40.9 C
Nakhon Sawan
วันพฤหัสบดี, เมษายน 16, 2026
spot_img

กฎหมายการฉ้อโกงน้ำมัน

กฎหมายเกี่ยวกับการฉ้อโกงน้ำมันนั้น กระหึ่มขึ้นมาเนื่องจากการเกิดสงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดปัญหาด้านการขนส่งน้ำมัน บ่อน้ำมัน โรงเก็บน้ำมัน และโรงกลั่นน้ำมันถูกทำลายจากภัยสงครามเป็นจำนวนมาก

ซึ่งโดยหลักการแล้วในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยด้วยจะมีน้ำมันสำรองและทุนสำรองน้ำมันไว้ค่อยช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภาวะวิกฤตน้ำมันขาดตลาด ซึ่งจะทำให้มีระยะเวลาในปรับแผนพลังงานน้ำมันหรือพยุงราคาน้ำมันไว้ได้ประมาณ 1-2 ปี

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยภายหลังเกิดภาวะสงครามเพียง 3 วัน น้ำมันขาดแคลนแล้ว ปั้มน้ำมันต่างๆ แจ้งไม่มีน้ำมันเติมให้กับประชาชน เช่น เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569

สำนักข่าวไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า “ปั๊มน้ำมันหลายแห่งน้ำมันหมดเกลี้ยงปั๊ม มีการจำกัดโควตาการเติมพลังงาน สร้างความกังวลในหมู่ประชาชนถึงปัญหาขาดแคลนพลังงานนั้น จากการสำรวจพบว่า มีการจำกัดการเติมพลังงานจริง

อย่างไรก็ดีไม่ได้เป็นนโยบายสั่งการในระดับประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของแต่ละปั๊ม โดยขณะนี้หลายปั๊มน้ำมันหมดไม่พอเติมให้ประชาชน หรือน้ำมันขาดช่วงเพราะยังอยู่ระหว่างขนส่ง มีจำกัดโควตาการเติม อยู่ที่ราว 300- 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับปั๊มและขนาดของรถยนต์

บางแห่งมีการจำกัดไปจนถึงงดไม่ให้ประชาชนนำแกลลอนมาเติม” หรือเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 สำนักข่าว BBC News รายงานว่า “ขนาดเราเป็นเจ้าของปั๊ม เรายังไม่รู้เลยว่าพอไหม?” : สถานการณ์น้ำมันไทย เพียงพอหรือไม่? มีใครกักตุนน้ำมันไหม?”

สถานีบริการน้ำมันจำนวนไม่น้อยติดป้ายประกาศน้ำมันหมด โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล จนทำให้เกิดภาพการต่อแถวของทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ไปจนถึงรถบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ที่กำลังรอเติมน้ำมันล้นทะลักออกมาบนถนนในหลายจังหวัด

แสดงให้เห็นว่าจากพฤติการณ์ดังกล่าวมีการฉ้อโกงน้ำมันเกิดขึ้น จนทำให้มีสำนักข่าว POST TODAY เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 รายงานว่า “เปิดกลโกงส่วนต่างน้ำมัน 8 พันล้าน ไอ้โม่งตักตวงงบอุดหนุนระเบิดเวลารัฐบาล

(1) มีการลักลอบนำน้ำมันราคาอุดหนุนสำหรับประชาชนไปขายให้ภาคอุตสาหกรรมในราคาตลาด สร้างความเสียหายกว่า 8 พันล้านบาทในเวลาเพียง 20 วัน

(2) ใช้กลวิธีขนส่งน้ำมันตรงไปยังผู้ซื้อรายใหญ่โดยไม่ผ่านปั๊ม ทำให้ไม่เหลือสต็อกในระบบให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบการทุจริตได้

(3) การรั่วไหลของงบอุดหนุนทำให้กองทุนน้ำมันฯ เป็นหนี้มหาศาล ประกอบกับความเดือดร้อนของประชาชน กลายเป็นระเบิดเวลาที่สั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล”

หรือสำนักข่าว DAILYNEWS ONLINE เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 รายงานว่า “นายกฯ นำแถลงกลโกงน้ำมัน รับมากักตุนค่อยส่งเข้าระบบตอนราคาขึ้น ขนน้ำมันออกนอกเส้นทางหวังเอาไปซุก ตรวจพบแล้วลดกักตุนไป 7-10 ล้านลิตร มีการลักลอบกักตุนน้ำมันและขายน้ำมันให้กัมพูชา” แสดงให้เห็นว่าการฉ้อโกงน้ำมันเกิดขึ้นจริง ซึ่งอาจเกิดจากการมีผลประโยชน์ทับซ้อนของรัฐบาลกับผู้ประกอบธุรกิจน้ำมันสมรู้ร่วมคิดกันฉ้อโกงประชาชน ซึ่งในบทความนี้จะนำเสนอเกี่ยวกับการฉ้อโกงน้ำมัน กฎหมายความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน และความรับผิดฐานฉ้อโกงประชาชน มีสาระสำคัญดังนี้

  1. วิธีการฉ้อโกงน้ำมัน ซึ่งการฉ้อโกงน้ำมันในประเทศไทยมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การทุจริตในระดับสถานีบริการไปจนถึงการกักตุนระดับนโยบายและการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่

   1.1 การฉ้อโกงในระดับโครงสร้างและคลังน้ำมัน จากการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พบกลโกงที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและงบประมาณภาครัฐ

(1) การกักตุนน้ำมัน (Oil Hoarding) มีการประวิงเวลาขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยจอดลอยลำไว้เพื่อรอให้ราคาน้ำมันในตลาดปรับตัวสูงขึ้นก่อนนำเข้าสู่ระบบ

(2) การปฏิเสธการจ่ายน้ำมัน คลังน้ำมันบางแห่งปฏิเสธการส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการ เพื่อเก็งกำไรในช่วงราคาขาขึ้น

(3) การทุจริตส่วนต่างงบอุดหนุน พบไอ้โม่งตักตวงผลประโยชน์จากงบประมาณอุดหนุนราคาน้ำมันของรัฐบาล ซึ่งอาจสร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาล

(4) น้ำมันหายกลางทะเล กรณีน้ำมันจำนวนกว่า 57 ล้านลิตรหายไปจากระบบขนส่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบ (AMARINTV: 2569)

   1.2 การฉ้อโกงในระดับท้องถิ่นและหน่วยงาน ได้แก่ (1) ส่วยและการรีดไถ พบกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกรับค่าน้ำมันหรือค่าดำเนินการจากประชาชนเพื่อแลกกับการทำคดี (2) การทุจริตน้ำมันในหน่วยงานราชการ เช่น การทุจริตน้ำมันเชื้อเพลิงในกองทัพหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการฟันผิดวินัยและอาญา (TNN: 2569)

   1.3 กลโกงที่กระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง ได้แก่ (1) ตู้จ่ายน้ำมันไม่ได้มาตรฐาน การปรับแต่งมาตรวัดน้ำมันที่สถานีบริการเพื่อให้จ่ายน้ำมันน้อยกว่าปริมาณที่แสดงผล (2) น้ำมันปลอมปน การนำน้ำเปล่าหรือสารอื่นมาผสมในน้ำมัน หรือการจำหน่ายน้ำมันบรรจุขวดที่คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานตามริมทาง (3) การทุจริตค่าน้ำมันในระบบโลจิสติกส์ พนักงานขับรถอาจทำการดูดน้ำมันไปขายต่อ หรือใช้บัตรเติมน้ำมันในทางที่ผิด (PD Engineering and Supply: 2569)

  1. กฎหมายและบทลงโทษ

   2.1 ความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 “บุคคลใดทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง จนได้ทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอก หรือทำให้ผู้ถูกหลอกทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

   2.2 องค์ประกอบของความผิด

1) องค์ประกอบภายนอก (1) ผู้กระทำ “ผู้ใด” (บุคคลทั่วไป) (2) กระทำการ หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง (3) ผลของการกระทำ ผู้อื่นหลงเชื่อและได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ

2) องค์ประกอบภายใน (1) เจตนาธรรมดา รู้สำนึกในการกระทำ (2) เจตนาพิเศษ (ทุจริต) เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น

   2.3 ความผิดฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 “ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ซึ่งฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นการหลอกลวงประชาชนทั่วไปไม่มีขอบเขต มีโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 – 140,000 บาท และเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้

   2.4 อายุความ คดีฉ้อโกงทั่วไปต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด และมีอายุความฟ้องร้อง 10 ปี

   2.5 การเรียกทรัพย์คืนในคดีฉ้อโกงประชาชน ผู้เสียหายต้องรีบแจ้งความร้องทุกข์สถานีตำรวจหรือ ผ่านช่องทางออนไลน์ thaipoliceonline.com เพื่อดำเนินคดีอาญาควบคู่ไปกับการเรียกทรัพย์สินคืน มีขั้นตอนดังนี้

(1) แจ้งความดำเนินคดี (ด่วนที่สุด) แจ้งความกับพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุ โดยระบุความจำนงว่า “ต้องการดำเนินคดีถึงที่สุด”

(2) พนักงานอัยการเรียกทรัพย์คืน (ป.วิ.อ. มาตรา 43) ในคดีฉ้อโกง หากอัยการฟ้องคดีอาญา พนักงานอัยการมีหน้าที่เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล หรือ

(3) ฟ้องคดีแพ่งควบคู่ (เรียกค่าเสียหายเพิ่ม) ผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกเงินคืน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ได้ ทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย หรือค่าเสียโอกาส

(4) การสืบทรัพย์และอายัด กรณีจำเลยไม่มีเงินคืนทันที ผู้เสียหายต้องให้ทนายความดำเนินการสืบทรัพย์สินของจำเลยเพื่อทำการยึดหรืออายัด

(5) การคืนเงินบรรเทาโทษ หากจำเลยคืนเงินครบถ้วน อาจเป็นเหตุลดหย่อนโทษได้ตาม

แสดงให้เห็นว่าเมื่อมีการฉ้อโกงน้ำมันเกิดขึ้นกับประชาชน ไม่ว่าผู้ฉ้อโกงจะเป็นใครก็ตาม หรือแม้จะเกิดจากการมีผลประโยชน์ทับซ้อนของรัฐบาลกับผู้ประกอบธุรกิจน้ำมันสมรู้ร่วมคิดกันฉ้อโกงประชาชนก็ตาม ผู้ถูกฉ้อโกงสามารถดำเนินคดีแจ้งความร้องทุกข์ต่อสถานีตำรวจได้ เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการฉ้อโกง สวัสดีครับ

 

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด