21.4 C
Nakhon Sawan
วันจันทร์, มกราคม 19, 2026
spot_img

กฎหมายการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กฎหมายการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรนั้น เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญต่อประชาชนทั่วไป ซึ่งประชาชนส่วนมากจะไม่ทราบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งโดยละเอียด เพียงแต่ประชาชนจะรับฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่หรือสมาชิกพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่คอยชี้แนะให้กับประชาชนเท่านั้นว่า สิ่งใดทำได้และสิ่งใดทำไม่ได้

แต่ในกรณีที่เจ้าหน้าที่หรือสมาชิกพรรคการเมืองกระทำการบางอย่างผิดพลาด อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องสำคัญก็ตาม ประชาชนจะไม่ทราบหรือทราบแต่เพียงเรื่องสำคัญ ๆ เท่านั้น จึงทำให้เจ้าหน้าที่หรือสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนในกรณีที่กระทำการผิดพลาดหรือละทิ้งหน้าที่ของตนเอง

กฎหมายเกี่ยวกับเลือกตั้งผู้แทนราษฎรที่สำคัญคือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2566 กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นสัญชาติไทยอายุ 18 ปี มีชื่อในทะเบียนบ้าน 90 วัน ข้อห้าม ภิกษุ คนวิกลจริต ถูกเพิกถอนสิทธิ กฎเกณฑ์การหาเสียง ห้ามดูหมิ่นสถาบัน ใช้เงินซื้อเสียง ให้ทรัพย์สิน และกระบวนการต่างๆ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้กำกับดูแลให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยสรุปดังนี้

  1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดหลักการพื้นฐาน เช่น สิทธิเลือกตั้ง มาตรา 95 บุคคลที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้นั้น ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน ได้แก่

(1) มีสัญชาติไทย หากได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

(2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง

(3) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง หมายเหตุ การไปใช้สิทธิเลือกตั้งถือเป็นหน้าที่ หากไม่ไปใช้สิทธิโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควร จะถูกจำกัดสิทธิบางประการตามที่กฎหมายบัญญัติ (เช่น สิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือสิทธิในการคัดค้านการเลือกตั้ง)

กรณีผู้ที่ถูกห้ามใช้สิทธิ มาตรา 96 แม้จะมีคุณสมบัติครบตามมาตรา 95 แต่หากมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งจะถือเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ไปลงคะแนนเสียง ได้แก่

(1) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

(2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ก็ตาม

(3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

(4) เป็นบุคคลวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

คุณสมบัติของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 97 ได้แก่

(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิดเท่านั้น ต่างจากผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งที่แปลงสัญชาติได้

(2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์นับถึงวันเลือกตั้ง

(3) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคเดียว เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง

(4) ข้อยกเว้น หากมีการยุบสภาระยะเวลาสังกัดพรรคจะลดลงเหลือเพียง 30 วัน

(5) ความเชื่อมโยงกับเขตในกรณีสมัครแบบแบ่งเขต ต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งในจังหวัดที่สมัคร ดังนี้ มีชื่อในทะเบียนบ้านในจังหวัดนั้นติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดนั้น เคยศึกษาในสถานศึกษาในจังหวัดนั้นติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีการศึกษา เคยรับราชการหรือเคยมีชื่อในทะเบียนบ้านในจังหวัดนั้นติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี

ลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 98 ได้แก่

(1) ติดยาเสพติดให้โทษ

(2) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ ซึ่งเป็นมาตรายอดฮิตที่เป็นคดีความบ่อยครั้ง

(4) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช หรืออยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่

(5) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากหน่วยงานของรัฐ เพราะทุจริตต่อหน้าที่

(6) เป็นข้าราชการที่มีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ (ยกเว้นข้าราชการการเมือง) หรือเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น/ผู้บริหารท้องถิ่น

(7) เป็น ส.ว. หรือเคยเป็น ส.ว. และสมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกิน 2 ปี

  1. ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566) เป็นกฎหมายลำดับรองที่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การแบ่งเขต การสมัคร การหาเสียง การลงคะแนน การนับคะแนน และการประกาศผล
  2. ข้อห้ามและแนวปฏิบัติในการหาเสียง ตามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้แก่ ห้ามนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียง ห้ามดูหมิ่นเหยียดหยามหรือปลุกระดมความขัดแย้ง ห้ามใช้สิทธิหรือตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ห้ามแจกจ่ายเงินทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นเงินได้ ห้ามใช้สื่อหรือบุคคลที่มีความสามารถทางวิชาชีพมาช่วยหาเสียงโดยไม่เป็นธรรม
  3. การดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่าง ๆ ในการเลือกตั้ง และมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 220
  4. การลงโทษ มีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ได้แก่ การเปิดเผยผลสำรวจคะแนนนิยมก่อนวันเลือกตั้ง หรือการเล่นการพนันเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ศาลอาจสั่งให้ผู้กระทำผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งได้ หากการกระทำนั้นทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม

แสดงให้เห็นว่ากฎหมายการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรนั้น มีหลายฉบับและมีการปรับปรุงแก้ไขหลายครั้งด้วยกัน ซึ่งประชาชนมีหน้าที่ต้องศึกษาและต้องรู้เพื่อเป็นเสียงสะท้อนให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือสมาชิกพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไข

แต่ก็มีหลายเรื่องที่เสียงสะท้อนของประชาชนไม่เกิดผล แต่อย่างน้อยก็ให้หน่วยงานภาครัฐรับทราบหรืออาจยกเป็นประเด็นสำคัญในคราวที่มีโอกาสหรือมีความจำเป็นต้องนำมากำหนดเป็นนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป เช่น เสียงสะท้อนจากประชาชนจำนวนมากให้ทำสงครามกับกัมพูชาในรอบที่สอง ภาครัฐนิ่งเฉยจนเข้าใจว่าจะไม่เกิดสงครามรอบที่สอง แต่เมื่อโอกาสมาถึงภาครัฐก็ไม่ลังเลและทำสงครามกับกัมพูชาทันทีในรอบที่สอง

ดังนั้นเสียงสะท้อนของประชาชนจำนวนมากๆ ถึงอย่างไรก็มีประโยชน์ต่อรัฐบาล เพียงแต่รัฐบาลจะหาโอกาสอย่างไรที่จะปฏิบัติตามเสียงประชาชนส่วนมากได้ สวัสดีครับ

 ———————

ผศ.ปองปรีดา ทองมาดี

ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด