และแล้วประเทศเราก็มีรัฐบาลกะเขาเหมือนนานาอารยประเทศแล้ว เราก็ทันยุคทันสมัยเหมือนประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายในโลกนี้
ส่วนว่าคณะบริหาร หรือคณะรัฐมนตรีของเรา เมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับ…สิงคโปร์…บรูไน…มาเลเซีย…และเวียดนาม…ฯ ในฐานะอาเซียนด้วยกัน หน้าตาจะเป็นหยั่งไง?ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ประเทศในกลุ่มอาเซียน เขาตั้งผู้บริหารประเทศจากคนที่มีความรู้ ความสามารถ จะต่างจากของเราก็ตรงที่ เราตั้งจากคนจ่ายสตางค์ให้พรรคการเมืองมากๆ หรือจะเรียกว่านายทุนพรรคก็คงได้
ถ้านายทุนคนนั้นประวัติไม่ค่อยจะดี ก็เอาน้อง…เอาลูก…เอาญาติโกโหติกา มาเป็นรัฐมนตรีก็ได้
ความรู้…ความสามารถ…ไม่เกี่ยว
จึงไม่แปลกเลย ที่นายทุนพรรคบางคน เสนอชื่อตั้งไปเป็นรัฐมนตรีแล้ว ต้องเปลี่ยนตัว เพราะคนที่ได้รับการแต่งตั้งเกิดมีคดีความ เช่นบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ…เคยไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด…ฯลฯ
ต้องถอนตัวไป…! เปลี่ยนตัวกันไป แต่ก็ยังอยู่ในวงศาคณาญาติของเหล่านายทุน
จากการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ของนายกฯอนุทิน ชาญวีรกุล ครั้งนี้ ก็มีเหล่าวงศาคณาญาติของลูกนักการเมืองบ้านใหญ่ บ้านเล็ก จนได้ชื่อฉายาว่า…”รัฐมนตรี ลูกเทพ”
ประชาชน 60 กว่าล้านคน หรือ 20 กว่าล้านคนที่ไปออกเสียงเลือกตั้ง เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ จะรู้สึกอย่างไร ก็เป็นเรื่องของประชาชน หัวหน้าพรรคไม่แคร์เสียอย่างใครจะทำไม…?
คนที่เลือกพรรค ที่เอาบรรดาลูกเทพ มาเป็นรัฐมนตรี ก็ไม่ได้รับผิดชอบอะไร ด้วยรับเงินเขามาแล้ว ก็จบกัน เขาจะไปทำอย่างไรก็เรื่องของเขา
คุณภาพ…และความรับผิดชอบต่อบ้านต่อเมือง ของคนรับเงินไปเลือกคนของพรรคที่ไปเป็นรัฐบาล ถือว่าหมดหน้าที่แล้ว เงินที่รับมา 500 บาท ก็ใช้หมดไปแล้ว ไปซื้ออาหารกิน ก็กลายเป็นขี้ไปหมดแล้ว
สำหรับเราคนที่ไม่ได้รับเงินรับทองจากการซื้อเสียง ก็ต้องมาร่วมรับกรรมไปด้วย เมื่อต้องมีคนที่มีขีดความสามารถด้อยกว่ามาตรฐานที่ควรจะพึงมี แล้วไปนั่งสั่งการ ไปกำกับดูแลงานราชการบ้านเมือง ไปควบคุมเงินภาษีที่ตั้งเป็นงบประมาณใช้จ่ายในการบริหารประเทศ เป็นหมื่นเป็นแสนล้าน
เราเป็นกันอย่างนี้มานานแสนนานมากแล้ว เราจึงไม่มีรถไฟดีๆใช้ในประเทศเหมือนนานาอารย ประเทศอย่างญี่ปุ่น…อย่างจีน…ทั้งที่ประเทศเหล่านี้ก็ตั้งเนื้อตั้งตัวมาพร้อมๆกับเรา เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง
การเกิดวิกฤตครั้งนี้…รุนแรงมากกว่าตอนที่โรคโควิด ระบาดเสียอีก เพราะตอนที่โควิดระบาด ทรัพยากรในการทำมาหากินเราไม่ได้ขาดแคลน เพียงแต่เชื้อโรคมันระบาดมาทางอากาศ ทำให้ไม่สามารถออกนอกบ้านได้สะดวก ยารักษาก็ยังไม่มีจะเอามารักษา ทำให้ออกไปหากินลำบาก
แต่วิกฤตครั้งนี้ ทรัพยากรที่จะเอามาทำมาหากินมันขาดแคลน ที่ขาดแคลนไม่ใช่ว่าไม่มี “มี” แต่ประเทศเรามีไม่มากพอ ต้องซื้อหาจากต่างประเทศเอามาใช้เป็นต้นน้ำของการผลิต ของธุรกิจการขนส่งทั้งคน ทั้งวัตถุดิบในการผลิต
ที่มันน่าเจ็บใจ ก็ตอนที่เกิดวิกฤต นายอนุทิน นายกรัฐมนตรีออกมาบอกประชาชนว่า…น้ำมันเราจะมีใช้ได้อีก 100 กว่าวัน
แล้วอีก 3 – 4 วัน น้ำมันในประเทศ ขึ้นราคาไปลิตร 6 บาท แถมประกาศขึ้นตอนกลางคืนซะอีก
ก็แสดงว่า…เอาน้ำมันในสต็อกที่เป็นราคาเก่า ซื้อมาตอนราคาถูก แล้วเอามาขายแพง กินกำไรคนใช้น้ำมันกันทั้งประเทศ
ราคาแพงก็ช้ำใจกันไปครั้งหนึ่งแล้ว ดันมามีน้อยจนทำให้ประชาชนตระหนกตกใจต้องแห่ออกไปยืนซื้อเข้าแถวกันเป็นกิโลๆ ต้องตื่นกันดึกๆดื่นๆ ไปเข้าคิวซื้อน้ำมันกันทั้งบ้านทั้งเมือง
เวรกรรมแท้ๆ
มาถึงวันนี้…น้ำมันพอมีใช้กันแล้ว ทำให้ไม่ต้องไปเข้าคิวซื้อ…แต่อย่างอื่นมาขาดแคลนตามมาไม่ว่าจะเป็น…ยารักษาโรค…ถุงพลาสติก…ปุ๋ย…และอีกหลายอย่างที่มีน้ำมันดิบเป็นสารตั้งต้นของการผลิตสินค้าอีกหลายตัว พลอยขาดแคลนไปด้วย ประชาชีเดือดร้อนกันไปตามๆกัน
ล่าสุด ชาวนาจากอำเภอเก้าเลี้ยวบ้านเราประกาศออกมาแล้วว่าจะงดการทำนา พี่น้องชาวนาในท้องที่อื่นๆก็คงเช่นเดียวกัน เพราะชาวนาเราวันนี้ ต้นทุนในการทำนาเพื่อผลิตข้าวมาให้เรากินกัน ก็ใช้น้ำมันเป็นส่วนหนึ่งของการผลิต
อีกไม่เกิน 3 เดือน ข้าวจะขาดแคลน ราคาข้าวจะแพงขึ้นไปอีก ชาวนาคงทำนาแต่พอได้ข้าวเอาไว้กินเอง
แล้วคนที่ไม่ได้ทำนา…จะเอาข้าวที่ไหนมาหุงกินกัน
เห็นหรือยังว่า…แค่รับเงินซื้อเสียงมาเพียง 500 บาท แล้วได้หมู…หมา…กา…ไก่…ที่ไหนมาเป็นรัฐมนตรี แก้ปัญหายามวิกฤตให้เรากันไม่ได้เลย
รับกรรมกันไปอีก 4 ปี ก็แล้วกันเน้อ…!
………………………………………………………


