ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยที่ท่านพ่อเมืองนครสวรรค์ ชื่อ “สมเจตน์ วิริยะดำรงค์” ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์
ท่านผู้ว่าฯ สมเจตน์ เคยเสนอหน่วยเหนือกรณีที่ควรขุดแม่น้ำเจ้าพระยา สายที่ 2 เพื่อระบายน้ำที่ไหลบ่าจากเมืองเหนือมุ่งสู่เมืองปากน้ำโพ ท่วมเมืองปากน้ำโพ แล้วไหลหลั่งลงสู่ภาคกลาง ผ่านเขื่อนเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท
จากนั้นจึงถูกระบายต่อไปจนท่วมเมืองสิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ก่อนจะออกปากอ่าวไทยที่นครเขื่อนขันธ์ (สมุทรปราการ)
ผู้ว่าฯ สมเจตน์ เสนอให้ทางบ้านเมือง ขุดแม่น้ำเจ้าพระยา ลำน้ำที่ 2 เพื่อเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสำรอง ใช้แบ่งปริมาณน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาระบายออกไปทางฝั่งซ้ายหรือฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม
เพื่อปกป้องเมืองปากน้ำโพ เมืองชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร
เรื่องราวของแม่น้ำเจ้าพระยาสายที่ 2 สายสำรอง เพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและบรรเทาสถานการณ์ปริมาณน้ำล้นตลิ่ง เข้าท่วมชุมชน เขตเศรษฐกิจเมืองปากน้ำโพ และจังหวัดข้างใต้รายทางไปจนถึงปากอ่าวไทย เงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอย พร้อมกับที่ท่านผู้ว่าฯนครสวรรค์ (นายสมเจตน์ วิริยะดำรงค์) เกษียณอายุราชการกลับไปอยู่กับครอบครัวที่จังหวัดชลบุรี
ไม่เคยมีอธิบดีกรมใด? ปลัดกระทรวงใด? รัฐมนตรีคนไหน? เอยถึงโครงการตามแนวคิดนี้มาแสนนาน จนเกิดเหตุการณ์น้ำป่าถล่มเมืองน่าน ระหว่างวันพุธที่ 19 – ศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569
ปรากฏว่ามีนักวิชาการคนหนึ่งหยิบยกโครงการขุดแม่น้ำเจ้าพระยา สายที่ 2 เพื่อลดความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมเมืองในภาคกลางในโอกาสต่อไปชั่วนิรันดร์กาล
ซึ่งเชื่อว่าครั้งนี้ การจุดประกาย แม่น้ำเจ้าพระยา สาย 2 ต้องจุดติดแน่นอน เพราะความเสียหายจากกรณีปริมาณน้ำล้นฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าท่วมเมืองนครสวรรค์ สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ก็จะผ่านอันตรายหรือหายลับไปจากประวัติศาสตร์ชาติไทยตลอดกาล
ขอภาวนาให้แม่น้ำเจ้าพระยาสายที่ 2 ถือกำเนิดขึ้นในเร็ววัน เพราะความเสียหายจากอุทกภัยในทุกจังหวัด ทุกครั้ง สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างประเมินค่าความเสียหายคาดมิได้มาเนิ่นนานจนเกินไปแล้ว
บก.


