26.7 C
Nakhon Sawan
วันศุกร์, ตุลาคม 2, 2026
spot_img

วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3538/2569

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3538/2569 “ความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร” ศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 1,000 บาท ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ (4) จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้โดยเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้นเป็นการไม่ชอบ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ศาลย่อมลงโทษในความผิดดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.อ มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาเรื่องการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะขึ้นต่อสู้ในคำให้การทำให้ศาลชั้นต้น มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จำเลยย่อมมีสิทธิยกเรื่องการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยได้ เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงไม่ชอบ”

วิเคราะห์คำพิพากษาฎีกา ศาลฎีกาวางหลักสำคัญอยู่ 3 เรื่อง คือ สิทธิอุทธรณ์, ศาลลงโทษตามข้อเท็จจริงที่ฟังได้ และสิทธิยกเหตุป้องกันตัว/บันดาลโทสะ

  1. การพกอาวุธ แต่ศาลชั้นต้นปรับแค่ 1,000 บาท จำเลยถูกลงโทษฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นลงโทษ ปรับ 1,000 บาท โดยหลักแล้วความผิดที่ศาลชั้นต้นลงโทษเพียงเล็กน้อยในลักษณะที่กฎหมายกำหนดไว้ จะมีข้อจำกัดเรื่อง การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ พูดง่าย ๆ คือถ้าจะอุทธรณ์ว่า “ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมานั้นไม่จริง” กฎหมายอาจห้ามอุทธรณ์ แต่คดีนี้มีจุดสำคัญมาก ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นผู้อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์ ดังนั้นเมื่อมีการอนุญาตให้อุทธรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะปฏิเสธไม่พิจารณาโดยอ้างว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้

ศาลฎีกาจึงบอกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทำไม่ถูกต้อง ประเด็นนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า เมื่อกฎหมายเปิดช่องให้มีการอนุญาตอุทธรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์ต้องพิจารณาตามขอบเขตของการอนุญาตนั้น ไม่ใช่ตัดทิ้งโดยอ้างข้อห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเสียเอง

  1. โจทก์ฟ้อง “พยายามฆ่า” แต่ศาลฟังได้เพียง “ทำร้ายร่างกาย”

นี่เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจมาก โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานแล้ว ศาลไม่ได้เชื่อว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า ข้อเท็จจริงกลับฟังได้ว่า จำเลยทำร้ายร่างกาย ผู้เสียหายจนได้รับอันตรายแก่กาย คำถามคือ ศาลจะลงโทษฐานทำร้ายร่างกายได้หรือไม่ ทั้งที่โจทก์ฟ้องว่าพยายามฆ่า

คำตอบคือ ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง หลักง่าย ๆ คือศาลไม่จำเป็นต้องลงโทษตามฐานความผิดที่โจทก์ตั้งชื่อมาเสมอไป แต่ต้องดู “ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายและพิสูจน์ได้”

ดังนั้น ฟ้องพยายามฆ่า ศาลพิสูจน์ได้ทำร้ายร่างกาย ศาลลงโทษทำร้ายร่างกายได้ เพราะการทำร้ายร่างกายเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในเหตุการณ์เดียวกันและเป็นความผิดที่ศาลสามารถลงโทษได้ตามกฎหมาย

  1. ประเด็นที่สำคัญที่สุด: “ป้องกันตัว” หรือ “บันดาลโทสะ” จุดนี้น่าสนใจมากสำหรับนักกฎหมาย

จำเลย ไม่ได้ต่อสู้ไว้ตั้งแต่คำให้การในศาลชั้นต้น ว่าตนกระทำเพื่อป้องกันตัว หรือตนกระทำไปเพราะบันดาลโทสะ ศาลชั้นต้นจึงไม่ได้วินิจฉัยประเด็นนี้ ต่อมาจำเลยนำเรื่องดังกล่าวขึ้นอ้างต่อ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัย แต่ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะอะไร ?

เพราะเรื่องป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือบันดาลโทสะ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225  ดังนั้นแม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ตั้งแต่แรก ก็ไม่ได้หมายความว่า “หมดสิทธิพูดเรื่องนี้ตลอดไป” หากข้อเท็จจริงในคดีมีประเด็นดังกล่าว ศาลอุทธรณ์สามารถหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

  1. ทำไม “ความสงบเรียบร้อย” ถึงสำคัญ

ให้คิดง่าย ๆ ว่า ข้ออ้างทั่วไปของจำเลยกับข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยมีสถานะไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น จำเลยอาจไม่ได้ยกประเด็นบางอย่างขึ้นมา ศาลอาจบอกว่า “ไม่ได้ต่อสู้ไว้ตั้งแต่ศาลชั้นต้น จึงไม่รับพิจารณา” แต่ถ้าประเด็นนั้นเกี่ยวข้องกับ ความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ แม้คู่ความจะไม่ได้ยกขึ้นมาอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น กรณีนี้การป้องกันตัวและบันดาลโทสะจึงไม่ใช่เรื่องที่ศาลอุทธรณ์สามารถปัดทิ้งเพียงเพราะจำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น

  1. สรุป คดีฎีกาที่ 3538/2569 มีแก่นสำคัญ 3 ข้อ

ข้อที่ 1 การอุทธรณ์ แม้คดีพกอาวุธจะมีข้อจำกัดในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริง แต่เมื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นผู้พิจารณาคดีอนุญาตให้อุทธรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์จะไม่รับวินิจฉัยโดยอ้างข้อห้ามดังกล่าวไม่ได้

ข้อที่ 2 การฟ้องพยายามฆ่า แต่ลงโทษทำร้ายร่างกายได้ ศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่เพียงชื่อข้อหาที่โจทก์ตั้ง หากข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่าทำร้ายร่างกาย ศาลก็ลงโทษในความผิดนั้นได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

ข้อที่ 3 ป้องกันตัว/บันดาลโทสะ แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น ก็ยังสามารถยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ หากเป็นประเด็นเกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อย ตาม มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

 

ผู้ช่วยศาตราจารย์ปองปรีดา ทองมาดี

ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต

มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด