เขียนเรื่องข่าวสารบ้านเมือง มันอาจจะทำให้เครียด เสียอารมณ์เสียเปล่าๆ หันมาคุยกันเรื่องศาสนาบ้าง น่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า เพราะจะได้ทั้งปัญญา เป็นการกล่อมเกลาอุปนิสัยเราไปด้วย
มีชาวต่างชาติหลายเชื้อชาติกว่า 10 ประเทศที่ไม่เชื่อในเรื่องศาสนาและพระเจ้ารวมตัวกันพบปะสัมมนาและถกกันเรื่องศาสนาต่างๆที่มีชาวโลกอีกมากที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเชื่อและมีผลดีที่สุดของชีวิต ผลปรากฏว่าศาสนาพุทธเป็นที่น่าสนใจและน่าศึกษาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามากกว่าศาสนาอื่นสรุปได้ดังนี้..
ชาวฝรั่ง สรุปความแตกต่างของ…ศาสนาพุทธ… กับศาสนาอื่นไว้ 20 ข้อหลัก
ผมอ่านแล้ว แทนที่จะเบื่อหน่าย ความรู้สึกกลับเห็นความสำคัญมากกว่าเดิม จึงขอแชร์ต่อแก่ทุกๆท่าน ใช้เวลานั่งอ่านและพิจารณาประมาณ 3 นาที ยอมรับว่าชาวฝรั่งท่านนี้รู้จริง โดยเขียนสรุป คำสอน 20 อย่าง ของ ศาสนาพุทธ ไว้ดังนี้ “ศาสนาพุทธ” เท่านั้นที่มีคำสอน ทั้ง 20 อย่างนี้ ที่ไม่สามารถพบจาก “ศาสนาอื่น”
- พระพุทธศาสนาเชื่อว่าโลกนี้ประกอบขึ้นจากธาตุทั้ง 4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ประกอบกันขึ้นมา (ไม่มีผู้ใดสร้างโลก)
- พระพุทธศาสนาไม่ใช่ระบบความเชื่อ ที่จะใช้คำว่า Religion เพราะศัพท์นี้ หมายถึง ต้องมีความเชื่อในพระเจ้าผู้สร้างโลก
- จุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนาคือ ละกิเลสได้หมดแล้ว หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หรือ วัฏฏสงสาร ไม่ใช่แค่ไปเกิดบนสวรรค์เท่านั้น
- พระพุทธเจ้าไม่ใช่ผู้ปลดปล่อยสรรพสัตว์ให้รอดสรรพสัตว์ต้องช่วยตนเองเพื่อหลุดพ้นจากกิเลส และวัฏฏสงสาร
- ความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธเจ้าและสาวกคือครูผู้สอนและลูกศิษย์ ไม่ใช่ตัวแทนพระเจ้าและทาสผู้รับใช้
- พระพุทธเจ้าไม่เคยให้สาวกใช้ “ความเชื่อ” โดยปราศจาก “ปัญญา” มานับถือ ตรงข้าม ทรงสอนให้ใช้ “ปัญญา” พิจารณาคำสอนก่อนจะเชื่อและเห็นจริงด้วยตนเอง และผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าต้องนำคำสอนไปประพฤติและปฏิบัติ เพื่อความหลุดพ้นด้วยตนเอง ไม่มีใครช่วยทำให้หลุดพ้นจากการเวียนเกิดเวียนตายได้ นอกจากให้คำแนะนำ ชี้ทางที่ถูกต้องให้ เท่านั้น
- คำสอนพระพุทธเจ้าเป็น “สัจธรรม” ประจำโลกที่เป็นและมีอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าทรงเป็นแต่เพียงผู้ค้นพบเท่านั้น พระองค์ไม่ใช่เป็นคนสร้างคำสอนขึ้นมา
- “นรก” ในพระพุทธศาสนาไม่ใช่สถานที่กักขังสัตว์อย่างนิรันดร์บุคคลทำบาปแล้ว ไปเกิดในนรก เมื่อพ้นกรรมแล้วก็สามารถกลับไปเกิดในภพที่ดีกว่าได้ และสัตว์ที่ได้ไปเกิดในภพอื่นๆไม่ว่าจะเป็นภพเทวดา ภพมนุษย์ ภพเปรตวิสัย ภพเดรัจฉาน ก็สามารถเวียนกลับไปเกิดในนรกอีกได้เช่นกัน
- พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนแนวคิดเรื่อง “บาป” ติดตัวเหมือนที่ศาสนาเทวนิยมสอน แต่สอนเรื่อง “กฎแห่งกรรม” ซึ่งมีทั้งกรรมขาวกรรมดำ และกรรมไม่ขาวไม่ดำ
- พระพุทธศาสนาสอนว่า มนุษย์และเทวดาทุกชีวิตมีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมได้ ข้อสำคัญก็คือต้องใช้ความพยายามในการปฏิบัติ เพื่อชำระกิเลสให้พ้นไปจากจิตใจ พระพุทธเจ้า ก็ทรงเป็นมนุษย์สามัญธรรมดาที่หลุดพ้นจากทุกข์ได้ เพราะการประพฤติปฏิบัติมาหลายภพหลายชาติ
- “กฎแห่งกรรม” ของทุกสรรพสัตว์เป็นตัวอธิบายว่า เหตุใดคนถึงเกิดมาแตกต่างกัน กฎแห่งกรรมเป็นตัวอธิบายถึงภพภูมิที่สัตว์พากันไปเกิด
- พระพุทธศาสนาเน้นให้แผ่เมตตากรุณาไปยังสรรพสัตว์ทุกภพภูมิทรงสอนให้ละจาก การประพฤติชั่วทั้งปวง คืออกุศลกรรมบท ๑๐ และให้ประพฤติปฏิบัติแต่กุศลกรรมบท ๑๐
- “ธรรมะ” ของพระพุทธเจ้าเสมือนแพ หลังจากบำเพ็ญเพียรจนดับทุกข์ได้แล้วจะอยู่เหนือบุญและบาป ธรรมะทั้งปวงจะต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น
- ไม่มีสงครามศักดิ์สิทธิ์ในทรรศนะพระพุทธศาสนาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การเบียดเบียนผู้อื่นด้วยเจตนา ผู้กระทำจะต้องรับกรรมทั้งสิ้น จนกว่าจะหลุดพ้นจากวัฏสงสาร การฆ่าในนามศาสนายิ่งกระทำมิได้ในพระพุทธศาสนา
- พระพุทธเจ้าสอนว่ากำเนิดสังสารวัฏไม่มีเบื้องต้นและที่สุด ถ้าหากสัตว์ยังดำเนินชีวิตไปตามอำนาจกิเลสที่มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ย่อมต้องเวียนเกิดเวียนตาย ต่อไป
- พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระสัพพัญญู (ผู้รู้ความจริงทุกเรื่องที่ทรงอยากรู้) และ พระพุทธเจ้ามิใช่เทพเจ้าผู้ทรงมีอำนาจล้นฟ้าดลบันดาลสร้างธรรมชาติต่างๆขึ้นมา
- การฝึก “สมาธิ” สำคัญมากในพระพุทธศาสนาแม้ว่าศาสนาอื่นๆ ก็มีสอนให้คนมีสมาธิ แต่มีพระพุทธศาสนาเท่านั้นที่สอน “วิปัสสนา” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้รู้แจ้งว่าทุกสรรพสิ่งเมื่อมีการเกิดย่อมมีการดับ
- หลักคำสอนเรื่องสุญญตา หรือ นิพพาน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในพระพุทธศาสนา ถือเป็นคำสอนระดับสูงของพระพุทธศาสนาด้วย เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายทั่วโลกธาตุไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ถาวร มีแต่ปัจจัย ดิน น้ำ ไฟ ลม ประกอบกัน สรรพสิ่งในโลก จึงตกอยู่ในภาวะ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เหมือนกันหมด พระพุทธศาสนาจึงไม่สุดโต่ง ไปตามแนวศาสนาประเภทเทวนิยม หรือตามแนววัตถุนิยมที่มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ที่ต้องเวียนเกิดเวียนตายจนกว่าจะบรรลุธรรมจึงจะดับเย็นเข้าสู่นิพพาน
- วัฏจักรหรือ สังสารวัฏ เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา ตราบใดที่สรรพสัตว์ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส ก็จะเวียนว่ายตายเกิดไปตามภพภูมิต่างๆตามแรงเหวี่ยงของกรรมไม่สิ้นสุด จนกว่าจะบรรลุธรรม ดังนั้นทุกสรรพสัตว์จึงต้องช่วยตนเอง เพื่อพัฒนา “ไตรสิกขา” ให้หลุดพ้นจาก โลภะ โทสะ และ โมหะ หรือ อวิชชา เพื่อการหลุดพ้นจาก “สังสารวัฏ” ให้ได้ ฯ
- ศาสนาพุทธสอนให้ละ “อัตตา”ไม่ใช่สร้างอัตตาว่าเป็นตัวของเราอันเป็นทุกข์ แต่การฝึก “เจริญสติ” จนเห็นตามจริงว่าไม่มีสิ่งใดถาวร เกิดแล้วต้องดับไปเป็นธรรมดา ไม่อาจยึดมั่นเป็นตัวเป็นตนแม้ร่างกายหรือจิตใจ ลดละอัตตาตัวตนลงจนละได้หมดคือที่สุดแห่งทุกข์ คือ “นิพพาน” ไม่ต้องวนเกิดวนตายอีก
เสียดาย… ไม่ทราบชื่อฝรั่งผู้เขียน ซึ่งเข้าใจในหลักพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี จึงขอมอบเครดิตให้กับผู้แชร์ข้อความ และกุศลจงมีแด่ผู้เขียนและผู้อ่าน
………………………………………………


