34.9 C
Nakhon Sawan
วันอังคาร, มิถุนายน 16, 2026
spot_img

สภาอุตสาหกรรมฯ สัมพันธ์

ผู้อ่านสวรรค์นิวส์และสมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์…………………………………….. @ “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ กกร. เพิ่มเป้า GDP ปี 69 แตะ 2.0% นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ประธาน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และดร.พจน์  อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมในการแถลง ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

เศรษฐกิจไทยได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ด้วยเม็ดเงินราว 1.7 แสนล้านบาท ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ โดย กกร. ปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวที่ 1.6%-2.0% จากเดิมที่อยู่ที่ 1.2%-1.6% เงินเฟ้อเป็น 2.5-3.0% จาก 2.0-3.0% และปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็นขยายตัว 8%-10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว ตามทิศทางการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูง

ความมั่นคงทางพลังงานยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ การส่งออกสินค้าพลังงานจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ขณะที่ในครึ่งปีหลังประเทศกลุ่ม OECD มีแนวโน้มต้องเร่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อทดแทนในคลังน้ำมันสำรองที่มีปริมาณลดลงมาก ทำให้การหาน้ำมันดิบทดแทนแหล่งผลิตในตะวันออกกลางของประเทศอื่นๆ อาจจะยากและแพงขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนของการผลิตสินค้าและบริการอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องและอาจจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะ K-shape การส่งออกสินค้าในช่วง 4 เดือนแรกของปีเติบโตสูงถึง 18.9% โดยสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% จาก megatrend การลงทุนด้าน AI และ data center สอดคล้องกับการส่งออกของประเทศอื่นในเอเชียที่เติบโตในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมมาก แต่การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไม่ได้ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยมากนักเนื่องจากใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ในขณะเดียวกันการผลิตและการส่งออกสินค้าอื่นทรงตัว ผู้ประกอบการมีความกังวลด้านสินค้าขาดแคลนและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงกระทบความสามารถในการแข่งขัน และอุปสงค์ในประเทศก่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัวหลังค่าครองชีพปรับสูงขึ้น โดย กกร. มีความกังวลต่อแรงกดดันจาก K ขาล่างที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกและ FDI ที่เพิ่มขึ้น ดังเช่นข้อมูลของบริษัทจดทะบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 300 บริษัท ล่าสุดที่ชี้ว่าได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและรายได้ปรับลดลง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับ K ขาบน ให้เป็น “ตัวเร่ง” สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผ่านเม็ดเงิน FDI ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์มากขึ้น

เศรษฐกิจไทยได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ด้วยเม็ดเงินราว 1.7 แสนล้านบาท ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ โดย กกร. ปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวที่ 1.6%-2.0% จากเดิมที่อยู่ที่ 1.2%-1.6% เงินเฟ้อเป็น 2.5-3.0% จาก 2.0-3.0% และปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็นขยายตัว 8%-10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว ตามทิศทางการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูง ทั้งนี้ ประเทศไทยสามารถใช้โอกาสจาก megatrend ด้านการลงทุน ในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้ไทยเป็นจุดหมายของการย้ายฐานการผลิต สำนักงาน Middle & Back Office ของบริษัทข้ามชาติ และการก้าวสู่ Regional Hub ทั้งภาคการผลิต การบริการ และการเงิน นอกจากนี้ ควรใช้โอกาสจากเทรนด์ AI, Data Center, Cyber Security ของโลก เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม Smart Electronics และ Advanced Manufacturing เพิ่ม local content พัฒนา R&D ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD สอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand ที่มุ่งสนับสนุน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งสอดรับกับอุตสาหกรรมที่ BOI มุ่งเป้าสนับสนุนและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตตามคำแนะนำของธนาคารโลกสำหรับประเทศไทย เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี เพิ่มโอกาสและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยและการจ้างงานอย่างครอบคลุมในระยะยาว

กกร. เห็นว่าควรใช้โอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับนานาชาติในหลายเวที อาทิ  การประชุม ABAC 2026 ครั้งที่ 3 การประชุม Gastech 2026 การประชุม Thailand-US Trade & Investment Forum 2026 รวมถึงการประชุม IMF-World Bank Annual Meeting โชว์ศักยภาพประเทศไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้ให้เกียรติมานำเสนอข้อมูลการจัดประชุมให้ที่ประชุม กกร. รับทราบ ซึ่งธนาคารโลกอยู่ระหว่างจัดทำรายงาน Flagship Report “Building Thailand’s Future Today” ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงวิเคราะห์ในการนำเสนอจุดแข็งของประเทศไทย เชื่อมโยงกับแนวทาง Reinvent Thailand และต่อยอดไปสู่การสื่อสารเชิงบวกก่อนการประชุมเดือนตุลาคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดความร่วมมือจากนักลงทุนและพันธมิตรระหว่างประเทศ รวมถึงการประสานงานกับธนาคารโลกและภาคเอกชนในการจัด Affiliate Program

กกร. ได้หารือถึงสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศภายใต้ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งการเจรจาสันติภาพยังไม่มีข้อยุติ อย่างไรก็ตาม กกร. ยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปรวมประมาณ 13,384 ล้านลิตร เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศได้ราว 109 วัน และยังไม่มีสัญญาณของภาวะขาดแคลนพลังงาน ขณะเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันได้เร่งบริหารความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง โดยลดสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจากเดิมประมาณ 55% เหลือราว 27% และเพิ่มการจัดหาจากแหล่งอื่นเป็นประมาณ 73% เพื่อเสริมความยืดหยุ่นและความมั่นคงของพลังงาน ลดผลกระทบจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนสนับสนุนให้ห่วงโซ่อุปทาน และภาคการผลิตของประเทศสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ กกร. คาดหวังให้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 สามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการวางโครงสร้างพลังงานระยะยาวของประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า การบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

กกร. ร่วมกับ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อดำเนินโครงการ CEO Econmass Awards 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อเชิดชูเกียรติสุดยอดผู้นำองค์กรภาคธุรกิจที่เป็นต้นแบบความสำเร็จ (สุดยอดซีอีโอ) ในระดับต่าง ๆ ประกอบด้วย รางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นใหญ่ (Large Enterprise) สำหรับผู้นำที่มีผลงานประจักษ์และสร้างคุณูปการต่อชาติ รางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นกลาง (Medium Enterprise) สำหรับผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และยกระดับการแข่งขัน รางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นเล็ก (Small Enterprise) สำหรับผู้นำที่โดดเด่นด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ โดยโครงการนี้มีส่วนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับภาคธุรกิจในการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

…………………………………….. @ FTI Provincial E-Catalog 2026 Thailand Industrial Marketplace รวมสินค้าและบริการจากสมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ

✔ สินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพ

✔ สินค้าอุตสาหกรรมครบวงจร

✔ โรงงานผู้ผลิตตัวจริง

✔ ติดต่อโดยตรง ไม่มีคนกลาง

เปิดโอกาสให้คุณค้นหาสินค้า Supplier พันธมิตร และคู่ค้าทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น เปิดอ่านวันนี้ เพื่อค้นหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจ นี่ไม่ใช่แค่แคตตาล็อก แต่นี่คือ “เครือข่ายธุรกิจของประเทศไทย”

Click ดูทุกเล่ม :  https://fti.or.th/AboutUs/otherdocuments?lang=TH

เล่มรวม Vol.1 : https://online.fliphtml5.com/swlij/btaw/

เล่มรวม Vol.2 : https://online.fliphtml5.com/swlij/ulkp/

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนสภาอุตสาหกรรมจังหวัด โทร. 1453 ext. 1291, 1029, 1107, 1106

…………………………………… @ ขอเชิญผู้ประกอบการและผู้สนใจเข้าร่วมศึกษาดูงานด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ณ กรุงไทเป ไต้หวัน เปิดประสบการณ์สู่โลกแห่งความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เรียนรู้แนวทางการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดสากล และสร้างความแตกต่างทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 5–8 สิงหาคม 2569 (4 วัน 3 คืน) เข้าร่วมโครงการ ท่านละ 45,000 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ไฮไลต์การศึกษาดูงาน

Creative Expo Taiwan 2026 : งานจัดแสดงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ พร้อมโซนทรัพย์สินทางปัญญา IP-STAR POP PARK & IPOP-UP! ครอบคลุมการออกแบบ อาหาร ท่องเที่ยว ความบันเทิง และเวลเนส

Taiwan Contemporary Culture Lab (C-LAB) : ห้องแล็ปวัฒนธรรมล้ำสมัย ผสานวัฒนธรรม ศิลปะ และนวัตกรรม

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกู้กง ไทเป : สมบัติราชวงศ์จีนที่ล้ำค่าที่สุดในโลก พร้อมนิทรรศการหมุนเวียน

สถานที่สำคัญอื่นๆ เช่น Taipei 101 สวนสร้างสรรค์ฮั้วซาน วัดหลงซาน

รับสมัครจำนวนจำกัด สมัครเข้าร่วมได้ที่ https://bit.ly/3RKzr5k สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย E-Mail:[email protected] โทรศัพท์ 02-345-1083 / 02-345-1028

…………………………………… @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หารือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินหน้าแนวทางพลังงาน เสริมความมั่นคง กลุ่มอุตโรงกลั่นฯ ยันน้ำมันมีเพียงพอ ไม่กระทบประชาชน

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 คณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดยนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานฯ พร้อมผู้บริหารสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรมและกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม เข้าหารือกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอด้านพลังงานของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ (EnCo) อาคารบี กรุงเทพฯ

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวขอบคุณทางกระทรวงพลังงานที่เปิดโอกาสให้ ส.อ.ท. แนะนำตัว พร้อมทั้งชี้แจงวิสัยทัศน์และนโยบายของ ส.อ.ท. โดยนโยบายการบริหารงาน วาระปี 2569–2571 อยู่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “5I” เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และสร้างการเติบโตอย่างสมดุลในระยะยาว ประกอบด้วย Intelligent Industry,   Innovation & Creative Industry, International Alliance & Network, Industrial Infrastructure Reform และ Inclusive & Sustainable Growth

ในบรรดายุทธศาสตร์ทั้ง 5 ด้าน ทั้งกระทรวงพลังงานและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยต่างเห็นตรงกันว่า “พลังงาน” เป็นปัจจัยพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับทุกมิติของการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การผลิต การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัล ตลอดจนการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปภาคพลังงานควบคู่ไปกับการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยในทุกมิติ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวต้อนรับคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมแสดงความยินดีกับนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย วาระปี 2569–2571 โดยแสดงความเชื่อมั่นว่ากระทรวงพลังงานและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะสามารถทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เปรียบเสมือนพี่น้องที่ร่วมกันขับเคลื่อนภาคพลังงานและภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้เติบโตไปพร้อมกัน แม้ปัจจุบันจะเข้ามารับผิดชอบงานด้านพลังงานโดยตรง แต่การดำเนินงานทุกด้านยังคงมีความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมอย่างแยกไม่ออก เนื่องจากพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งถือเป็นความหวังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว มีหลายประเด็นที่กระทรวงพลังงานต้องการเร่งผลักดันร่วมกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และการเพิ่มมูลค่าให้กับระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ในการหารือครั้งนี้ นายมงคล เฮงโรจนโสภณ ประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม ส.อ.ท. ได้สะท้อนมุมมองว่าพลังงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงต้นทุนของภาคอุตสาหกรรม แต่เป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความมั่นคงทางพลังงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ภาคอุตสาหกรรมเห็นว่า ประเทศไทยควรมีแนวทาง “Pragmatic Energy Transition” ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) การเข้าถึงพลังงานในต้นทุนที่เหมาะสม (Affordability) และความยั่งยืน (Sustainability) ไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปิดให้เอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA การส่งเสริมพลังงานชีวภาพและพลังงานสะอาด การพัฒนา Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงแนวทางเพิ่ม Flexibility ในการบริหารระบบพลังงานของประเทศ โดยภาคอุตสาหกรรมยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และรองรับอนาคตของประเทศไทย ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ส.อ.ท. ได้สะท้อนสถานการณ์การดำเนินงานของภาคโรงกลั่น (Operational situation) ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสมดุลห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านพลังงาน ภายใต้ภาวะความผันผวนของอุปสงค์ (Demand) และตลาดด้านพลังงาน (Energy market) โดยยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ และมีการวางแผนบริหารจัดการสำรองน้ำมันอย่างรอบด้าน เนื่องจากปัจจุบัน กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้วางแผนจัดหาน้ำมันดิบเพื่อรองรับการผลิตล่วงหน้าอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งปรับกลยุทธ์กระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ โดยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและเพิ่มความหลากหลายของแหล่งนำเข้า เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก

ทั้งนี้กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ พร้อมให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาครัฐในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน การบริหารจัดการปริมาณสำรองน้ำมัน และการดูแลความมั่นคงด้านพลังงานและเคมีภัณฑ์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มฯ โรงกลั่นฯ เดินหน้าจัดหาน้ำมันดิบรองรับกำลังการผลิตอย่างเต็มที่

ด้านนายเอกนัฏ กล่าวว่า การดำเนินมาตรการต่าง ๆ จะพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกมิติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ พร้อมย้ำว่าการบริหารจัดการพลังงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการป้องกันภาวะขาดแคลนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนว่า ประเทศไทยมีระบบบริหารจัดการพลังงานที่มั่นคง มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

…………………………………….. @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผนึกกำลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หนุน SME รับมือเศรษฐกิจผันผวน เดินหน้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ต้อนรับ ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สายนโยบายการเงิน และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. วาระปี 2569-2571 พร้อมหารือแนวทางความร่วมมือในการสนับสนุนและขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทย ณ ห้องประชุม PASSION (802) ชั้น 8 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

ประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานของ ส.อ.ท. ภายใต้วิสัยทัศน์ “The New Chapter of Thai Industry” เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และเตรียมความพร้อมรองรับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย             I1-Intelligent Industry

I2-Innovation & Creative Industry

I3-International Alliance & Network

I4-Industrial Infrastructure

I5-Inclusive & Sustainable Growth

ในการหารือครั้งนี้ ส.อ.ท. ได้นำเสนอแนวทางปลดล็อกการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ SME ภาคการผลิต รวมถึงแนวทางส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) ผ่านกลไก Thailand Taxonomy เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มค่าเงินบาทที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก โดย ส.อ.ท. ได้ขอบคุณ ธปท. ที่ดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง รวมถึงหารือถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และการดำเนินธุรกิจของภาคอุตสาหกรรมไทย

ทั้งนี้ ส.อ.ท. และ ธปท. เห็นพ้องที่จะสานต่อความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการผลักดันมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ปรับตัวรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

…………………………………… @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  ต้อนรับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) หารือความร่วมมือผลักดัน SMEs ไทย เข้าถึงทุน เทคโนโลยี ตลาดใหม่ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย นายวีรชัย มั่นสินธร นายณรงค์ฤทธิ์ พานิชชีวะ นางเบญจมาศ สมบูรณ์ นายสราวุธ สงวนเผ่า และนายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธาน ส.อ.ท. นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการ ส.อ.ท. ตลอดจนคณะกรรมการ ส.อ.ท. ต้อนรับคณะผู้บริหารจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) นำโดย ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ สสว. และรักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. พร้อมคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. วาระปี 2569–2571 ณ ห้อง 802 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมและยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ผ่านความร่วมมือเชิงบูรณาการในหลายมิติ โดย ส.อ.ท. ได้เสนอแผนการพัฒนา SMEs เร่งด่วน เพื่อขอความร่วมมือในการสนับสนุนและผลักดัน 9 โครงการ ผ่านสถาบัน SMI อาทิ โครงการ SMEs Health Check, Productivity Fast Track, DIGITAL & AI Camp for SMEs, SMEs ไทยบุกตลาดต่างประเทศ, FTI SMEs FUNDING CONNECT, SMI War Room, BDS “SME ปัง ตังได้คืน”, SMEs GO Global และ SMEs Green Transition เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการยกระดับโครงการ BDS ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านกระบวนการอนุมัติ การปรับปรุงระบบเอกสารออนไลน์ และแนวทางการขยายวงเงินสนับสนุน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งสนับสนุนได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งเห็นพ้องในการเชื่อมโยงเครือข่ายการส่งเสริม SMEs ในระดับภูมิภาคร่วมกัน เพื่อกระจายข้อมูลและสิทธิประโยชน์สู่ผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

…………………………………… @ เอกชนแนะรัฐใช้เงินกู้หนุนซื้อสินค้าไทย ส่งเสริมโรงงานติดโซลาร์เซลล์ นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 50 ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “ความเห็นภาคเอกชนต่อแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 4 แสนล้านบาท” ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 207 ท่าน ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด

ผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 50 ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “ความเห็นภาคเอกชนต่อแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 4 แสนล้านบาท” พบว่า ผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เห็นว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากภาครัฐเพิ่มเงื่อนไขสนับสนุนการซื้อสินค้าไทย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนภายในประเทศและกระจายสู่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนยังเห็นว่าควรเชื่อมโยงร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อช่วยขยายฐานภาษีและยกระดับความโปร่งใสของระบบเศรษฐกิจ รวมถึงควรมีกลไกติดตามผลการใช้จ่ายอย่างโปร่งใสผ่านระบบ Real-time dashboard เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจโดยรวม

สำหรับการใช้เงินกู้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการ “ปรับโครงสร้างพลังงาน” ตามแผนของภาครัฐ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่า ควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตพลังงานสะอาด เช่น ระบบโซลาร์เซลล์ควบคู่กับระบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน หรือ Net Metering ที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาว นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนเงินอุดหนุนสำหรับการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร อุปกรณ์ และการปรับปรุงอาคารให้ประหยัดพลังงาน ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนยังเห็นว่า นอกเหนือจากมาตรการช่วยเหลือประชาชนและการปรับโครงสร้างพลังงานแล้ว ภาครัฐควรนำเงินกู้ไปใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจในด้านอื่นเพิ่มเติม โดยเฉพาะการเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ SMEs ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ งบประมาณสนับสนุน (Grants) และการเปิดตลาดใหม่ ควบคู่กับการเร่งส่งเสริมการใช้สินค้าไทยภายใต้แนวทาง Made in Thailand (MiT) โดยเชื่อมโยงกับ e-Commerce และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

เมื่อสอบถามถึงความเพียงพอของแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 4 แสนล้านบาทต่อการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบัน พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่ายัง “ไม่เพียงพอ” และควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรการเสริมสภาพคล่อง ลดภาระต้นทุน กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ มองว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากช่วงไตรมาสแรกปี 2569 จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของต้นทุนการผลิต ซึ่งอาจกระทบต่อคำสั่งซื้อและความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งปรับตัวผ่านการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มผลิตภาพการผลิต การใช้เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด ตลอดจนการขยายตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่ม

ขีดความสามารถในการรับมือกับเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบางในระยะต่อไป

…………………………………….. @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ต้อนรับคณะผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) เดินหน้ายกระดับ SMEs ไทย เชื่อมแหล่งทุนสู่ Digital Supply Chain นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยนายวีรชัย มั่นสินธร รองประธาน ส.อ.ท. และคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ต้อนรับคณะผู้บริหารจากธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) นำโดยนายธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions ธนาคารกรุงไทย และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. วาระปี 2569–2571 ณ ห้อง 801 มงคลสุธี ชั้น 8 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

ทั้งสองหน่วยงานได้หารือแนวทางความร่วมมือเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทย ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจ โดยมุ่งผลักดันโครงการ PromptBiz ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการใช้ระบบเอกสารการค้าดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ยังได้หารือความร่วมมือภายใต้โครงการ FTI SMEs FUNDING CONNECT เพื่อเชื่อมโยงสมาชิก ส.อ.ท. เข้าสู่แหล่งเงินทุนที่เหมาะสม พร้อมพิจารณาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อและสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับสมาชิก ส.อ.ท. ตลอดจนสนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Digital Supply Chain และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันให้เติบโตอย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

……………………………………..@ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หารือธนาคารออมสินและมีที่ มีเงิน เดินหน้าสนับสนุนสมาชิกเข้าถึงแหล่งทุน เสริมสภาพคล่องธุรกิจ SMEs นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยนายวีรชัย มั่นสินธร รองประธาน ส.อ.ท. และคณะผู้บริหาร ต้อนรับคณะผู้บริหารจากธนาคารออมสิน และบริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด นำโดยนายวีระชัย อมรถกลสุเวช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด และนางสาวประภาพร ตั้งตรงไพโรจน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาดลูกค้าธุรกิจและภาครัฐ ธนาคารออมสิน พร้อมคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. วาระปี 2569–2571 ณ ห้อง 801 (มงคลสุธี) ชั้น 8 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

ในการนี้ ทั้งสองหน่วยงานได้หารือแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสมาชิก ส.อ.ท. ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ที่ดำเนินการร่วมกัน โดยมุ่งสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ อาทิ สินเชื่อ GSB Soft Loan สินเชื่อ GSB Smooth Biz สินเชื่อที่อยู่อาศัย D-Home สำหรับพนักงานและสมาชิก ส.อ.ท. รวมถึงสินเชื่อจำนองที่ดินของบริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด

นอกจากนี้ ยังได้หารือการพัฒนาโครงการสินเชื่อพิเศษและอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับสมาชิก ส.อ.ท. เพิ่มเติม ตลอดจนความร่วมมือในการสนับสนุนโครงการ FTI SMEs FUNDING CONNECT เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่แหล่งเงินทุนที่เหมาะสม เพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจ เสริมสภาพคล่อง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทยอย่างยั่งยืน  ……………………………………………….. @ หน่วยงานที่มีข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดนครสวรรค์ สามารถฝากข่าวผ่านสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ หรือต้องการสมัครเป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ติดต่อสอบถามได้ที่ นายชาณัฐธนพล  แสงสุข ผู้จัดการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ 056-245497,081-0428 934 โทรสาร 056-245 498 e-mail: [email protected], https://www.facebook.com/Nakhonsawan.fti

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด