26.7 C
Nakhon Sawan
วันศุกร์, ตุลาคม 2, 2026
spot_img

สภาอุตสาหกรรมฯ สัมพันธ์

ผู้อ่านสวรรค์นิวส์และสมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์…………………………………….. @วันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเกล้าอยู่หัว (ในหลวง รัชกาลที่ 4)  ทรงได้รับการยกย่องในพระราชสมัญญานามว่า “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” เพราะทรงพระปรีชาสามารถ ทรงศึกษาเชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศหลายภาษา เช่น บาลี อังกฤษ ละตินเป็นพิเศษ สำหรับพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยะภาพทางดาราศาสตร์ ทรงศึกษาโดยพระองค์เองจากตำราไทยและมอญ ซึ่งแปลจากตำราโบราณของฮินดู และทรงศึกษาตำราดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์จากยุโรป จนสามารถคำนวณได้ล่วงหน้าถึง 2 ปีว่า จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 และเห็นได้อย่างชัดเจนในประเทศไทยที่บ้านคลองลึก ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดังกล่าวมาแล้วในตอนต้นเป็นเหตุให้ทรงได้รับการยกย่องจากวงการวิทยาศาสตร์ ของชาติมหาอำนาจในยุคนั้นเป็นอย่างสูง

…………………………………….. @ อีกหนึ่งวันสำคัญในเดือนนี้คือวันที่ 13 ตุลาคม วันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (ในหลวง รัชกาลที่ 9) ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย อาทิ โครงการแกล้งดิน, โครงการแก้มลิง, โครงการปลูกหญ้าแฝก, โครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน , โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน, ทุนมูลนิธิอานันทมหิดล, แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง : เกษตรทฤษฎีใหม่, โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา, โครงการฝนหลวง และอีกหลากหลายโครงการนับไม่ถ้วน เพื่อประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เปี่ยมล้นไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้  เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ยิ่งต่อปวงชนชาวไทย ขอเชิญชาวไทยทุกคนเข้าวัดทำบุญตักบาตร เป็นจิตอาสา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์

…………………………………….. @ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ขอแสดงมุทิตาจิตในโอกาสเกษียณอายุราชการแด่ นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการที่เกษียณอายุราชการในปี 2569 นี้ทุกท่าน และ ยินดีต้อนรับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์คนใหม่ นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม รวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการทุกท่านที่ย้ายมาใหม่ เพื่อมาร่วมพัฒนาเมืองสี่แคว ปากน้ำโพด้วยใจจริง สานต่อและผลักดันโครงการดีๆ เพื่อสร้างนครสวรรค์ให้เป็นดั่งเมืองสวรรค์ต่อไป

…………………………………… @ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ โดย นายสมพงษ์ หิรัญตระกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ เข้าร่วมแสดงความยินดีในโอกาสงาน “ฉลองคณะกรรมการบริหารสโมสรไลออนส์ในจังหวัดนครสวรรค์ ปีบริหาร 2569-2570” โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดี เมื่อวันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2569 ณ ห้องเดอะซัน โรงแรม 42C The Chic จังหวัดนครสวรรค์ ที่ผ่านมา

…………………………………… @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอ 5I เชื่อมแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 วางรากฐานเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. มอบข้อเสนอต่อ (ร่าง) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571–2575 ให้แก่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อเชื่อมโยงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 5I ของ ส.อ.ท. เข้ากับทิศทางการพัฒนาประเทศตามกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 พร้อมสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะจาก 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ทั่วประเทศ ในการร่วมกำหนดแนวทางยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ข้อเสนอของ ส.อ.ท. มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ผ่านยุทธศาสตร์ 5I ประกอบด้วย I1) Intelligent Industry I2) Innovation & Creative Industry I3) International Alliance & Network I4) Industrial Infrastructure Reform และ I5) Inclusive Sustainability

ข้อเสนอดังกล่าวจะเป็นกรอบสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่าง ๆ ผ่านแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในภูมิภาค และสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อน New Growth Engine ในอนาคต

ทั้งนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 มีความสำคัญในฐานะแผนยุทธศาสตร์ระยะกลางที่มุ่งเน้น การเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้แนวคิด “ซ่อมและเสริมรากฐาน สร้างอนาคต” โดยขับเคลื่อนผ่าน 5 เสาหลัก ได้แก่

1) การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

2) การพัฒนาทุนมนุษย์

3) การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม

4) การปฏิรูปภาครัฐ และ

5) การพัฒนาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต…………………………………….. @ โลกเลือกของไทย แล้วทำไมคนไทยกลับไม่รู้ว่า “ของเรา” ดีแค่ไหน? ถ้าถามว่า ประเทศไทยผลิตอะไรเก่ง หลายคนอาจนึกถึงข้าว อาหาร ผลไม้ หรือรถยนต์ แต่มีสินค้าอีกหลายอย่างที่ไทยไปไกลกว่าที่เราคิดบางอย่างถึงขั้นอยู่ใน อันดับต้น ๆ ของโลก ทั้งที่เราอาจไม่เคยรู้ว่า “ไทยเก่งเรื่องนี้”

ปี 2568 ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงกว่า 107,470 ล้านบาท เป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก มีส่วนแบ่งประมาณ 10.2% ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ชี้ว่า ไทยมีจุดแข็งทั้งด้านวัตถุดิบ การแปรรูป มาตรฐานความปลอดภัย และการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ

อีกอุตสาหกรรมที่น่าสนใจคือ ระบบทำความเย็น การศึกษาของ สนค. พบว่า ปี 2568 ไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศพิกัด HS 841581 ซึ่งสามารถกลับวงจรทำความเย็นและทำความร้อนได้อันดับ 1 ของโลกในสินค้ากลุ่มนี้ มีส่วนแบ่งประมาณ 18.2% ไม่ได้หมายความว่าแอร์ไทยทุกประเภทเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่สะท้อนถึงความพร้อมของระบบนิเวศการผลิตของไทยในอุตสาหกรรมนี้ สองเรื่องนี้กำลังบอกเราว่า ประเทศไทยมี Know-how มาตรฐาน และความสามารถในการผลิตในระดับโลก มากกว่าที่คนไทยจำนวนมากอาจเคยรับรู้ และบางความเก่งยิ่งมองเห็นยาก เพราะซ่อนอยู่ใน Global Supply Chain ตั้งแต่ Thai Summit Group ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยที่มีฐานการผลิตในหลายประเทศ และกำลังปรับตัวเข้าสู่ Supply Chain ของ EV ไปจนถึง Aeroklas ผู้ผลิตอุปกรณ์ยานยนต์ไทยที่มีเครือข่ายสินค้าในกว่า 100 ประเทศ

ในโลก B2B ผู้ซื้อไม่ได้เลือก Supplier เพราะคำว่า “ช่วยกันซื้อ” แต่เลือกจาก Quality, Technology, Standard, Cost และความสามารถในการส่งมอบ นั่นหมายความว่า ความสามารถของอุตสาหกรรมไทยบางส่วน ได้รับการพิสูจน์จากตลาดโลกอยู่แล้วเรื่องเดียวกันเกิดขึ้นกับของใกล้ตัว มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ที่เราเห็นจนคุ้นตา ปี 2568 มีมูลค่าส่งออกทั่วโลกกว่า 5,244 ล้านบาท และปี 2569 ยังได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรป ไปจนถึงแบรนด์ไทยอย่าง Mistine และศรีจันทร์ ที่เดินทางออกไปแข่งขันในต่างประเทศ

สิ่งที่น่าคิดจึงไม่ใช่ว่า “ของไทยดีพอหรือยัง?” แต่อาจเป็นว่าทำไมบางครั้ง ความเก่งของไทยต้องเดินทางไปไกลถึงต่างประเทศ ก่อนที่เราจะรู้ว่ามันมีคุณค่าแค่ไหนบางอย่างเราเห็นทุกวัน จนไม่รู้ว่าโลกมองว่าพิเศษบางอย่างเรารู้จักชื่อ แต่ไม่รู้ว่ามันไปไกลแค่ไหนและบางอย่างเราไม่เคยเห็นชื่อเลย เพราะมันซ่อนอยู่หลัง Global Supply Chain น่าเสียดาย ถ้าโลกเห็นศักยภาพของเรา แต่เราเองกลับเห็นมันเป็นเพียง “ของธรรมดา” บางทีเราไม่ได้มองข้ามความเก่งของไทยเพราะมันไม่ดี แต่อาจเป็นเพราะเราอยู่ใกล้ความเก่งเหล่านี้จนเห็นมันเป็นเรื่องธรรมดา

นี่คือหนึ่งในโจทย์ของ Buy Thai ไม่ใช่การบอกว่า “เป็นของไทย เพราะฉะนั้นต้องซื้อ” แต่คือการทำให้คุณภาพ ความสามารถ และคุณค่าที่ไทยมีอยู่แล้ว ถูกมองเห็นมากพอที่จะถูกเลือกเพราะถ้าโลกเลือกของไทยได้ แล้วเราจะทำอย่างไร  ให้คนไทย “อยากเลือกไทย”

…………………………………… @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดตลาดไทย–เซเนกัล ดัน 3 อุตสาหกรรมศักยภาพ สู่แอฟริกาตะวันตก ดร.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย นางสาวสุวพีร์ ศิริกุลวัฒนา รองเลขาธิการ ส.อ.ท. กรรมการและเลขานุการสายงานกิจการต่างประเทศ นางสาวอนุษฐา เชาว์วิศิษฐ รองเลขาธิการ ส.อ.ท. กรรมการและเลขานุการสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ นายทรงพล พลเสน เลขาธิการสภาธุรกิจไทย–แอฟริกาใต้ และนายพันแสง กำลังชัย กรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ร่วมต้อนรับ นางสาวนิภา นิรันดร์นุต เอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ สาธารณรัฐเซเนกัล เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับเซเนกัล ณ ห้องมงคลสุธี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสทางการค้า และศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมของไทยและเซเนกัล โดยเห็นพ้องว่า เซเนกัลเป็นประเทศที่มีความสำคัญในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ด้วยทำเลที่ตั้งซึ่งสามารถเชื่อมโยงการค้าและการขนส่งระหว่างยุโรปและแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะท่าเรือน้ำลึกกรุงดาการ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขนส่งสินค้าและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นจุดเชื่อมโยงทางการค้าไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค เซเนกัลยังมีศักยภาพด้านพลังงานจากการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติภายในประเทศ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดและภาคอุตสาหกรรมของเซเนกัลยังมีโอกาสในการพัฒนาและเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและบริการ จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเข้าไปขยายตลาดทั้งในเซเนกัลและประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งมีโอกาสในกลุ่มสินค้าข้าว เนื่องจากเซเนกัลมีความต้องการข้าวเพื่อการบริโภคภายในประเทศมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี รวมถึงอาหารทะเลและอาหารแปรรูป ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพและประสบการณ์ในการผลิตและส่งออก

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในอุตสาหกรรมยาและเครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและรักษาโรคมาลาเรีย ตลอดจนเครื่องมือผ่าตัดและอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลโดยเฉพาะเครื่องจักรกลการเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีระดับ Industry 2.0 ซึ่งยังมีความต้องการในภาคอุตสาหกรรมของเซเนกัล และเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการนำเสนอเครื่องจักรและโซลูชันที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตฯ และผู้แทน ส.อ.ท. มีความเห็นสอดคล้องกันว่า เซเนกัลเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการไทย และสามารถใช้เป็นฐานในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก จึงควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดสัมมนาและกิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม การสร้างโอกาสในการพบปะและเจรจาธุรกิจ ตลอดจนการจัดโครงการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศในอนาคต

…………………………………….. @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  คว้ารางวัล SME Service Provider ดีเด่น 3 ปีซ้อน ตอกย้ำบทบาท SMI ยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดย สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ได้รับรางวัลผู้ให้บริการทางธุรกิจ (SME Service Provider) ดีเด่น ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ตั้งแต่ปี 2567–2569 สะท้อนถึงผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในการสนับสนุนและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยในปี 2567 ส.อ.ท. ได้รับรางวัลด้านการดำเนินงาน ปี 2568 ได้รับรางวัลด้านการดำเนินงาน (Operational Excellent Award) และล่าสุดในปี 2569 ได้รับรางวัลด้านผลการดำเนินงานดีเด่น สาขาการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายและการตลาด

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2569 นายเมธา สิมะวรา กรรมการสถาบัน SMI สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้าร่วมรับรางวัลผู้ให้บริการทางธุรกิจ (SME Service Provider) ดีเด่น ประจำปี 2569 ในงานมอบรางวัลผู้ให้บริการทางธุรกิจ (SME Service Provider) ดีเด่น ประจำปี 2569 จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยในปีนี้มีการมอบรางวัลรวม 6 ประเภทรางวัล แก่ 6 หน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นในการให้บริการและสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ณ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนบทบาทของสถาบัน SMI ในฐานะผู้ให้บริการทางธุรกิจ หรือ BDSP (Business Development Service Provider) ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมผู้ประกอบการ SME ให้เข้าถึงบริการพัฒนาธุรกิจและสิทธิการสนับสนุนที่เหมาะสม ตั้งแต่การให้ข้อมูลและคำปรึกษา การพิจารณาความต้องการของธุรกิจ การเชื่อมต่อบริการด้านการตลาดและการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ มาตรฐาน และเทคโนโลยี ตลอดจนประสานหน่วยงานและพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ สถาบัน SMI ยังดูแลและให้คำแนะนำผู้ประกอบการตลอดกระบวนการใช้สิทธิภายใต้โครงการ BDS ตั้งแต่การสมัครและเลือกบริการ การจัดเตรียมเอกสาร การชำระค่าบริการ หลักฐานการเข้าร่วมกิจกรรม ไปจนถึงเอกสารประกอบการเบิกจ่าย เพื่อช่วยลดความผิดพลาดและทำให้ SME สามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หัวใจของการดำเนินงานจึงไม่ได้อยู่เพียงการช่วยลดค่าใช้จ่ายผ่านมาตรการสนับสนุนแบบ Co-payment ตามหลักเกณฑ์ของโครงการ แต่เป็นการนำกลไกสนับสนุนมาใช้เพื่อช่วยให้ SME ลดต้นทุนในการพัฒนา เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ เพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจ

รางวัลที่ได้รับต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จึงเป็นอีกหนึ่งผลสะท้อนจากการดำเนินงานของ ส.อ.ท. และสถาบัน SMI ร่วมกับ สสว. พันธมิตรผู้จัดงานแสดงสินค้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเชื่อมโยงโอกาสและยกระดับขีดความสามารถของ SMEs ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยบริการของ ส.อ.ท. ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริการที่มีผู้ประกอบการ SMEs ให้ความสนใจมากที่สุดในหมวด “ช่องทางการตลาดในประเทศ/ต่างประเทศ”

……………………………………..@ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เดินหน้าเร่งใช้ “MiT–GMT” เป็นกลไกยกระดับมาตรฐานและเปิดโอกาสสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ขานรับมติ กอช. ผลักดัน 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ “ป้องกันประเทศ-เครื่องมือแพทย์-ระบบราง”

เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดยนางกนิษฐ์ เมืองกระจ่าง รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสายงานมาตรฐานอุตสาหกรรมและศักยภาพในการแข่งขัน เข้าพบและร่วมประชุมหารือกับนายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและนักวิชาการอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในการส่งเสริมสินค้าไทยสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ณ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

ความคืบหน้าของโครงการ Made in Thailand (MiT) ซึ่งปัจจุบัน ส.อ.ท. ได้ให้การรับรองสินค้าไทยไปแล้วกว่า 6,000 กิจการ รวมกว่า 70,000 รายการ (SKU) สร้างมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้แล้วประมาณ 100,000 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายขยายผลสู่ 200,000 ล้านบาท

การประชุมครั้งนี้เป็นการขานรับมติจากการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อเร่งผลักดัน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่

กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ: กำหนด 5 สินค้าเป้าหมาย (Product Champions) ได้แก่ เรือตรวจการณ์, UAV/โดรน, ยานหุ้มเกราะล้อยาง, กระสุน และเสื้อเกราะกันกระสุน พร้อมหารือแนวทางปลดล็อกโครงสร้างภาษีนำเข้าชิ้นส่วน และการยกระดับมาตรฐาน NSN เพื่อเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อสินค้าไทยในงบประมาณเสริมสร้างกำลังกองทัพ

กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์: มุ่งเน้นการส่งเสริมกลุ่มวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ และเตียงและเฟอร์นิเจอร์โรงพยาบาล พร้อมผลักดันการเปิดโอกาสและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ผลิตไทยทดแทนการนำเข้า

กลุ่มอุตสาหกรรมระบบรางและ MRO: ผลักดันสัดส่วน Local Content ไม่น้อยกว่า 40% เริ่มจากงานซ่อมบำรุงและปรับปรุง รวมถึงการขยายผลสู่การซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย

ด้านนายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้นำเสนอแนวคิดมาตรฐาน Good Manufacturing of Thailand (GMT) ใน 5 มิติ เพื่อยกระดับสถานประกอบการไทยทั้งด้านคุณภาพ ธรรมาภิบาล แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องร่วมกันให้ใช้เกณฑ์ MiT เป็นเสาหลักที่ 5 ของมาตรฐาน GMT เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมากยิ่งขึ้น

ทั้งสองหน่วยงานยังได้วางแผนบูรณาการจัดกิจกรรม Roadshow ร่วมกันใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยจะร่วมมือกับอุตสาหกรรมจังหวัด สำนักงานคลังจังหวัด และสภาอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อลงพื้นที่ให้ความรู้ จัดคลินิกให้คำปรึกษาและแนะนำการขอรับรอง MiT และ GMT รวมถึงการออกบูธนิทรรศการแสดงสินค้าไทย

การหารือร่วมกันในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำงานร่วมกันระหว่าง ส.อ.ท. และ กสอ. เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย ผลักดันสินค้าที่ผลิตในประเทศเข้าสู่ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม โดย ส.อ.ท. มีกำหนดนำเสนอความคืบหน้าและข้อเสนอแนะจากการหารือดังกล่าวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนำเข้าสู่การประชุม กอช. ในลำดับถัดไป

……………………………… @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เดินหน้าความร่วมมือไทย–เคนยา ชูอาหารแปรรูป–เกษตร–อัญมณี สร้างโอกาสการค้าใหม่ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ร่วมต้อนรับ H.E. Mrs. Lucy N. Kiruthu เอกอัครราชทูตเคนยาประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าพบเพื่อแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. ณ ห้องมงคลสุธี ชั้น 8 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

ในการหารือ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกัน โดยเคนยาเป็นหนึ่งในประเทศที่ไทยให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์กับภูมิภาคแอฟริกาภายใต้ Thailand–Africa Initiative (TAI) ซึ่งเป็นกรอบนโยบายสำคัญของกระทรวงการต่างประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศในแอฟริกา

ปัจจุบันเคนยาส่งออกสินค้ามายังไทย อาทิ เคมีภัณฑ์ สินค้ากสิกรรม และอัญมณี ขณะที่สินค้าสำคัญของไทยที่ส่งออกไปยังเคนยา ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน ข้าว และเครื่องจักรกลการเกษตร สะท้อนถึงโอกาสในการเชื่อมโยงจุดแข็งและห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรของไทยไปสนับสนุนภาคเกษตรกรรมของเคนยา และการพัฒนาการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า

ขณะเดียวกัน อัญมณีและเครื่องประดับเป็นอีกสาขาที่มีศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือ เนื่องจากไทยมีความเชี่ยวชาญและเป็นศูนย์กลางสำคัญด้านการเจียระไน การผลิต และการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ขณะที่เคนยามีศักยภาพด้านแหล่งวัตถุดิบอัญมณี จึงสามารถส่งเสริมให้เคนยาเป็นแหล่งวัตถุดิบทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการไทย และร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต

อย่างไรก็ดี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าหนึ่งในอุปสรรคทางการค้าการลงทุนของสองประเทศ คือ ข้อจำกัดด้านการชำระเงินและธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งมีระบบและแนวทางการดำเนินงานที่แตกต่างกัน อาจส่งผลต่อความสะดวกและต้นทุนในการทำธุรกิจของภาคเอกชน

นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้ประชาสัมพันธ์การจัดงาน Kenya–Thailand Business Roundtable ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 5-6 พฤศจิกายน 2569 ภายใต้ธีม “Unlocking the Indian Ocean Bridge: Kenya and Thailand for Inclusive Trade & Investment” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนไทยและเคนยาเชื่อมโยงเครือข่าย แลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจ และแสวงหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนร่วมกัน โดยภายในงานจะมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน ได้แก่ เครื่องจักรกลการเกษตร อัญมณีและเครื่องประดับ เกษตรและอาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ พลังงานสะอาด และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งสามารถต่อยอดจากการพบปะทางธุรกิจไปสู่การสร้างเครือข่าย การร่วมลงทุน และความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานระหว่างผู้ประกอบการไทยและเคนยาต่อไป

……………………………… @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย เดินหน้าความร่วมมือการค้า–พลังงานสะอาด หนุนไทยสู่ OECD นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย กรรมการ ส.อ.ท. และผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ร่วมต้อนรับ H.E. Mr. Pablo Kang เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยได้แลกเปลี่ยนมุมมองถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไทยมีบทบาทเป็นฐานการผลิตและผู้ส่งออกรถยนต์รายสำคัญไปยังออสเตรเลีย ณ ห้องมงคลสุธี ชั้น 8 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการขยายโอกาสทางการค้าและการ รับรองมาตรฐานสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางการค้า และเพิ่มศักยภาพสินค้าไทยในการเข้าสู่ตลาดออสเตรเลีย รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านมาตรฐานให้สอดคล้องกับแนวทางสากล ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการค้าระหว่างสองประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ Energy Transition และ Renewable Energy ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่ามีบทบาทมากขึ้นต่อภาคอุตสาหกรรมในอนาคต จึงให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางพัฒนาพลังงานสะอาด เพื่อช่วยภาคธุรกิจปรับตัว ลดต้นทุนพลังงาน และเดินหน้าสู่การลดการปล่อยคาร์บอน

พร้อมกันนี้ ส.อ.ท. ได้ชื่นชมบทบาทของออสเตรเลียในการสนับสนุนกระบวนการ Thailand’s Accession to the OECD ซึ่งเป็นความร่วมมือสำคัญในการช่วยให้ประเทศไทย ยกระดับมาตรฐานและแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงเสริมสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสด้านการค้าและการลงทุนในระยะต่อไป

การหารือครั้งนี้ เป็นอีกก้าวของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจไทยและออสเตรเลีย โดยมุ่งต่อยอดประเด็นที่มีความสำคัญต่อผู้ประกอบการ ทั้งการค้า มาตรฐานสินค้า ยานยนต์ และพลังงานสะอาด เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย……………………………… @ หน่วยงานที่มีข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดนครสวรรค์ สามารถฝากข่าวผ่านสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ หรือต้องการสมัครเป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ติดต่อสอบถามได้ที่ นายชาณัฐธนพล  แสงสุข ผู้จัดการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ 056-245497,081-0428 934 โทรสาร 056-245 498 e-mail: [email protected], https://www.facebook.com/Nakhonsawan.fti

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด