เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 อาจารย์ ดร.กฤษณะ ดาราเรือง จากมหาวิทยาลัยเจ้าพระยา มีหนังสือมาเชิญผมให้ไปร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานวิจัยในโครงการ… “การยกระดับตลาดปากน้ำโพ สู่ย่านวัฒนธรรมสร้างสรรค์” ที่ห้องประชุม 3/1 ของเทศบาลนครนครสวรรค์
มหาวิทยาลัยเจ้าพระยามอบหมายให้ทีมงานของ ดร.กฤษณะ มาพัฒนางานฟื้นฟูถนนสุชาดา จนวันนี้ถ้าพูดภาษาการตลาดก็ต้องบอกว่า…ติดตลาดไปแล้ว !
มาครั้งนี้…แกก็เลยคิดว่าไหนๆก็มีทีมงานที่นอกเหนือไปจากทีมอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเจ้าพระยา ยังมีหน่วยงานอื่น คนหนุ่มคนสาวจากองค์กรต่างๆเช่นหอการค้า จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หอการค้าปลุกปั้นมาคือกลุ่ม YEC ซึ่งย่อมาจาก Young Entrepreneurs Chamber of Commerce ถ้าเป็นภาษาไทยก็เรียกว่า เครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หอการค้าไทย เข้ามาร่วมประชุมด้วย
นอกจากนี้ก็มีเหล่าศิลปินในสาขาต่างๆ รวมทั้งตัวแทนจากภาคราชการ อาทิจาก พาณิชย์จังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด การกีฬาและท่องเที่ยวจังหวัด ส่งตัวแทนมาร่วมประชุมเพื่อแสดงความคิดเห็น
ในงานนี้ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ก็เป็นคนรุ่นใหม่ มีผมกับคุณสันติ คุณาวงศ์ น่าจะเป็น สองคนที่แก่ที่สุดที่เขาเชิญไปร่วมประชุม
ผมสองคน คือผมกับคุณสันติ ในฐานะที่ในอดีตนั่งบริหารแฟรี่แลนด์มาด้วยกัน นอกจากจะบริหารแล้วเราสองคนก็ทำกิจกรรมหลายเรื่องที่จะให้ตลาดปากน้ำโพคึกคักมาตลอด เช่นเป็นตัวตั้งตัวตีในการสร้าง ‘พาสาน’ ที่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งหาเงินซื้อที่ดินปลายเกาะยม ทั้งการคัดเลือกประกวดแบบอาคารโดยไปเชิญสถาปนิกสยาม มาดำเนินการให้
ผมสองคนถือว่าเป็นคน 3 ยุค คือเกิดในยุคแอนะล็อก Analog Era โตมาจนถึงยุคดิจิทัล Digital.Era แล้วมาแก่ในยุคควอนตัม Quantum Era
เมื่อเห็นอะไรๆมายาวนาน ก็เก็บเอาประสบการณ์บางแง่มุมมาแนะนำ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ๆเขาได้เข้าใจที่มาที่ไปในอดีต แล้วก็เอาภูมิปัญญายุคเก่ามาประยุกต์กับวิถีแห่งสังคมในยุคปัจจุบัน
วันนี้…ต้องยอมรับว่าหลายคนเริ่มตระหนักว่าบ้านเมืองมันเงียบ เศรษฐกิจในพื้นที่เก่า ไม่สร้างรายได้ให้คุ้มค่า เมืองขยายออกไปแล้วทิ้งของเก่าให้หมดคุณค่าราคา
ในแง่การบริหาร เราต้องทำให้พื้นที่ทุกตารางเมตรสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่ทิ้งของเก่าแล้วไปสร้างของใหม่ ความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจถือว่าสูญเปล่า
พื้นที่ใหม่มีนวัตกรรมใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ ในพื้นที่เก่าเราก็ต้องเอาของเก่ามา พัฒนาให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้และเห็นคุณค่า เนื่องจากว่าทุกตารางเมตรมีองค์ความรู้ มีเรื่องราวที่สามารถนำมาเป็นสินค้าขายได้ด้วย
อาคารสถานที่…ก็ขายได้…ภาษาถิ่นเก่าๆก็ขายได้…อาหารรูปแบบเก่าก็ขายได้…ภูมิปัญาเก่าๆเก็บเอามาเล่าถึงวิธีการ…ก็ขายได้ เช่น คนโบราณมีการย้อมผ้า…เป็นอาชีพได้…การบัดกรี…สังกะสีให้เป็นถังรดน้ำผัก…ก็เป็นอาชีพเก่าแก่…เหล่านี้เป็นต้น
เพราะฉะนั้นถ้าเราจะรื้อฟื้นตลาดเก่า…ก็ทำได้ด้วยความคิดมนุษย์เรา โดยความร่วมมือของคนระหว่างวัย…คนรุ่นอากง…คนรุ่นเตี่ย…ทำกันมายุคสมัยหนึ่ง…วันนี้มาถึงรุ่นอาตี๋ อาหมวย…ต้องมาลงมือทำ โดยขอให้คนรุ่นอากง อาเตี่ย เป็นที่ปรึกษา แล้วให้รุ่นตี๋ รุ่นหมวย ลงมือทำ
ทำเพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย ทั้งรุ่นอากง รุ่นเตี่ย และรุ่นตี๋รุ่นหมวย… ที่เราต้องการให้เขาเห็นคุณค่า ให้เขาคิดถึงโหยหาอดีตที่ทำมา
ทุกอย่างขายได้หมด
ส่วนคนในภาคราชการ จะเป็นส่วนกลาง หรือส่วนภูมิภาค ก็สนับสนุนเรื่องงบประมาณ
ในวันประชุม ได้ฟังความคิดเห็นคนรุ่นใหม่ๆ เขาก็รักบ้านรักเมือง และก็ยอมรับว่าเป็นภาระที่เขาต้องเข้ามารับผิดชอบ องค์ความรู้ใหม่ๆสามารถนำมาร่วมพัฒนาได้
ก็หวังว่า…นับจากถนนสุชาดา ถูกปลุกมาเป็น Pilot Project โครงการนำร่องให้เห็นเป็นผลงานเชิงประจักษ์แล้ว ผมก็คิดว่าถนนสายอื่นๆก็คงจะมีการรื้อฟื้นตามมา
สิ่งที่ผมเสนอว่าทำให้ครบเครื่อง ทั้งด้านเศรษฐกิจการค้าการขาย ทำแล้วต้องนำเอาภูมิปัญญา เข้ามาเสริมการท่องเที่ยว เอาฉากทัศน์เก่ามาออกมาโชว์
สุดท้ายวันนั้นผมขอให้เทศบาลนครนครสวรรค์ ช่วยทำป้ายชื่อย่าน ไปติด ทำให้เป็นจุดเช็คอิน Check – in เช่นย่านตลาดลาว…ย่านป้อม 1…ย่านตลาดบ่อนไก่…ย่านตึกเหลือง…ย่านตึกแดง…ย่านตึกขาว…ย่านสนามมวย…ย่านตรอกลิเก ฯลฯ
คนรุ่นใหม่จะได้รู้จักจดจำ ส่วนคนรุ่นเก่าจะได้ภูมิใจในอดีต
ตามดูเป็นกำลังใจกันนะครับ…แล้วอย่าติกันอย่างเดียว ช่วยแนะนำบ้าง ถ้าจะให้ดี มาลงมือทำด้วยกัน จะวิเศษมากเลย
…………………………………………………


