30.3 C
Nakhon Sawan
วันจันทร์, สิงหาคม 17, 2026
spot_img

น้ำท่วม….ดีกว่าฝนแล้ง!

สมัยเด็กๆ ที่หมู่บ้านของผมที่ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี บริเวณตลาดวัดประตูสาร ซึ่งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำสุพรรณ (ท่าจีน) กับตัวจังหวัดสุพรรณบุรี จะเกิดสถานการณ์น้ำท่วมบริเวณหมู่บ้านวัดประตูสาร….ทุกปี

ท่วมระดับข้อเท้า บางปีน้ำท่วมสูงระดับน่อง แต่ไม่เคยสูงถึงหัวเข่า ตั้งแต่ผมอายุ 1 ขวบถึง 19 ปี ซึ่งต้องจากบ้านจากเมืองสุพรรณไปเรียนต่อในเมืองบางกอก

น้ำท่วมสมัยเมื่อ 60 กว่าปีก่อน ไม่ดูถูกเหยียดหยามว่าเป็น “อุทกภัย” เพราะประชาชนพลเมืองไม่เคยปรักปรำว่าเป็นภัยในชีวิต

เป็นประโยชน์ด้วยซ้ำไป เพราะนอกจากโรงเรียนจะสั่งปิดจนกว่าน้ำจะลด ยังเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศในชีวิต โดยมีโอกาสเดินลุยน้ำใสไหลเย็น มีลูกปลาช่อนตัวน้อยๆ ปลากัด ปลากริม มาล่องลอยเล่นน้ำ ให้เด็กๆ ช้อนมาใส่โหล ใส่อ่างใส่ตู้ปลา เลี้ยงกันสนุกสนานอึกทึกทั่วทั้งหมู่บ้าน ทั่วตำบล

พ่อแม่ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็ดีใจที่ได้เกิดปรากฏการณ์ กุ้งหอยปูปลาจะพากันมาชุมนุมบนถนนหนทางที่น้ำท่วมถึง ได้เฉพาะจุดที่น้ำไหลข้ามถนน ข้ามคันคลอง ข้ามตลิ่งริมแม่น้ำ จะมีบรรดาฝูงปลาหมอ ปลากระดี่ ปลาสร้อย ฯลฯ ระเริงน้ำใหม่ ว่ายทวนกระแสน้ำเข้าท้องคลอง ท้องนา ท้องทุ่ง ที่ต้นข้าวกำลังเขียวขจี

ผู้หลักผู้ใหญ่พากันทอดแห ยกยอ วางข่าย ตกปลา ปักเบ็ด ดักลอบ ดักไซ ได้กุ้งหอยปูปลามหาศาลกว่าเทศกาลใดๆ

เรื่องการเดินทาง การคมนาคมก็ไม่ลำบากตรากตรำเหมือนกับสมัยนี้ เพราะรถราไม่มากมายเหมือนสมัยนี้

ผู้คนขี่จักรยานกันเป็นพื้น ไม่ต้องกังวลในการขี่จักรยานลุยน้ำแล้วเครื่องจะดับ

ยิ่งรถยนต์ยิ่งมีน้อยมาก ส่วนมอเตอร์ไซค์สมัยนั้นมีค่าเกือบเท่ารถยนต์ เพราะราคาสูง และยังใช้กันน้อยเพราะฐานะชาวบ้านสมัยก่อนยังไม่อู้ฟู่เท่าสมัยนี้

เพียงมีจักรยานก็หรูหรากว่าบรรดาเพื่อนบ้านที่ใช้การเดินเป็นหลัก

พาหนะที่เฟื่องฟูยามน้ำท่วม บ้านท่วมเมืองคือ “เรือ”

ทุกบ้านเรือนจะมีเรือพายลำเล็กๆ เช่น เรือป๊าบ เรือเข็ม เรืออีแปะ อยู่ใต้ถุนเรือน พอน้ำหลากมาก็นำเรือมาทาน้ำมัน เอาชันยาเรือ อุดรูรั่วตามร่องรอยต่อของไม้ท้องเรือตัวเรือ แล้วใช้เป็นพาหนะที่แสนจะคล่องแคล่วในการสัญจรทางน้ำ

เทศกาลแข่งเรือแข่งแพแต่ไม่แข่งวาสนาก็จะพากันคึกคัก ครึกครื้นในเทศกาลน้ำหลาก

ไร่นาสาโทที่จมน้ำก็ชดเชยด้วยกุ้งหอยปูปลาที่มากับสายน้ำ ชาวบ้านจะมีกุ้งหอยปูปลาเป็นอาหารอันอุดมก็ในยามนี้ ทั้งยังมีรายได้มาชดเชยพืชผักที่เสียหาย

ที่ทำได้ทันทีคือ ปลาเค็ม (ใส่เกลือ) ตากแห้ง ซึ่งสมัยนั้นรู้จักกันในนามของ      “ปลาแดดเดียว” คือตากแดดวันเดียวแล้วก็นำมาทอด ปิ้ง ย่างกินได้ทันทีในวันนี้หรือวันต่อๆ ไป

ที่เหลือจากนั้นก็จะทำปลาร้า ปลาเจ่า ปลาจ่อม ปลาเค็ม เก็บเอาไว้กินได้ข้ามเดือนข้ามปี เหลือก็ขายได้สตางค์มาชดเชย พืชผักผลไม้ที่จมอยู่ใต้สายน้ำใสไหลเย็น

น้ำท่วมสมัยก่อนไม่สกปรกโสโครกเหมือนทุกวันนี้

กรณี“ยกของขึ้นที่สูง”เพื่อหนีน้ำก็ไม่ใช้เรื่องที่ต้องเตือนภัยเหมือนสมัยนี้ เพราะน้ำท่วมในอดีตระดับน้ำจะค่อยๆ เอ่อขึ้นมาวันละ 1 – 2 เซนติเมตร

ไม่มีประเภทท่วมพรวดเดียวถึงเข่า ถึงเอว หรือมิดหัวเหมือนในปัจจุบัน

ยิ่งประเภทกระแสน้ำป่าถล่มจนถนนขาด สะพานพัง ขนย้ายข้าวของหนีน้ำไม่ทัน เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบก่อนหน้า 30 – 50 ปี ที่ผ่านมา

เพราะป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์ ถนนหนทางที่ขวางทางนั้นยังมีน้อย ตึกรามบ้านช่องห้องหอ ที่ชอบถมดินปิดกั้นทางน้ำธรรมชาติยังไม่เกิดเป็นกลุ่มเป็นก้อนเหมือนทุกวันนี้

คูคลองร่องน้ำยังมากมายประสานกันเหมือนใยแมลงมุม

น้ำท่าทั้งจากฟ้าและบนดินยังไหลรินไหลล่องคล่องตัว ไม่เอ่อท้นล้นฝาย ล้นเขื่อนข้ามถนน ท่วมบ้านชั้นเดียวของผู้คนเหมือนทุกวันนี้

ที่สำคัญคืออาคารบ้านเรือนสมัยก่อนจะยกพื้นสูง เสาเรือนสูง ตัวอาคารบ้านเรือนจะอยู่สูงเกินกว่าระดับน้ำจะท่วมถึง

ผู้คน (ไทย) สมัยก่อนจึงไม่ทุกข์ร้อนในฤดูน้ำหลาก ต่างจากทุกวันนี้ที่ฤดูน้ำท่วมกลายเป็นความทุกข์ใหญ่หลวงของปวงชนชาวไทย จนกล่าวหาว่าฤดูน้ำท่วมกลายเป็น “อุทกภัย” ไปอย่างน่าสงสาร

โดย “โกสินทร์  ปิ่นสุพรรณ”

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด