำของประเทศ มีความพร้อมอย่างยิ่งในการสนับสนุนโครงการ Smart Agriculture Industry (SAI) โดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยที่เข้มแข็งและระบบนิเวศนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ (Siree Park) ณ วิทยาเขตศาลายา ให้เป็นทั้งศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรม และพื้นที่ทดสอบเสมือนจริง ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการและงานวิจัยระดับสูงไปสู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยได้บูรณาการความเชี่ยวชาญด้าน วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Sciences) และเทคโนโลยีสกัดสาระสำคัญ เพื่อสร้างมาตรฐานการวิเคราะห์ฤทธิ์ทางชีวภาพของเห็ดสมุนไพรและพืชเกษตรมูลค่าสูง รวมถึงให้คำปรึกษาด้านการรับรองมาตรฐานโภชนาการและสุขภาพ (Health Claims) เพื่อยกระดับวัตถุดิบต้นทางสู่ผลิตภัณฑ์ปลายทางในกลุ่ม Next-Gen Industries ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดใช้พื้นที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยในรูปแบบนวัตกรรมเปิด (Open Innovation) นี้ ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเป็นศูนย์กลางด้านการทดสอบและบ่มเพาะนวัตกรรม ที่สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพของประเทศควบคู่กับการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม”
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “ขยับประเทศ” ด้วยเป้าหมาย Wellness Economy และการสร้างความมั่นคงทางโภชนาการ (Nutrition Security) ซึ่งจะเป็นรากฐานของความสำเร็จในอนาคต พร้อมระบุว่า ตนได้รับ Blueprint จากทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมาเสร็จเรียบร้อย และพร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการ ร่วมอำนวยความสะดวกในการปลดล็อกกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ (Regulatory Sandbox) ทั้งการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยโดยใช้ดิจิทัล และการยกร่าง พ.ร.บ.ต่างๆ ขนานกันไป เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยืดหยุ่นและทันการณ์ตามความต้องการของภาคเอกชน และยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ผ่าน Smart Agriculture และ AI เพื่อตอบโจทย์เกษตรกรในสังคมสูงวัย (Aging Society) รวมถึงการผลักดันการจัดสรรงบประมาณวิจัยให้ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การวิจัยระดับลึกในมาตรฐานสากล (Nature Scale) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสิทธิบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้สมุนไพรไทยมีอำนาจต่อรองในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก ตลอดจนการขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเพื่อคืนความเป็นธรรมและสร้างสายอาชีพที่ชัดเจนให้กับนักวิทยาศาสตร์ไทยในฐานะ Product Owner ที่พร้อมเปลี่ยนความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ของประเทศให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างเศรษฐกิจได้จริง โดยยินดีประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานทั้งฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ เพื่อยกระดับทุนมนุษย์และความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ
โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Agriculture Industry (SAI) ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนานวัตกรรมเกษตรอุตสาหกรรมของไทย โดยมุ่งสร้างระบบการผลิตวัตถุดิบชีวภาพมูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันในระดับสากล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพของประเทศ โครงการนี้คาดว่าจะเป็นต้นแบบของการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมมูลค่าสูง และต่อยอดสู่การสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมชีวภาพที่ช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทยในระยะยาว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรม (สส.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โทร.02 – 345 – 1164
…………………………………….. @ จังหวัดนครสวรรค์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การจัดสรรเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน สำหรับดำเนินโครงการด้านความปลอดภัยทางถนนในระดับจังหวัด เมื่อวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม 301 ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การจัดสรรเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน สำหรับดำเนินโครงการด้านความปลอดภัยทางถนนในระดับจังหวัด ระหว่าง กรมการขนส่งทางบก โดยสำนักงานขนส่งจังหวัดนครสวรรค์ และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยวิทยาลัยการอาชีพบรรพตพิสัย โดยมีนางรัชดาพร ไชยอิน ขนส่งจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วย นางสาวภัทรพร ห่อประภัทร์พงศ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพบรรพตพิสัย
มีเจตจำนงส่งเสริมสนับสนุนการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและลดอัตราการเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ เป้าหมายหลัก กรอบทิศทาง และตัวชี้วัดของกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และการมุ่งเน้นวางรากฐานและสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน วัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโครงการด้านความปลอดภัยทางถนนระดับจังหวัด ในการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและลดอัตราการเสียชีวิต และเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานด้านการป้องกันและลดอัตราการเสียชีวิต ให้สำเร็จตามเป้าหมายแผนปฏิบัติการกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนต่อไป
…………………………………… @ จังหวัดนครสวรรค์ ร่วมมือ MOU จับคู่ธุรกิจ B2B Matchmaking ระหว่างเกษตรกร เอกชน โรงงานอุตสาหกรรม วันอังคารที่ 24 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมบ้านสวนรีสอร์ท จังหวัดนครสวรรค์ ว่าที่ร้อยตรี ศราวุธ จันทวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จับคู่ธุรกิจ (B2B Matchmaking) ระหว่างเกษตรกร เอกชน โรงงาน ว่าด้วยการมีส่วนร่วมนำร่องการเชื่อมโยงวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรกับอุตสาหกรรมชีวมวลและวัสดุชีวภาพ โครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นางภัทรภร บุญอาบ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ นายคมกฤช อุทะโก เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ ทันตแพทย์สุพจน์ หวังปรีดาเลิศกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคเหนือ ประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ KTIS Group สาขา 3 นายวีรวุฒิ บำรุงไทย ประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะกรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ลิ่มเชียงเส็ง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอเมืองนครสวรรค์ หน่วยงานในกระทรวงเกษตร เกษตรกร และผู้แทนเกษตรกร เข้าร่วมในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว
เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ในการที่จะบูรณาการสร้างความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบในทุกมิติ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ – เอกชน – โรงงาน และเกษตรกรในพื้นที่ ที่จะยกระดับปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จึงลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จับคู่ธุรกิจ (B2B Matchmaking) ระหว่างเกษตรกร – เอกชน – โรงงาน ว่าด้วยการมีส่วนร่วมนำร่องการเชื่อมโยงวัสดุเหลือใช้ ทางการเกษตรกับอุตสาหกรรมชีวมวลและวัสดุชีวภาพ ตามมาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ภาคการเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยจะร่วมกันรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร ในอำเภอของตนเองอย่างทั่วถึง จะเป็นต้นแบบการทำการเกษตรปลอดการเผาในพื้นที่ และส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างยั่งยืนต่อไป
จังหวัดนครสวรรค์เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้ประสบปัญหาไฟป่าหมอกควันเป็นประจำทุกปี โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง ทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร ซึ่งการเผาดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก กล่าวคือ ทำให้ดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ผลผลิตที่ได้รับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการส่งเสริม “การหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร” เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และจิตสำนึกแก่เกษตรกรให้ตระหนักถึงผลกระทบจากการเผา พร้อมส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร ในการบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างเหมาะสมและคุ้มค่า เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดองค์ความรู้ และระบบบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้อย่างเป็นระบบ ทำให้มีการเผาทำลายวัสดุเหล่านี้ โดยไม่เกิดประโยชน์ ทั้งที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การไถกลบเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน การผลิตปุ๋ยหมัก วัสดุปลูก เชื้อเพลิงชีวมวล หรือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มได้ ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนแนวคิดจาก “No Burn” ไปสู่ “Green Gain” โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับชุมชน อีกทั้งยังลดการปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และก๊าซเรือนกระจกจากการเผาในพื้นที่เกษตรซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ข้อที่ 2 “ขจัดความยากจน” ข้อที่ 12 “การบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน” และข้อที่ 13 “การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปสู่การเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่มีมูลค่าและสามารถนำเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ นำร่องการเชื่อมโยงวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรกับอุตสาหกรรมชีวมวลและวัสดุชีวภาพ ภายใต้แนวคิด Agro. – residue to Bio-economy Sandbox (A-Sandbox) หรือ นำร่องชุมชนปลอดการเผาในพื้นที่เกษตรเสี่ยงสูง Zero-burning Community Sandbox (B-Sandbox)
…………………………………….. @ เช็คให้ชัวร์…ก่อนเดินทาง! Update สถานการณ์น้ำมันในพื้นที่ “จังหวัดนครสวรรค์” ตัวช่วยดีๆ มาให้ทุกคนได้เช็คสถานการณ์น้ำมัน เพื่อความสะดวกและประหยัดเวลา โดยข้อมูลด้านเชื้อเพลิงจะให้ข้อมูลโดยปั้มน้ำมันและเจ้าหน้าที่สถิติจังหวัดนครสวรรค์จะคอยอัพเดตข้อมูลทุกชั่วโมง คลิกเช็คน้ำมันได้ที่นี่เลยครับ: https://www.google.com/maps/d/edit… หรือจะสแกน QR Code จากรูปภาพ ข้อมูลจะมีการ Update 12.00 นาฬิกา ของทุกวัน……………………………………………….. @ หน่วยงานที่มีข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดนครสวรรค์ สามารถฝากข่าวผ่านสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ หรือต้องการสมัครเป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ติดต่อสอบถามได้ที่ นายชาณัฐธนพล แสงสุข ผู้จัดการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ 056-245497,081-0428 934 โทรสาร 056-245 498 e-mail: [email protected], https://www.facebook.com/Nakhonsawan.fti



