สถานการณ์อุทกภัยร้ายแรง ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทยในช่วงเวลาปีก่อน ๆ หรือปีนี้เท่านั้น แต่เผื่อแผ่เจือจานความหายนะที่รุนแรงไปทั่วโลก โดยครั้งล่าสุดเกิดจากน้ำป่าบนเทือกเขาหิมาลัยในเนปาล ถล่มบ้านเมืองเชิงเขา
มีผู้คนล้มตายกว่า 1 พันคน สูญหายกว่า 5 พันคน
สถานการณ์น้ำป่าทะลัก โคลนถล่ม สรรพชีวิตมลาย สูญสลายไปกับสายน้ำ ทั้งล้มตายและสูญหาย ครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เรื่องนี้ เคยเกิดขึ้นเมื่อ 16 ธันวาคม 2563 ที่อำเภอไห่หยวน เขตปกครองตนเอง หนิงเซี่ยฮุย ประเทศจีน
มีผู้เสียชีวิตจากภูเขาทลาย โคลนถล่ม สายน้ำทะลักฆ่าสรรพชีวิตไปมากกว่า 2 แสนคน
รองลงมาคือ ธารน้ำแข็ง และโคลนจากภูเขาฮัวสการ์รัน (Mount Huascaran ประเทศเปรู) ถล่มท่วมทับเมืองยุงงาย มีผู้คนล้มตายราว ๆ 2 หมื่น 5 พันคน
และเหตุการณ์ธารน้ำแข็ง ดินโคลน ต้นหมากรากไม้ ซุง จากเทือกเขาหิมาลัย ถล่มเนปาลเมื่อวันพุธที่ 21 สิงหาคม 2569 เป็นเหตุด่วนเหตุร้ายล่าสุดจากมหันตภัยในกรณีนี้ที่ชาวไทยไม่ควรนิ่งนอนใจ
ล่าสุดของเมืองไทย มหันตภัยน้ำป่าจากเทือกเขาอุทยานแห่งชาติดอยภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน ถล่มเมืองน่าน เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2569 ด้วยสาเหตุ เรนบอมบ์ (Rain Bomb) ยังไม่จางไปจากใจของคนไทย
พี่น้องชาวไทยในทุกภาค โดยเฉพาะชาวเมืองปากน้ำโพ นครสวรรค์ ซึ่งมีบทเรียนที่แสนสาหัสที่สุดเมื่อปี 2554 จึงต้องตระหนักและระแวดระวังว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยในเร็ววันนี้อีก เพราะสถานการณ์ฝนตกทั้งวัน เวลา สถานที่ และปริมาณน้ำฝน ไม่อยู่กับร่องกับรอย…..ไว้วางใจไม่ได้!
ในขณะที่ฝนตกกระหน่ำในหลาย ๆ พื้นที่ ในหลาย ๆ อำเภอของเมืองนครสวรรค์ กลับมีพื้นที่ขาดน้ำจนข้าวกล้าแห้งตายในท้องนาในบางอำเภอ เช่น ลาดยาว
การระวังอุทกภัยจึงต้องควบคู่ไปกับการพิทักษ์รักษาปริมาณน้ำฝน น้ำท่าในพื้นที่เพื่อเก็บกักเอาไว้ใช้ในการเกษตร ในการอุปโภค (ใช้) และบริโภค (กิน,ดื่ม)
อย่าวางใจว่านครสวรรค์เป็นฐานบินของฝูงบินฝนพระราชทาน (ฝนหลวง) เพราะถ้าสภาพและระดับความชื้นสัมพัทธ์ ในฟากฟ้านภากาศไม่รู้เห็นเป็นใจด้วย การทำฝนหลวงเพื่อโปรยน้ำให้ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวนก็ไม่สามารถเนรมิตได้ดั่งใจปรารถนา
และในระหว่างที่หวาดผวากับภัยแล้ง ก็อย่าหลงลืมทอดทิ้งมหันตภัยจาก “มหาอุทกภัย” เพราะภัยธรรมชาติไว้ใจไม่ได้ และบังคับไม่ได้
แต่ระวัง ป้องกัน และหลีกเลี่ยงได้ ถ้ารัฐบาลมีสติปัญญา
บก.


