21.4 C
Nakhon Sawan
วันจันทร์, มกราคม 19, 2026
spot_img

สภาอุตสาหกรรมฯ สัมพันธ์

ผู้อ่านสวรรค์นิวส์และสมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์…………………………………….. @ กกร. คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 1.6–2.0% แนะรัฐเร่งปฏิรูปโครงสร้าง ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นประธานการแถลงข่าวคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ร่วมในการแถลงข่าว เมื่อวันพุธที่ 7 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤติ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน และคาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง กอปรกับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า

กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า  8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท โดย กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนที่สินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง

กกร. มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอรัปชั่น สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย ซึ่ง กกร. ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ  Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

กกร. เล็งเห็นโอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม  IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People , Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆจากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด โดย กกร. จะจัดตั้งคณะทำงานย่อยของ กกร. เพื่อประสานงานและร่วมเตรียมการกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026””ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก รวมถึงงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ

…………………………………….. @ โอกาสทองของ SMEs ไทย รุกไกลตลาดโลก กับ โครงการ SMEs Pro-active รอบที่ 2/2569 (71) เตรียมเปิดรับสมัครรอบใหม่ ‼ สำหรับ SMEs ที่สนใจขอรับการสนับสนุนในกิจกรรมขยายโอกาสทางการค้า รูปแบบ B2B ได้แก่Overseas Trade Fair, Business Opportunities & Partnership (BOP), Virtual Exhibition และ Cross-Border e-Commerceโดยมีวงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาท

โครงการ SMEs Pro-active รอบที่ 2/2569 (71) รับสมัครจำนวน 150 ราย สมัครได้ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม  – 16 เมษายน 2569 (หรือปิดรับทันทีเมื่อใบสมัครครบจำนวน) กำหนดการเข้าร่วมกิจกรรม ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 2569 แจ้งผลการอนุมัติเดือนกรกฎาคม 2569

คุณสมบัติผู้สมัคร เป็นนิติบุคคล เป็นผู้ประกอบการ SMEs ไทย เป็นสมาชิกกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เป็นสมาชิกของสภาหอการค้าไทย / สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย / หรือสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย อย่างใดอย่างหนึ่ง มีประสบการณ์การส่งออก หรือมีคุณสมบัติเพิ่มเติมตามที่โครงการฯ กำหนด

สมัครเข้าร่วมโครงการและศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://smesproactive.ditp.go.th/ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม DITP โทร. 02 507 7783, 02 507 7786 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 02 345 1108, 02 345 1243 E-mail: [email protected], [email protected]

…………………………………… @ ข่าวดีสำหรับ SMEs และผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานกฎหมาย EUDR โฉมใหม่ของสหภาพยุโรป มุ่งลดภาระและเพิ่มความยืดหยุ่นในการปฏิบัติตามกฎหมาย กลุ่มสินค้าที่อยู่ในขอบเขต EUDR โกโก้ น้ำมันปาล์ม ถั่วเหลือง กาแฟ ไม้ ยางพารา และผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์

ภาคอุตสาหกรรมควรระมัดระวังเป็นพิเศษในกลุ่ม น้ำมันปาล์มและถั่วเหลือง เนื่องจากมากกว่า 2 ใน 3 ของการตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลกที่เชื่อมโยงกับ EU มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าทั้งสองประเภทนี้ หลักการรับผิดชอบที่จุดเริ่มต้น (First-In Responsibility) เฉพาะผู้นำเข้าสินค้าสู่ตลาด EU “รายแรก” เท่านั้นที่ต้องยื่นเอกสาร Due Diligence ช่วยลดภาระให้ผู้ค้ารายต่อไปในห่วงโซ่อุปทาน

สิทธิพิเศษสำหรับ SMEs ผู้ประกอบการขนาดย่อมสามารถยื่นเอกสารแบบย่อเพียงครั้งเดียว ช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อน และอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจอย่างมาก

การปรับขอบเขตกฎหมาย มีการถอด สินค้ากลุ่มสิ่งพิมพ์ ออกจากขอบเขตการควบคุมของกฎหมายอย่างเป็นทางการ

แผนงานในอนาคต ภายในสิ้นปี 2568: ร่างกฎหมายที่แก้ไขจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาของ EU เพื่อให้มีผลบังคับใช้ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2569: คณะกรรมาธิการยุโรปจะออกรายงานประเมินผลกระทบ โดยเน้นภาระที่เกิดขึ้นกับ SMEs อ้างอิง: https://www.europarl.europa.eu/…/deforestation-law…

…………………………………… @ งานแสดงสินค้านานาชาติ อุปกรณ์ เครื่องใช้ วัตถุดิบอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับธุรกิจอาหาร โรงแรมและ Food Service งานแสดงสินค้าที่ได้รับการสนับสนุนผ่านโครงการ “SME ปัง ตังได้คืน” ศูนย์รวบรวมทุกความต้องการในธุรกิจอาหาร บริการ และค้าปลีก!  9-12 JULY 2026 ณ BITEC, EH100 สามารถกดขอใบเสนอราคาได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 9 พฤษภาคม 2569ได้ที่ : https://bds.sme.go.th/Service/Detail/1963

มาเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เข้าถึงเครือข่ายทางธุรกิจของท่าน พบปะนักธุรกิจชั้นนำจากทั้งไทยและนานาชาติ ภายใต้แบรนด์สินค้าระดับนานาชาติ

SMEs ที่สนใจรับบริการซื้อพื้นที่ออกงานแสดงสินค้า สามารถเข้าร่วมโครงการ “SME ปัง ตังได้คืน” ภายใต้โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS ของ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รับเงินสนับสนุนค่าพื้นที่ สูงสุด 80% มูลค่าสูงสุดต่อราย 500,000 บาท/สนับสนุนต่อปีสูงสุด 200,000 บาท

SMEs สนใจขึ้นทะเบียนโครงการ “SME ปัง ตังได้คืน”ได้ที่ https://bds.sme.go.th ติดต่อสอบถามข้อมูลงานแสดงสินค้า Kavin Intertrade ผู้ประสานงาน น.ส.เมลินญาน์ เชิดไพศาลพงษ์ โทรศัพท์ : 065-638-5326 อีเมล์ : [email protected]

รายละเอียดโครงการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย น.ส.ณัฐพร ประดับชัยมงคล (หยู่ยู้) โทร. 02-345-1049 อีเมล [email protected]

…………………………………….. @ SME D Bank ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ ทุ่ม 2 หมื่นล้าน เปิดตัวคู่หูสินเชื่อสุดพิเศษ ดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี ติดปีกเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน ปลุกพลังเศรษฐกิจไทย

SME D Bank เปิดตัว 2 โครงการสินเชื่อใหม่ ขับเคลื่อนนโยบาย “Quick Big Win เพื่อ SMEs ไทย” ของรัฐบาล  ได้แก่ “สินเชื่อปลุกพลัง SME” และ “สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME” วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท หนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนนาน 10 ปี  วงเงินกู้สูงสุดถึง 30 ล้านบาท ช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุนการเงิน สามารถสนับสนุนเดินหน้าธุรกิจได้เต็มกำลัง สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win เพื่อ SMEs ไทย” เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างทั่วถึง เมื่อวันที่  2 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา  SME D Bank สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ขานรับดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว ด้วยการออก 2 โครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาล วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ได้แก่ “โครงการสินเชื่อ ปลุกพลัง SME” และ “โครงการสินเชื่อ Beyond ติดปีก SME” ตอบโจทย์ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตั้งแต่รายเล็กถึงรายกลางให้เข้าถึงแหล่งทุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3%ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ช่วยเสริมสภาพคล่อง เพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับธุรกิจให้สามารถเดินหน้ากิจการได้ต่อเนื่องตลอดปี นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน  เปิดรับแจ้งความประสงค์ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 หรือจนกว่าวงเงินสินเชื่อจะหมด แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งจะถึงก่อน

สำหรับ โครงการสินเชื่อปลุกพลัง SME   วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท มุ่งสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็ก   ให้เข้าถึงแหล่งทุน วงเงินกู้ต่อรายสูงสุดถึง 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันได้เต็มจำนวน นำไปใช้ได้ทั้งลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียน และเสริมสภาพคล่องในธุรกิจ รวมถึง ใช้สำรองเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจได้สูงสุดถึง 12 เดือน เปิดกว้างหลากหลายธุรกิจ  เช่น ร้านโชห่วย/ขายปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจดิจิทัล/อิเล็กทรอนิกส์ ร้านขายยา และแฟรนไชส์รายย่อย เป็นต้น

โครงการสินเชื่อ Beyond ติดปีก SME   วงเงินรวม 15,000 ล้านบาท  สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกกลุ่มธุรกิจ  โดยไม่จำกัดรายได้ต่อปี  วงเงินกู้ต่อรายสูงสุดถึง 30 ล้านบาท  อัตราดอกเบี้ย 3% คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี  นำไปใช้ได้ทั้งเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ ปรับเปลี่ยนทรัพย์สินหรือเครื่องจักร เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ เปิดโอกาสให้หลากหลายธุรกิจ เช่น เกษตรแปรรูป อาหารเพื่อสุขภาพ โรงแรมที่พัก/ร้านอาหารขนาดใหญ่ ธุรกิจนำเข้าติดตั้งเครื่องจักร ธุรกิจบริการดิจิทัล/อิเล็กทรอนิกส์ และแฟรนไชส์ เป็นต้น

2 สินเชื่อดังกล่าว ธนาคารออกแบบให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการทุกกลุ่มเอสเอ็มอีครบถ้วน  โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำพิเศษ จะช่วยธุรกิจเอสเอ็มอี ลดภาระต้นทุนทางการเงิน สามารถฟื้นตัวและดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2569 และนำไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งทุนได้รวมประมาณ 8,700 ราย    เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้กว่า 90,000 ล้านบาท   ช่วยสนับสนุนให้เกิดการจ้างงาน  สร้างรายได้ มีการลงทุน รวมถึง เชื่อมโยงสร้างเศรษฐกิจที่สมดุล ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้เติบโตได้ในระยะยาวตามนโยบายของรัฐบาล

นอกจากนั้น SME D Bank ยังมอบบริการด้านพัฒนาครบวงจรควบคู่ด้วย ผ่านแพลตฟอร์ม “DX by SME D Bank” (dx.smebank.co.th) ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ใช้บริการได้สะดวกสบาย ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชม. มีฟีเจอร์สำคัญ ๆ เช่น ระบบ “Business Health Check”  ตรวจสุขภาพทางธุรกิจ ระบบ “E-Learning” รวบรวมหลักสูตรความรู้สำคัญ ช่วยเพิ่มศักยภาพการประกอบธุรกิจ เรียนรู้ได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง ระบบ “SME D Activity” สามารถจองเข้าร่วมกิจกรรมเติมความรู้ได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ระบบ “SME D Coach” มีโค้ชมืออาชีพคอยเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำธุรกิจ ระบบ “SME D Market” ช่วยขยายตลาดด้วย E-marketplace หนุนจับคู่ธุรกิจ และระบบ “SME D Privilege” มอบสิทธิประโยชน์พิเศษมากมาย เป็นต้น

สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการรับบริการ ทั้งด้านการเงินและการพัฒนาจาก SME D Bank สามารถแจ้งความประสงค์ได้ผ่านสาขา SME D Bank ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank  และ www.smebank.co.th เป็นต้น  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

…………………………………… @  เปิดรับสมัครแล้ว! โครงการ SME Coach ปี 2569 ยกระดับธุรกิจไทยด้วยเทคโนโลยี โอกาสดีของผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ! หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยในการ “ตรวจสุขภาพธุรกิจ” และต้องการ “เข้าถึงแหล่งเงินทุน” อย่างมั่นใจ โครงการนี้คือคำตอบ!

สิ่งที่คุณจะได้รับจากโครงการ (ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย) เจาะลึกการเงิน: วิเคราะห์บัญชี ต้นทุน และกระแสเงินสด เตรียมความพร้อม: ก่อนขยายกิจการ หรือขอสินเชื่อ ติดอาวุธดิจิทัล: เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน จัดการระบบหลังบ้าน ชี้ช่องทางทุน: แนะแหล่งสินเชื่อและมาตรการสนับสนุนจากรัฐ รายละเอียดโครงการฯ และลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่: https://coach.sme.go.th/

…………………………………….. @ชำระค่าสมาชิกปุ๊บ รับเครดิตเงินคืน 30% ปั๊บ สำหรับสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเภทสามัญ (สน/สส)

FTI Membership Cashback 30% ของยอดเงินค่าบำรุงสมาชิก สามารถนำไปใช้เป็นส่วนลดสูงสุด 50% เพื่อใช้เป็นส่วนลดในกิจกรรมและบริการต่างๆ ของหน่วยงานภายใน ส.อ.ท. ปี 2569

เงื่อนไขและการใช้สิทธิ์ : (1) แคมเปญนี้ใช้ได้เฉพาะสมาชิก ส.อ.ท. ประเภทสามัญ (สน หรือ สส) เท่านั้น

(2) เครดิตคืนที่ได้รับมูลค่า 30% ของยอดเงินค่าบำรุงสมาชิก หลังจากบำรุงค่าสมาชิกปี 2569 ครบถ้วน

(3) สงวนสิทธิ์สำหรับสมาชิกที่ชำระค่าบำรุงสมาชิกในอัตราปกติเท่านั้น

(4) สงวนสิทธิ์ ในการใช้เป็นส่วนลดแทนเงินสดได้ สูงสุด 50% ต่อครั้ง ของมูลค่ากิจกรรมนั้นๆ

(5) ใช้ลดเฉพาะ กิจกรรมและบริการของ ส.อ.ท. เท่านั้น (ตามที่ ส.อ.ท. กำหนด)

(6) การใช้ส่วนลดนี้ ต้องแจ้งความประสงค์แก่ผู้จัดกิจกรรม/บริการ ให้ทราบก่อนชำระค่าบริการ

(7) ระยะเวลาใช้งาน ตั้งแต่ 1 มกราคม – 30 ธันวาคม 2569

สมัครสมาชิกและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม >> https://fti.or.th/Benefits-Of-FTI/Benefits_Of_fti?lang=TH สอบถามเพิ่มเติม สายงานสมาชิกสัมพันธ์ | Call Center 1453 กด 3 ………………………. @ หน่วยงานที่มีข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดนครสวรรค์ สามารถฝากข่าวผ่านสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ หรือต้องการสมัครเป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ติดต่อสอบถามได้ที่ นายชาณัฐธนพล  แสงสุข ผู้จัดการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ 056-245497,081-0428 934 โทรสาร 056-245 498 e-mail: [email protected], https://www.facebook.com/Nakhonsawan.fti

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด