- ตอน โลกร้อน!…บ้านร้อน!….นรกเย็น?
กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่า ปีนี้ประเทศไทยจะร้อนที่สุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2566-2570 และแย้มๆว่าอาจจะร้อนกว่าปีหน้า (2570!)
มนุษย์ช่วยกันทำลายสิ่งแวดล้อมของโลก และยังเหิมหาญยิ่งขึ้นไปทำลายชั้นบรรยากาศ ชั้นโอโซนจนเป็นรูโหว่ ทำให้รังสีอัลตร้าไวโอเล็ตซึ่งเป็นรังสีความร้อน ทะลุทะลวงชั้นบรรยากาศลงมาสร้างความร้อนให้โลก จนชาวโลกต้องตายด้วยความร้อนอีกกี่แสนกี่ล้านชีวิตในแต่ละปี! ไม่มีใครบอกได้!
แต่ทำนายได้ว่าต้องมีประชาชนพลโลกล้มตายเพราะความร้อนสุดขีดอีกมากมายในปีนี้และปีหน้า
ทางราชการเตือนภัยทางสื่อสารมวลชนว่า ควรใส่เสื้อผ้าสีอ่อนๆหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีเข้มๆที่ดูดความร้อนใส่ผู้สวมใส่ แต่ทางราชการไม่เคยเตือนภัยกรณีใช้รถยนต์สีดำ มุงกระเบื้องหลังคาบ้านสีเข้ม ทาสีผนังบ้าน(ด้วย)สีเข้มคล้ำดำมืด เป็นการดึงดูดความร้อนเข้าสู่บ้านซึ่ง “คือวิมานของเรา” ให้กลายเป็น “นรกขุมน้อยๆ บนพื้นโลก”
ไม่เคยได้ยินคำเตือนเรื่องสีรถยนต์ สีหลังคาบ้าน และ สีผนังบ้าน ออกจากระบบเตือนภัยให้พ้นภัยร้อนด้วยสีอ่อนๆ จากหน่วยงานของรัฐบาลตลอด 69 ปีที่ผ่านมา…..สาบาน!
บ้านที่ต้องการให้บ้านเย็นโดยเฉพาะบ้านชั้นเดียวที่นิยมปลูกกันทั่วทุกหัวระแหงด้วยข้อจำกัดเรื่องเงินตราส่วนตัว ส่วนครอบครัว ไม่มากพอที่จะอำนวยอวยชัยให้ปลูกเรือนใต้ถุนสูงหรือบ้าน 2 ชั้น ต้องใช้ความรู้ทางรัฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์และไสยศาสตร์เข้าประกอบการคิดพิจารณา ปลูกบ้านชั้นเดียว หรือบ้าน 2 ชั้น
ประการแรกต้องดูทิศทางลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่จะผลัดกันพัดสวนทางกันปีละหลายๆ เดือน
การปลูกบ้านโดยหันด้านที่มีหน้าต่าง ประตู ช่องระบายลมรับลมตามทิศทาง ด้านดังกล่าว จะได้รับลมมรสุมทั้ง 2 ฤดูตลอดปี
ประการที่ 2 อย่าปลูกเรือนขวางตะวัน ต้องหันด้านกว้างของบ้านไปทางทิศตะวันออก – ตะวันตก เพื่อให้ด้านที่มีพื้นที่น้อยปะทะแสงตะวัน และด้านยาวของบ้านเรือน ที่มีพื้นที่มากกว่าด้านกว้างก็จะหันรับสายลมมรสุมตลอดปี….เรือนจะร้อนน้อยลง!
คนโบราณจะปลูกเรือนไทยในแนวทางดังกล่าวแล้วจะวางตำแหน่งห้องนอนไว้ฝั่งตะวันออกของเรือน เพื่อรับแสงอรุโณทัยในยามเช้า
ยามบ่ายห้องนอนก็จะไม่ร้อนเหมือนห้องนอนในบ้านสมัยใหม่ที่ตั้งอยู่ในด้านตะวันตกของบ้านของเรือนโดยขาดความรู้เรื่องนี้
ประการที่ 3 พยายามเจาะช่องหน้าต่างให้มากๆและรอบบ้านโดยเฉพาะด้านทิศเหนือและทิศใต้ เพื่อรับสายลมให้พัดพาความเย็นเข้าบ้านเรือน และพัดพาความร้อนอกจากตัวบ้านเรือน
ประการที่ 4 ทำช่องระบายอากาศและช่องระบายลมตรงส่วนบนสุดของฝาผนังห้อง ทุกด้านที่สามารถทำได้ เพื่อระบายอากาศร้อนในห้องออกไปให้พ้น โดยเฉพาะยามที่ปิดประตูหน้าต่างอากาศจะระบายออกทางช่องลมเหนือฝาห้องฝาเรือน
ประการที่ 5 ทำผนังบ้านให้สูงเพื่อบังคับให้หลังคาต้องสูงตามไปด้วย ยิ่งหลังคาบ้านสูงเท่าใด บ้านก็จะยิ่งเย็นเพราะพื้นที่ของมวลอากาศภายในบ้านมีมาก การแผ่รังสีความร้อนจากหลังคากระเบื้อง หลังคาเมทัลชีท หลังคาสังกะสีจะแผ่ลงมาถึงพื้นที่นั่งๆนอนๆในห้องยากกว่าบ้านหลังคาเตี้ย
ดูตัวอย่างบ้านทรงไทยหรือกุฏิพระสมัยเก่าที่เป็นกุฏิไม้ทรงไทย หลังคาจะสูง ทำให้อากาศในห้อง ในกุฏิสบาย
ประการที่ 6 ทำช่องระบายอากาศบริเวณหน้าจั่วของบ้านในกรณีที่ปลูกบ้านหลังคาทรงหน้าจั่ว ถ้าเป็นเรือนปั้นหยาก็ต้องใช้วิธีทำหน้าต่างและช่องระบายลม ระบายอากาศให้รอบบ้าน
ช่องระบายอากาศบริเวณหน้าจั่วของเรือนไทยของบ้านชั้นเดียวทรงมะนิลา ทรงหน้าจั่ว หลังคารูป สมุดกางคว่ำ จะระบายอากาศร้อนภายในตัวบ้าน ในห้องที่ลอยขึ้นสูงให้ไหลออกไปทางด้านบน แล้วจะดึงอากาศเย็นให้ไหลเข้าเรือนทางหน้าต่าง ช่องลมเหนือผนังบ้าน ผนังห้อง ผนังเรือน
แต่ถ้าทำฝ้าใต้หลังคาก็จะปิดโอกาสไม่ให้อากาศร้อนในห้องระบายออกทางช่องลมบริเวณหน้าจั่ว ก็ต้องทำช่องระบายอากาศทั้ง 2 ด้านของหน้าจั่วของบ้านเหนือฝ้า เพื่อให้อากาศร้อนใต้หลังคาที่ขึ้นอยู่เหนือแผ่นฝ้า ไหลถ่ายเทออกไป พัดพาความร้อนใต้หลังคาออกไป
ประการที่ 7 อย่ามุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีเข้ม สีดำ สีน้ำตาลไหม้ สีเทาเข้ม สีน้ำเงินเข้ม แม้แต่สีเขียวทึบก็ดูดความร้อนไม่น้อยหน้าสีเข้มอื่นๆ ยกเว้นสีเขียวอ่อนๆ สีฟ้าอ่อนๆ สีไข่ไก่ สีครีม สีขาว สีเหลือง ที่จะทำให้บ้านเย็น
รวมทั้งการทาสีผนังบ้าน ผนังเรือน สีอ่อนๆจะช่วยให้บ้านเย็นหรือร้อนน้อยลงชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ
ประการที่ 8 ถ้ามาตรการทั้งหลายนี้ยังไม่สามารถทำให้บ้านเย็นได้เท่าที่ต้องการ แนะนำให้ทำหลังคาหมวกเจ๊กซ้อนบนสันหลังคาที่เปิดโล่งตลอดแนวหลังคาที่ไม่ต้องทำฝ้า เพื่อระบายอากาศร้อนในบ้านออกทางหลังคาอย่างรุนแรง เหมือนหลังคาโรงเรือนเลี้ยงไก่ตามฟาร์มไก่
บัญญัติ 5 ประการนี้จะไร้ผลในกรณีที่สร้างบ้านเรือนปิดทึบทุกด้านเพื่อติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ซึ่งกว่าอากาศในบ้านจะเย็นลงได้ก็น่าจะต้องรอจนพ้น 3 ทุ่มไปแล้ว หลังจากเปิดแอร์ 3 ชั่วโมง
—————————–


