27.8 C
Nakhon Sawan
วันพุธ, กันยายน 16, 2026
spot_img

วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 363/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 363/2546 “แม้ลูกจ้างไม่ทุจริต ก็อาจเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ การพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 49 หรือไม่นั้นต้องพิจารณาที่เหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจริงหรือไม่? และเหตุนั้นเป็นเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่? ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นที่ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้างก็ได้ มิใช่ว่าเมื่อฟังว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริตยักยอกทรัพย์ของบริษัทจำเลยผู้เป็นนายจ้างแล้ว จะต้องถือว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเสมอ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถือโอกาสที่เป็นตัวแทนของผู้บริหารจำเลยขอเบิกและอนุมัติจ่ายเงินเดือนล่วงหน้าให้ตัวเองทุกเดือนรวม 52 ครั้ง เป็นเงินกว่าล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ทราบดีว่าจำเลยกำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินจนทำให้กิจการของจำเลยเสียหาย นับว่ามีเหตุผลเพียงพอที่ทำให้จำเลยไม่ไว้วางใจให้โจทก์บริหารกิจการของจำเลยต่อไป การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงมีเหตุอันสมควรและไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม”

วิเคราะห์หลักกฎหมายแรงงาน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 363/2546 ประเด็นสำคัญอยู่ที่การแยก “การทุจริตหรือความผิดของลูกจ้าง” ออกจาก “เหตุอันสมควรในการเลิกจ้าง” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน โดยสามารถวิเคราะห์หลักกฎหมายแรงงานได้ดังนี้

  1. บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หลักสำคัญอยู่ที่ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ซึ่งให้อำนาจศาลแรงงานพิจารณาว่า การเลิกจ้างนั้นเป็นการเลิกจ้างที่ ไม่เป็นธรรมหรือไม่? สาระสำคัญของมาตรา 49 คือ ศาลจะพิจารณาว่า นายจ้างมีเหตุอันสมควรในการเลิกจ้างหรือไม่? และหากไม่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ลูกจ้างทำผิดหรือทุจริตหรือไม่?”แต่ต้องพิจารณาต่อไปว่า “เหตุที่นายจ้างนำมาใช้เลิกจ้างมีอยู่จริงหรือไม่? และเหตุเช่นนั้นสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างหรือไม่?”

  1. หลักสำคัญจากคำพิพากษา คำพิพากษานี้ยืนยันหลักว่า การเลิกจ้างที่เป็นธรรมไม่จำเป็นต้องเกิดจากการที่ลูกจ้างกระทำความผิดหรือทุจริตเสมอไป กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ “ไม่ทุจริต” ไม่เท่ากับ “นายจ้างไม่มีสิทธิเลิกจ้าง” ลูกจ้างอาจไม่ได้กระทำความผิดถึงขั้นเป็นการทุจริตหรือยักยอกทรัพย์ แต่พฤติการณ์ของลูกจ้างอาจร้ายแรงถึงขนาดทำให้นายจ้างหมดความไว้วางใจ และมีเหตุสมควรที่จะไม่ให้ลูกจ้างดำรงตำแหน่งหรือบริหารกิจการต่อไปได้ นี่เป็นแก่นสำคัญของฎีกานี้
  2. วิธีพิจารณาว่า “เลิกจ้างไม่เป็นธรรม” หรือไม่? จากแนวคำพิพากษา สามารถสรุปเป็นขั้นตอนการวิเคราะห์ได้ 2 ชั้น ชั้นที่ 1 มี “เหตุแห่งการเลิกจ้าง” จริงหรือไม่? ศาลต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่า เหตุที่นายจ้างอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างนั้น เกิดขึ้นจริงหรือไม่? ในคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นตัวแทนของผู้บริหาร และได้ขอเบิกและอนุมัติจ่ายเงินเดือนล่วงหน้าให้แก่ตนเองเป็นประจำถึง 52 ครั้ง เป็นเงินจำนวนมาก ทั้งที่ทราบว่าบริษัทกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ดังนั้นเหตุที่นายจ้างนำมาอ้างไม่ได้เป็นเพียงข้อกล่าวหาลอย ๆ แต่มีพฤติการณ์ที่ศาลรับฟังได้ว่าเกิดขึ้นจริง

ชั้นที่ 2 เหตุนั้น “สมควร” ให้เลิกจ้างหรือไม่? แม้เหตุจะเกิดขึ้นจริง แต่ยังต้องพิจารณาต่อว่า เหตุมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้นายจ้างเลิกจ้างหรือไม่? ในคดีนี้ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกิจการ และที่สำคัญคือทำให้บริษัทไม่ไว้วางใจให้โจทก์บริหารกิจการต่อไป ศาลจึงเห็นว่ามีเหตุอันสมควรในการเลิกจ้าง

  1. “ความไว้วางใจ” เป็นเหตุสำคัญในกฎหมายแรงงาน จุดที่น่าสนใจมากของฎีกานี้คือ ความไว้วางใจระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยเฉพาะกรณีลูกจ้างดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจ เช่น ผู้บริหาร ผู้จัดการ ผู้รับมอบอำนาจ ผู้มีอำนาจอนุมัติเงิน ผู้ควบคุมทรัพย์สินหรือการเงินของนายจ้าง หากลูกจ้างมีพฤติการณ์ที่ทำให้นายจ้างไม่สามารถไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แม้พฤติการณ์นั้นยังไม่ถึงขั้นเป็นความผิดฐานทุจริตหรือยักยอกทรัพย์ ก็อาจเป็นเหตุอันสมควรในการเลิกจ้างได้ กล่าวได้ว่ามาตรฐานในการพิจารณาความเป็นธรรมของการเลิกจ้างตามมาตรา 49 ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการกระทำผิดวินัยเท่านั้น
  2. เหตุเลิกจ้างอาจไม่ได้เกิดจาก “ความผิด” ของลูกจ้างก็ได้ หลักที่ฎีกานี้วางไว้อย่างชัดเจนคือ เหตุอันสมควรในการเลิกจ้างอาจมีได้ 2 ลักษณะ คือ

(1) เกิดจากการกระทำของลูกจ้าง เช่น ลูกจ้างฝ่าฝืนระเบียบ ประพฤติไม่เหมาะสม หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้นายจ้างหมดความไว้วางใจ

(2) ไม่ได้เกิดจากความผิดของลูกจ้าง เช่น เหตุทางเศรษฐกิจ การปรับโครงสร้างองค์กร การลดตำแหน่ง หรือเหตุอื่นที่ทำให้นายจ้างมีความจำเป็นต้องเลิกจ้าง ดังนั้นการจะวินิจฉัยว่า “เลิกจ้างไม่เป็นธรรม” ต้องดู เหตุและความสมควรของเหตุ เป็นสำคัญ ไม่ใช่ใช้เกณฑ์ว่า “ลูกจ้างผิดหรือไม่ผิด” เพียงอย่างเดียว

  1. ต้องแยก “เลิกจ้างไม่เป็นธรรม” กับ “เลิกจ้างเพราะความผิด” ออกจากกัน ประเด็นนี้สำคัญมากในการทำข้อสอบกฎหมายแรงงาน การเลิกจ้างเพราะความผิดเป็นเรื่องเกี่ยวกับว่า ลูกจ้างกระทำผิดหน้าที่หรือผิดวินัยหรือไม่ เช่น กรณีตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ซึ่งอาจมีผลต่อสิทธิได้รับค่าชดเชย การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งพิจารณาตาม มาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ ดังนั้นการที่ศาลวินิจฉัยว่า “ลูกจ้างไม่ได้ทุจริต” ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า “นายจ้างเลิกจ้างไม่เป็นธรรม” เพราะสองประเด็นนี้มีวัตถุประสงค์และเกณฑ์การพิจารณาต่างกัน
  2. หลัก “ความได้สัดส่วน” ที่ควรนำมาพิจารณา แม้ฎีกานี้จะเน้นเรื่องเหตุอันสมควร แต่ในทางวิเคราะห์กฎหมายแรงงานควรพิจารณาด้วยว่า เหตุที่นายจ้างใช้เลิกจ้างมีน้ำหนักสัมพันธ์กับมาตรการเลิกจ้างหรือไม่ ตัวอย่างเช่น หากลูกจ้างทำผิดเล็กน้อยครั้งเดียว นายจ้างอาจต้องพิจารณาว่าการตักเตือนหรือมาตรการทางวินัยที่เบากว่าจะเพียงพอหรือไม่? แต่กรณีนี้มีปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ได้แก่ กระทำซ้ำถึง 52 ครั้ง เป็นการเบิกเงินให้ตนเอง ลูกจ้างมีอำนาจเกี่ยวข้องกับการอนุมัติ รู้ว่าบริษัทกำลังประสบปัญหาสภาพคล่อง ส่งผลกระทบต่อกิจการ ทำให้นายจ้างหมดความไว้วางใจ เมื่อพิจารณารวมกัน ศาลจึงเห็นว่าเหตุมีน้ำหนักเพียงพอที่จะเลิกจ้าง
  3. หลักกฎหมายที่สรุปจากฎีกา หากต้องเขียนเป็น หลักกฎหมายสำหรับตอบข้อสอบ สามารถสรุปได้ว่า การพิจารณาว่าการเลิกจ้างเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ หรือไม่? ต้องพิจารณาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเป็นสำคัญว่าเหตุที่นายจ้างอ้างมีอยู่จริงหรือไม่? และเหตุนั้นมีความสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่? โดยเหตุอันสมควรอาจเกิดจากการกระทำของลูกจ้างหรือเกิดจากเหตุอื่นที่มิใช่ความผิดของลูกจ้างก็ได้ การที่ลูกจ้างมิได้กระทำการทุจริตจึงมิได้หมายความว่าการเลิกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเสมอไป หากพฤติการณ์ของลูกจ้างมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้นายจ้างไม่ไว้วางใจและมีเหตุสมควรที่จะเลิกจ้าง การเลิกจ้างดังกล่าวย่อมไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
  4. ข้อสังเกตเชิงวิชาการ ฎีกานี้จึงสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า “การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม” ไม่ใช่เรื่องเดียวกับ “การเลิกจ้างเพราะลูกจ้างกระทำผิด” มาตรา 49 มุ่งคุ้มครองลูกจ้างจากการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุผลอันสมควร แต่ไม่ได้หมายความว่านายจ้างจะเลิกจ้างได้เฉพาะเมื่อลูกจ้างทำผิดเท่านั้น ในทางกลับกันนายจ้างต้องสามารถแสดงให้เห็นว่า มีเหตุจริง + เหตุนั้นมีน้ำหนักเพียงพอ + การเลิกจ้างมีความสมเหตุสมผลกับพฤติการณ์ จึงจะพ้นจากข้อกล่าวหาว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

หัวใจของฎีกา 363/2546 จึงจำง่าย ๆ ว่า “ไม่ทุจริต ไม่ได้แปลว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ต้องดูเหตุแห่งการเลิกจ้างและความสมควรของเหตุนั้นเป็นสำคัญ”

 

ผู้ช่วยศาตราจารย์ปองปรีดา ทองมาดี

ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต

มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด