29.2 C
Nakhon Sawan
วันจันทร์, พฤศจิกายน 2, 2026
spot_img

สภาอุตสาหกรรมสัมพันธ์

…………………………………….. @ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์​ ขอแสดงความยินดีกับ ดร.ดารัตน์​  ศิริวิริยะกุล วิภาตะกลัศ ประธานอาวุโสและกรรมการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเจ้าพระยา ในโอกาสได้รับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่ง รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย​ (ประจำสำนักประธาน)

…………………………………….. @ ผู้ประกอบการควรรู้! กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป สถานประกอบการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (นับรวมทุกสาขา) และลูกจ้างที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ขอให้ผู้ประกอบการศึกษาและเตรียมความพร้อม ในการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดเก็บและนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบตามอัตราที่กำหนด

…………………………………… @ นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสายงานกิจการต่างประเทศ พร้อมคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ต้อนรับ Ms. Helene Budliger Artieda เลขาธิการแห่งรัฐด้านเศรษฐกิจของสมาพันธรัฐสวิส พร้อมคณะผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมระหว่างไทยกับสวิตเซอร์แลนด์ ณ ห้องประชุม Passion (802) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

การหารือ Ms. Helene ระบุว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายสำคัญของสวิตเซอร์แลนด์ด้านการค้าและการลงทุน ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมขนส่ง และทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับตลาดอาเซียน จึงมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตและการลงทุนของบริษัทสวิส นอกจากนี้ ยังมีโอกาสขยายความร่วมมือด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อยกระดับศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมทั้งสองประเทศ

ทั้งสองฝ่ายยังแสดงความยินดีต่อการลงนามความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (Thailand–EFTA FTA) ซึ่งมีกำหนดเข้าสู่กระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนมีผลใช้บังคับ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเตรียมความพร้อมและใช้ประโยชน์จากความตกลงได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในด้านการขยายตลาด การเพิ่มโอกาสทางการค้า และการเชื่อมโยงการลงทุนกับประเทศสมาชิก EFTA

 

อีกประเด็นสำคัญ คือ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Protection: IP Protection) ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม การมีกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม จึงมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุนและความร่วมมือทางอุตสาหกรรมในระยะยาว

นอกจากนี้ การมีผู้แทนจากบริษัทและองค์กรธุรกิจชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์เข้าร่วม อาทิ Nestlé, Roche, Swissmem, SIFEM และ Novartis ยังสะท้อนถึงโอกาสในการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคเอกชนในหลากหลายสาขา ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ยาและเวชภัณฑ์ เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ตลอดจนการลงทุนเพื่อการพัฒนา ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาบุคลากร และการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกัน

…………………………………… @ นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสายงานกิจการต่างประเทศ พร้อมด้วยนายวชิระชัย คูนำวัฒนา รองประธานสายงานเศรษฐกิจวิชาการ นายเอก บูรพวงศ์ กรรมการสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และนางสาวสุวพีร์ ศิริกุลวัฒนา เลขานุการสายงานกิจการต่างประเทศ ต้อนรับ Mr. Christian Kettel Thomsen ผู้ว่าการธนาคารกลางเดนมาร์ก (Danmarks Nationalbank) พร้อมคณะผู้แทน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลก ความท้าทายของภาคอุตสาหกรรม และโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเดนมาร์ก ณ ห้องมงคลสุธี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

สะท้อนความท้าทายที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้าจากประเทศมหาอำนาจ ต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนความเสี่ยงจากการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยและความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

ขณะที่ฝ่ายเดนมาร์กแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจยุโรป โดยเฉพาะการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จากการขยายตัวของผู้ผลิตจีนในตลาดยุโรป รวมถึงผลกระทบจากสงครามรัสเซีย–ยูเครนต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาค สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายร่วมกันในการปรับตัวและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

การแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย โดยมุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ผ่านการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การเพิ่มผลิตภาพ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับภาคการผลิต ภายใต้แนวทาง Reinvent Thailand ซึ่งมุ่งพัฒนา 7 สาขาเศรษฐกิจเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรและอาหารแปรรูป ยานยนต์ การค้าปลีกและการค้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

การหารือครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาคอุตสาหกรรมไทยกับธนาคารกลางเดนมาร์ก เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกและความท้าทายที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญ ตลอดจนสะท้อนแนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดโอกาสความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเดนมาร์กในระยะยาว

…………………………………… @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้อุทกภัยกระทบอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ประเมินความเสียหายสมาชิกกว่า 6,000–7,000 ล้านบาท เสนอ 4 มาตรการเร่งฟื้นฟู–ยกระดับแผนรับมือ

สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยสถานการณ์อุทกภัยปี 2569 ส่งผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และภาคอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ โดยจากการสำรวจสมาชิกใน 14 จังหวัด พบผู้ประกอบการได้รับผลกระทบกว่า 2,000 ราย ประเมินความเสียหายเบื้องต้น 6,000–7,000 ล้านบาท ครอบคลุมเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง การผลิต และโลจิสติกส์ พร้อมเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วน ทั้งตรวจสอบมลพิษหลังน้ำลด จัดการของเสียอย่างปลอดภัย เร่งช่วยเหลือด้านการเงินแก่ SMEs และยกระดับแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สู่แผนตอบสนองสถานการณ์ที่ปฏิบัติได้จริง ควบคู่การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถรับมือและฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ตัวเลขจากแต่ละหน่วยงานมีขอบเขตการสำรวจและวิธีประเมินความเสียหายแตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบโดยตรงได้ แต่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบในวงกว้างต่อภาคการผลิตและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและเงินทุนสำหรับการฟื้นฟูกิจการ

 

กรณีนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ซึ่งมีรายงานน้ำท่วมขังบางพื้นที่สูงประมาณ 30–70 เซนติเมตร ส่งผลกระทบต่อโรงงานประมาณ 150 แห่ง และมีโรงงานหยุดการผลิต 34 แห่ง สะท้อนให้เห็นว่าอุทกภัยไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะต่อสถานประกอบการ แต่ยังส่งผลต่อการขนส่ง การส่งมอบชิ้นส่วน และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน แม้สถานการณ์ในภาคตะวันออกบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังจำเป็นต้องติดตามระดับน้ำ ปริมาณฝน และประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ

ส.อ.ท. เสนอ 4 มาตรการเร่งฟื้นฟูและยกระดับการรับมืออุทกภัย

  1. ตรวจสอบมลพิษและคุณภาพน้ำหลังน้ำลด เร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมกำหนดแนวทางฟื้นฟูที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
  2. จัดการน้ำเสีย สารเคมี และกากอุตสาหกรรมอย่างปลอดภัย ตรวจสอบพื้นที่จัดเก็บสารเคมี ระบบบำบัดน้ำเสีย และกากอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ป้องกันการรั่วไหลและการปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำหรือพื้นที่ชุมชน พร้อมกำกับการจัดการของเสียให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
  3. เร่งมาตรการทางการเงินช่วยเหลือ SMEs ประสานหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนเงินทุนสำหรับซ่อมแซมเครื่องจักร ฟื้นฟูสถานประกอบการ และเสริมสภาพคล่องสำหรับการกลับมาดำเนินธุรกิจ รวมถึงพิจารณามาตรการสินเชื่อและการพักชำระหนี้ตามความเหมาะสม
  4. ยกระดับ BCP สู่ Response Plan ที่ปฏิบัติได้จริง ทบทวนแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจให้สอดคล้องกับความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ กำหนดผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนการแจ้งเตือน เกณฑ์ตัดสินใจหยุดการผลิต แผนเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน และเส้นทางขนส่งสำรอง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและลดความเสียหาย

ประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ส.อ.ท. เสนอให้เชื่อมโยงข้อมูลพยากรณ์ฝน ระดับน้ำ สถานการณ์การระบายน้ำ และแผนพื้นที่เสี่ยงเข้าสู่ระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อใช้สถานการณ์รายพื้นที่เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ (Trigger) สำหรับการแจ้งเตือนและดำเนินมาตรการตามระดับความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยสถานประกอบการในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะภาคใต้ ควรตรวจสอบระบบระบายน้ำและเตรียมเครื่องสูบน้ำ ดูแลความปลอดภัยของพนักงาน ป้องกันความเสียหายต่อเครื่องจักรและทรัพย์สิน เตรียมขั้นตอนหยุดระบบอย่างปลอดภัย ตลอดจนจัดทำแผนสำรองด้านวัตถุดิบและการขนส่ง เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานต่อได้หรือกลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็ว

“ส.อ.ท. พร้อมประสานความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัด กลุ่มอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการเตรียมพร้อม การช่วยเหลือผู้ประกอบการ และการฟื้นฟูหลังอุทกภัยอย่างบูรณาการ โดย การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมต้องครอบคลุมทั้งประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงเร่งให้โรงงานกลับมาเดินเครื่อง แต่ต้องป้องกันมลพิษตกค้าง สร้างความปลอดภัยให้ชุมชน และช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

 

 

 

 

 

…………………………………… @ กกร. ขยับ GDP ปี 69 โต 2.1–2.5% ชงรัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม ดึงเอกชนนั่ง กนช. ภาครัฐและภาคเอกชนมีทิศทางสอดคล้องกันในการยกระดับเศรษฐกิจไทย โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และ GDP ในอุตสาหกรรมเป้าหมายขยายตัว 5.5% ซึ่งสอดรับกับ 7 กลุ่มธุรกิจภายใต้ Reinvent Thailand และข้อเสนอของธนาคารโลก โดย กกร. พร้อมร่วมขับเคลื่อนผ่านกลไก กรอ. ใน 3 ระยะ ได้แก่ Stabilize Today แก้ปัญหาเร่งด่วนและปลดล็อกอุปสรรค Transition Now เร่งการปรับตัวสู่เทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ และ Invest for Tomorrow ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทักษะ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

การประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 จะรวบรวมผู้นำ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารจากทั่วโลก กว่า 15,000 คน ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวะสำคัญที่ต่อเนื่องจากงาน Bangkok Business Summit 2026 เพื่อนำเสนอศักยภาพและทิศทางใหม่ของไทยสู่เวทีโลก สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเชื่อมโยงกับตลาดและเครือข่ายระดับโลก ก่อนก้าวสู่บทบาทประธานอาเซียนในปี 2028 ทั้งนี้ ประเด็นหารือในเวทีนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับทิศทางเศรษฐกิจ การดำเนินธุรกิจ นโยบายภาครัฐ และคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงเป็นวาระที่ทั้งภาคธุรกิจและคนไทยควรติดตาม พร้อมร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีและนำเสนอศักยภาพของไทยสู่สายตาประชาคมโลก

ราคาน้ำมันดิบยังปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่า supply จากตะวันออกกลางจะกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนความขัดแย้ง สะท้อนความเปราะบางในตะวันออกกลางและน้ำมันสำรองที่อยู่ในระดับต่ำ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายนที่ 95 มาอยู่ที่ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดการเงิน ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสหรัฐ 30 ปี แตะระดับ 5% สูงสุดในรอบ 20 ปี ตามความกังวลฐานะการคลังสหรัฐฯ และการเร่งระดมทุนของกลุ่ม Hyperscaler ส่งผลให้พันธบัตรระยะยาวหลายประเทศรวมทั้งไทยในเดือนกันยายนปรับเพิ่มขึ้น กระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมภาคเอกชนและค่าเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่า

ภัยธรรมชาติกำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทย โดยที่ผ่านมา ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเฉลี่ย 5–6 หมื่นล้านบาทต่อปีในการเยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อภาคประชาชน ภาคธรุกิจโดยเฉพาะ SME ภาคเกษตร การผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และ Supply Chain ในภาคกลางและภาคตะวันออก รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของภาคธุรกิจและประชาชน ซึ่งยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ อีกทั้งยังเพิ่มภาระหนี้สิน และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

กกร. เห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการป้องกันและบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) ในระดับพื้นที่ให้รวดเร็ว แม่นยำ และมีข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเตรียมรับมือได้ทันท่วงที พร้อมยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐานอย่างครบวงจร ตั้งแต่การกักเก็บ การส่งและระบายน้ำ การจัดเตรียมพื้นที่รองรับน้ำหลาก ไปจนถึงการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันจำเป็นต้องบูรณาการการวางผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับทิศทางการไหลของน้ำ และความเสี่ยงจากอุทกภัย โดยคำนึงถึงการรักษาทางน้ำและพื้นที่รับน้ำ ตลอดจนกำหนดแนวทางพัฒนาพื้นที่ชุมชนและอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนากลไกประกันภัยพิบัติ เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ รักษาความต่อเนื่องของภาคการผลิต ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสริมความมั่นคงด้านน้ำของประเทศในระยะยาว

เร่งแก้ไขปัญหาการขนส่งสินค้าทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ การขนส่งสินค้าทางอากาศมีมูลค่าประมาณ 2.42 ล้านล้านบาท หรือราวหนึ่งในสามของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังประสบปัญหาความแออัด ขณะที่อุทกภัยยิ่งส่งผลให้เที่ยวบินล่าช้าและถูกยกเลิก รวมถึงมีผู้โดยสารและสัมภาระตกค้างเป็นจำนวนมาก สนามบินเป็นประตูด่านแรกที่ผู้เดินทางสัมผัสเมื่อมาถึงประเทศไทย ปัญหาการให้บริการที่ติดขัดจึงอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้น และในช่วงที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ดังนั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรเร่งบูรณาการและแก้ไขปัญหา เพื่อให้การเดินทางและการให้บริการกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้ กกร. เตรียมจัดทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้ภาครัฐเร่งพิจารณาแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยของประเทศไทย พร้อมเสนอให้มีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติหรือ กนช. และคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการน้ำทั้ง 3 คณะประกอบด้วย 1)คณะอนุกรรมการชับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำและโครงการสำคัญ 2) คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 3) คณะอนุกรรมการพัฒนาหลักเกณฑ์นวัตกรรมการบริหารทรัพยากรน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อให้การกำหนดนโยบายและมาตรการสอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของภาคธุรกิจ ภาคเกษตรและประชนชน ขณะเดียวกัน กกร. มีมติจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อประเมินผลกระทบจากอุทกภัยและจัดทำข้อเสนอแนวทางเตรียมความพร้อมและฟื้นฟู เพื่อจัดทำแผนบูรณาการ การจัดการน้ำทั้งระบบ พร้อมกับสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและเร่งฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

…………………………………… @ เปิดรับสมัครเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และผู้ประกอบการ ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์  เข้าร่วม โครงการพัฒนาเกษตรกร สู่การพัฒนาเป็นผู้ประกอบการ SME เกษตรมืออาชีพ กลุ่มที่สามารถสมัครเข้าร่วมได้แก่

– องค์กรเกษตรกร สภาเกษตรกรแห่งชาติ

– วิสาหกิจชุมชน

– กลุ่ม Young Smart Farmer

– สหกรณ์การเกษตร

– นิติบุคคล/ผู้ประกอบการแปรรูปสินค้าเกษตรขนาดกลางและขนาดย่อม (SME เกษตร)

คุณสมบัติผู้สมัคร

  1. ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีผลิตภัณฑ์ หรือมีกิจกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่สร้างมูลค่าเพิ่มและพร้อมจะขยายตลาด
  2. มีความพร้อมด้านเวลา โดยสามารถเข้าร่วมการอบรม ศึกษาดูงาน หรือรับคำปรึกษา เชิงลึกได้ครบถ้วนตามระยะเวลาที่โครงการกำหนด
  3. มีความพร้อมในการใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก หรือสมาร์ทโฟน

สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 6 พฤศจิกายน 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการฯ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดนครสวรรค์ 088-2953885

…………………………………… @ ขอเชิญผู้ประกอบการ SMEs ร่วมตอบแบบสำรวจ “ความพร้อม ความต้องการ และปัญหาของ SMEs สู่ Green Transition”

สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอเชิญผู้ประกอบการ SMEs ร่วมตอบแบบสำรวจ เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านความพร้อม ความต้องการปัญหาและอุปสรรคในการปรับตัวสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

ข้อมูลที่ได้รับจะนำไปใช้ประกอบการวางแผนและพัฒนากิจกรรม “SMEs Green Transition Plus+” เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการและแหล่งเงินทุน รวบไปถึงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ให้บริการด้าน Green Solution ที่เหมาะสมต่อไป

ผู้ประกอบการสามารถตอบแบบสำรวจได้ที่ : https://service.fti.or.th/smegreentransition76 หรือสแกน QR Code บนสื่อประชาสัมพันธ์

ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ SMEs ร่วมสะท้อนข้อมูลและความต้องการเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาแนวทางสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวและการเติบโตอย่างยั่งยืน

…………………………………… @ จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบทั้งการดำเนินชีวิตของประชาชน และภาคธุรกิจอุตสาหกรรม

กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ โดยได้เปิดบริการสายด่วนกระทรวงอุตสาหกรรม โทร. 1564 รับแจ้งขอความช่วยเหลือจากผู้ประกอบการโรงงาน เอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชนที่ประสบอุทกภัย เพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและเร่งด่วน สามารถแจ้งได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง

กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออก 4 มาตรการเบื้องต้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และช่วยฟื้นฟูกิจการให้สามารถกลับมาดำเนินการได้โดยเร็ว ดังนี้

  1. การฟื้นฟูสถานประกอบการ
  2. การยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับโรงงานที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ
  3. การช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น การพักชำระหนี้ 3-12 เดือน การเติมทุนฉุกเฉิน และสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน เป็นต้น
  4. การช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหาย

แบบสำรวจผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์อุทกภัย ได้ที่ tinyurl.com/diprom-flood คู่มือ “ทำอย่างไร ก่อน ระหว่าง และหลังเกิดอุทกภัย (ฉบับโรงงานอุตสาหกรรม) ได้ที่ https://me-l.co/6nbz43yp ……………………………… @ หน่วยงานที่มีข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดนครสวรรค์ สามารถฝากข่าวผ่านสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ หรือต้องการสมัครเป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ติดต่อสอบถามได้ที่ นายชาณัฐธนพล  แสงสุข ผู้จัดการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ 056-245497,081-0428 934 โทรสาร 056-245 498 e-mail: [email protected], https://www.facebook.com/Nakhonsawan.fti

 

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด