35.4 C
Nakhon Sawan
วันเสาร์, พฤษภาคม 16, 2026
spot_img

เราชาวพุทธ ต้องมี”ศรัทธา เสมอด้วย ปัญญา”

เขียนเรื่องข่าวสารบ้านเมือง มันอาจจะทำให้เครียด เสียอารมณ์เสียเปล่าๆ หันมาคุยกันเรื่องศาสนาบ้าง น่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า เพราะจะได้ทั้งปัญญา เป็นการกล่อมเกลาอุปนิสัยเราไปด้วย

มีชาวต่างชาติหลายเชื้อชาติกว่า 10 ประเทศที่ไม่เชื่อในเรื่องศาสนาและพระเจ้ารวมตัวกันพบปะสัมมนาและถกกันเรื่องศาสนาต่างๆที่มีชาวโลกอีกมากที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเชื่อและมีผลดีที่สุดของชีวิต ผลปรากฏว่าศาสนาพุทธเป็นที่น่าสนใจและน่าศึกษาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามากกว่าศาสนาอื่นสรุปได้ดังนี้..

ชาวฝรั่ง สรุปความแตกต่างของ…ศาสนาพุทธ… กับศาสนาอื่นไว้ 20 ข้อหลัก

ผมอ่านแล้ว แทนที่จะเบื่อหน่าย ความรู้สึกกลับเห็นความสำคัญมากกว่าเดิม จึงขอแชร์ต่อแก่ทุกๆท่าน ใช้เวลานั่งอ่านและพิจารณาประมาณ 3 นาที ยอมรับว่าชาวฝรั่งท่านนี้รู้จริง โดยเขียนสรุป  คำสอน 20 อย่าง ของ ศาสนาพุทธ ไว้ดังนี้ “ศาสนาพุทธ” เท่านั้นที่มีคำสอน  ทั้ง 20 อย่างนี้  ที่ไม่สามารถพบจาก  “ศาสนาอื่น”

  1. พระพุทธศาสนาเชื่อว่าโลกนี้ประกอบขึ้นจากธาตุทั้ง 4  คือ  ธาตุดิน  ธาตุน้ำ  ธาตุไฟ  ธาตุลม  ประกอบกันขึ้นมา (ไม่มีผู้ใดสร้างโลก)
  2. พระพุทธศาสนาไม่ใช่ระบบความเชื่อ  ที่จะใช้คำว่า  Religion  เพราะศัพท์นี้  หมายถึง  ต้องมีความเชื่อในพระเจ้าผู้สร้างโลก
  3. จุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนาคือ  ละกิเลสได้หมดแล้ว  หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด  หรือ  วัฏฏสงสาร  ไม่ใช่แค่ไปเกิดบนสวรรค์เท่านั้น
  4. พระพุทธเจ้าไม่ใช่ผู้ปลดปล่อยสรรพสัตว์ให้รอดสรรพสัตว์ต้องช่วยตนเองเพื่อหลุดพ้นจากกิเลส และวัฏฏสงสาร
  5. ความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธเจ้าและสาวกคือครูผู้สอนและลูกศิษย์  ไม่ใช่ตัวแทนพระเจ้าและทาสผู้รับใช้
  6. พระพุทธเจ้าไม่เคยให้สาวกใช้ “ความเชื่อ”  โดยปราศจาก “ปัญญา” มานับถือ  ตรงข้าม  ทรงสอนให้ใช้  “ปัญญา” พิจารณาคำสอนก่อนจะเชื่อและเห็นจริงด้วยตนเอง  และผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าต้องนำคำสอนไปประพฤติและปฏิบัติ  เพื่อความหลุดพ้นด้วยตนเอง  ไม่มีใครช่วยทำให้หลุดพ้นจากการเวียนเกิดเวียนตายได้  นอกจากให้คำแนะนำ  ชี้ทางที่ถูกต้องให้  เท่านั้น
  7. คำสอนพระพุทธเจ้าเป็น “สัจธรรม” ประจำโลกที่เป็นและมีอยู่แล้ว  พระพุทธเจ้าทรงเป็นแต่เพียงผู้ค้นพบเท่านั้น  พระองค์ไม่ใช่เป็นคนสร้างคำสอนขึ้นมา
  8. “นรก” ในพระพุทธศาสนาไม่ใช่สถานที่กักขังสัตว์อย่างนิรันดร์บุคคลทำบาปแล้ว ไปเกิดในนรก  เมื่อพ้นกรรมแล้วก็สามารถกลับไปเกิดในภพที่ดีกว่าได้  และสัตว์ที่ได้ไปเกิดในภพอื่นๆไม่ว่าจะเป็นภพเทวดา  ภพมนุษย์  ภพเปรตวิสัย  ภพเดรัจฉาน  ก็สามารถเวียนกลับไปเกิดในนรกอีกได้เช่นกัน
  9. พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนแนวคิดเรื่อง “บาป” ติดตัวเหมือนที่ศาสนาเทวนิยมสอน  แต่สอนเรื่อง “กฎแห่งกรรม”  ซึ่งมีทั้งกรรมขาวกรรมดำ  และกรรมไม่ขาวไม่ดำ
  10. พระพุทธศาสนาสอนว่า มนุษย์และเทวดาทุกชีวิตมีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมได้  ข้อสำคัญก็คือต้องใช้ความพยายามในการปฏิบัติ  เพื่อชำระกิเลสให้พ้นไปจากจิตใจ พระพุทธเจ้า  ก็ทรงเป็นมนุษย์สามัญธรรมดาที่หลุดพ้นจากทุกข์ได้  เพราะการประพฤติปฏิบัติมาหลายภพหลายชาติ
  11. “กฎแห่งกรรม” ของทุกสรรพสัตว์เป็นตัวอธิบายว่า  เหตุใดคนถึงเกิดมาแตกต่างกัน  กฎแห่งกรรมเป็นตัวอธิบายถึงภพภูมิที่สัตว์พากันไปเกิด
  12. พระพุทธศาสนาเน้นให้แผ่เมตตากรุณาไปยังสรรพสัตว์ทุกภพภูมิทรงสอนให้ละจาก  การประพฤติชั่วทั้งปวง  คืออกุศลกรรมบท ๑๐  และให้ประพฤติปฏิบัติแต่กุศลกรรมบท ๑๐
  13. “ธรรมะ” ของพระพุทธเจ้าเสมือนแพ  หลังจากบำเพ็ญเพียรจนดับทุกข์ได้แล้วจะอยู่เหนือบุญและบาป  ธรรมะทั้งปวงจะต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น
  14. ไม่มีสงครามศักดิ์สิทธิ์ในทรรศนะพระพุทธศาสนาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต  การเบียดเบียนผู้อื่นด้วยเจตนา  ผู้กระทำจะต้องรับกรรมทั้งสิ้น  จนกว่าจะหลุดพ้นจากวัฏสงสาร  การฆ่าในนามศาสนายิ่งกระทำมิได้ในพระพุทธศาสนา
  15. พระพุทธเจ้าสอนว่ากำเนิดสังสารวัฏไม่มีเบื้องต้นและที่สุด  ถ้าหากสัตว์ยังดำเนินชีวิตไปตามอำนาจกิเลสที่มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น  มีตัณหาเป็นเครื่องผูก  ย่อมต้องเวียนเกิดเวียนตาย ต่อไป
  16. พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระสัพพัญญู (ผู้รู้ความจริงทุกเรื่องที่ทรงอยากรู้)  และ  พระพุทธเจ้ามิใช่เทพเจ้าผู้ทรงมีอำนาจล้นฟ้าดลบันดาลสร้างธรรมชาติต่างๆขึ้นมา
  17. การฝึก “สมาธิ” สำคัญมากในพระพุทธศาสนาแม้ว่าศาสนาอื่นๆ ก็มีสอนให้คนมีสมาธิ  แต่มีพระพุทธศาสนาเท่านั้นที่สอน “วิปัสสนา”  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ  ที่ทำให้รู้แจ้งว่าทุกสรรพสิ่งเมื่อมีการเกิดย่อมมีการดับ
  18. หลักคำสอนเรื่องสุญญตา  หรือ  นิพพาน  เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในพระพุทธศาสนา  ถือเป็นคำสอนระดับสูงของพระพุทธศาสนาด้วย  เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายทั่วโลกธาตุไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ถาวร  มีแต่ปัจจัย  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  ประกอบกัน  สรรพสิ่งในโลก  จึงตกอยู่ในภาวะ  อนิจจัง  ทุกขัง  และอนัตตา  เหมือนกันหมด  พระพุทธศาสนาจึงไม่สุดโต่ง  ไปตามแนวศาสนาประเภทเทวนิยม  หรือตามแนววัตถุนิยมที่มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น  มีตัณหาเป็นเครื่องผูก  ที่ต้องเวียนเกิดเวียนตายจนกว่าจะบรรลุธรรมจึงจะดับเย็นเข้าสู่นิพพาน
  19. วัฏจักรหรือ  สังสารวัฏ  เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา  ตราบใดที่สรรพสัตว์ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส  ก็จะเวียนว่ายตายเกิดไปตามภพภูมิต่างๆตามแรงเหวี่ยงของกรรมไม่สิ้นสุด จนกว่าจะบรรลุธรรม  ดังนั้นทุกสรรพสัตว์จึงต้องช่วยตนเอง  เพื่อพัฒนา “ไตรสิกขา”  ให้หลุดพ้นจาก  โลภะ  โทสะ  และ  โมหะ  หรือ  อวิชชา  เพื่อการหลุดพ้นจาก “สังสารวัฏ” ให้ได้ ฯ
  20. ศาสนาพุทธสอนให้ละ “อัตตา”ไม่ใช่สร้างอัตตาว่าเป็นตัวของเราอันเป็นทุกข์  แต่การฝึก “เจริญสติ” จนเห็นตามจริงว่าไม่มีสิ่งใดถาวร  เกิดแล้วต้องดับไปเป็นธรรมดา  ไม่อาจยึดมั่นเป็นตัวเป็นตนแม้ร่างกายหรือจิตใจ  ลดละอัตตาตัวตนลงจนละได้หมดคือที่สุดแห่งทุกข์ คือ “นิพพาน”  ไม่ต้องวนเกิดวนตายอีก

เสียดาย… ไม่ทราบชื่อฝรั่งผู้เขียน  ซึ่งเข้าใจในหลักพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี จึงขอมอบเครดิตให้กับผู้แชร์ข้อความ  และกุศลจงมีแด่ผู้เขียนและผู้อ่าน

………………………………………………

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด