ศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขแดง ที่ 3544/2561 หรือ “คดีลุงวิศวะยิงเด็กนักเรียน ม.4” ที่พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี และ น.ส.มณีพร ผึ่งผาย โจทก์และโจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จากกรณีที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิง นายนวพล หรือ ปอนด์ ผึ่งผาย อายุ 17 ปี ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 ก.พ.60 ที่บริเวณแยกครกใหญ่ ต.อ่างศิลา อ.เมืองฯ จ.ชลบุรี ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนานั้น จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกันตัว
คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนฯและฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามฟ้อง จำคุก 15 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืน ปรับ 4 พันบาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2 พันบาท รวมจำคุกจำเลยเป็นเวลา 10 ปี ปรับ 2 พันบาท ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 3.4 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
ต่อมาโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำเลยยื่นฎีกา ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาในชั้นศาลฎีกา เมื่อวันที่ 12 พ.ค.64 ที่ผ่านมา ที่ศาลจังหวัดชลบุรี แต่จำเลยและทนายฝ่ายจำเลยไม่ได้เดินทางมาตามนัด จึงสั่งยึดริบประกันจำนวน 8.74 แสนบาท พร้อมออกหมายจับ นายสุเทพ โดยกำหนดภายใน 1 เดือนหากจับกุมตัวได้ก็จะคุมตัวมาฟังคำพิพากษา แต่หากยังตามจับกุมตัวไม่ได้ ก็จะอ่านคำพิพากษาลับหลัง ในวันที่ 17 มิ.ย.นั้น
ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่ามูลเหตุคดีเริ่มต้นเมื่อพวกของผู้ตายจอดรถยนต์ตู้ซ้อนคันกับรถยนต์ของจำเลย โดยไม่ได้สนใจว่ารถยนต์ของจำเลยที่จอดริมฟุตบาทจะออกไปได้หรือไม่ เมื่อภริยาจำเลยแจ้งให้ทราบว่ารถยนต์ของจำเลยกำลังจะออกแต่พวกของผู้ตายไม่ขยับให้ กลับบอกให้รอก่อน การจอดรถซ้อนคันขวางทางออกถนนของรถยนต์คันอื่น ทั้งมิยอมรีบขยับรถให้รถคันที่ตนจอดขวางอยู่ออกไปได้ มิใช่เรื่องที่คนทั่วไปกระทำกัน เหตุการณ์เช่นนี้ คนทั่วไปไม่ว่าใครก็ตามพบเจอย่อมต้องรู้สึกโกรธเป็นธรรมดา จำเลยกล่าวถ้อยคำหยาบคายหลายครั้ง แต่มีเพียงถ้อยคำเดียวที่พวกของผู้ตายได้ยินก่อนที่จะพากันขึ้นรถยนต์ตู้ไป
ส่วนถ้อยคำหยาบคายอื่นจำเลยกล่าวในรถยนต์ของตนเอง ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้พวกของผู้ตายรู้สึกว่าจะต้องเอาเรื่องกับจำเลยทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงแต่ทำให้จำเลยเสียเวลาไปบ้างเล็กน้อย จึงมิใช่เรื่องใหญ่โตถึงขนาดต้องฆ่ากัน เชื่อได้ว่าในขณะที่รถยนต์ของทั้งสองฝ่ายเคลื่อนออกจากบริเวณหน้าร้านขายอาหารทะเลแห้ง ทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีความคิดที่จะเอาเรื่องอีกฝ่ายเพราะเหตุจากการมีปากเสียงกัน
ส่วนเหตุการณ์ระหว่างทางตั้งแต่รถยนต์ของทั้งสองฝ่ายออกจากร้านขายอาหารทะเลแห้งจนถึงเวลาก่อนจะถึงแยกครกใหญ่ พวกของผู้ตายเพียงแต่เปิดไฟสูงใส่จำเลย ไม่ได้ขับแข่ง ขับแซง หรือปาดหน้า ทั้งที่อยู่ในวิสัยที่สามารถกระทำได้โดยง่าย ส่วนฝ่ายจำเลย พฤติการณ์ภายในรถแสดงให้เห็นได้ว่า ภายหลังจากออกจากหน้าร้านขายอาหารทะเลแห้งไม่นาน จำเลยและภริยาต่างระงับความโกรธได้และเกรงว่าจะถูกฝ่ายผู้ตายทำร้าย จึงมีความคิดจะไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานตำรวจหรือบุคคลอื่น เมื่อรถยนต์ของทั้งสองฝ่ายไปถึงแยกครกใหญ่ จำเลยมิได้ขับรถปาดหน้ารถพวกของผู้ตายเพื่อไปจอดรถที่ริมฟุตบาทและมิได้มีพฤติการณ์ยั่วยุให้คนในกลุ่มผู้ตายมาวิวาทต่อสู้กันอีก
เมื่อมีคนในกลุ่มของผู้ตายหลายคนอยู่ล้อมรอบรถยนต์ของจำเลย ผู้ตายมุดศีรษะเข้ามาในรถยนต์ของจำเลย พูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า “มึงจะรบป่าว” หลายครั้ง และมีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ตายจะเข้ามาทำร้ายจำเลยในชั่วเวลาอีกไม่นาน ขณะเดียวกันจำเลยยังถูกพวกของผู้ตายชกต่อยจากทางด้านหลัง ย่อมถือได้ว่ามีอันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตและร่างกายของจำเลยแล้ว ประกอบกับจำเลยนั่งอยู่ที่ที่นั่งคนขับอันเป็นการอยู่ในที่จำกัดและเคลื่อนไหวร่างกายได้ยาก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงออกไปจึงเป็นทางเดียวที่จะให้จำเลยพ้นจากการถูกทำร้ายโดยผู้ตายและพวกได้ ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนให้พ้นภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง
แต่เมื่อจำเลยเห็นอยู่แล้วว่าผู้ตายและพวกไม่มีอาวุธ หากจำเลยเพียงนำอาวุธออกมาขู่ว่าจะยิง หรือยิงออกไปโดยไม่จำเป็นต้องให้ถูกผู้ตายหรือยิงไปที่อวัยวะอื่นที่ไม่สำคัญของผู้ตาย ก็ย่อมเพียงพอที่จะยับยั้งมิให้ผู้ตายและพวกเขามาทำร้ายได้แล้ว แต่จำเลยกลับใช้อาวุธปืนยิงไปที่หน้าอกซ้ายของผู้ตาย แม้ยิงเพียงนัดเดียวก็ไม่เป็นการได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นกับจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ
อย่างไรก็ดี ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เหตุคดีนี้เกิดจากฝ่ายผู้ตายจอดรถยนต์ขวางทางรถยนต์ของจำเลย จนเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย อันเป็นความผิดของฝ่ายผู้ตายด้วยส่วนหนึ่ง การรอการลงโทษให้แก่จำเลยน่าจะเป็นประโยชน์ แก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าการลงโทษจำคุกไปเสียทีเดียว
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุจำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ แล้ว รวมจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี คุมความประพฤติ 2 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ให้จำเลยไปเข้ารับการฝึกอบรมที่เกี่ยวกับการระงับควบคุมอารมณ์ที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนนและให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 30 ชั่วโมง
จากคำพิพากษาฎีกาข้างต้นสามารถเปรียบเทียบกับคดีตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ชักปืนยิงกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์ย่านห้วยขวางเสียชีวิต 2 ศพ ได้ดังนี้
ประเด็นสำคัญของเรื่องคือ สิทธิในการป้องกันตนเอง (Self-defense) และ ขอบเขตของการใช้กำลังโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายอาญาไทย
- หลักกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันตนเอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 บัญญัติว่า การกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึง อันเกิดจากการประทุษร้ายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ย่อมไม่เป็นความผิด หากเป็นการกระทำ “พอสมควรแก่เหตุ” อย่างไรก็ตาม หากการป้องกันนั้น “เกินสมควรแก่เหตุ” ผู้กระทำยังคงมีความผิด แต่ศาลสามารถลดโทษได้ตามมาตรา 69
- การวิเคราะห์คดีลุงวิศวะ จากข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยตกอยู่ในสถานการณ์ที่มี ภยันตรายใกล้จะถึง เนื่องจากถูกกลุ่มผู้ตายล้อมรถ พยายามเข้าทำร้าย และมีพฤติการณ์ก้าวร้าว เช่น ตะโกนท้าทายและใช้กำลัง ศาลเห็นว่าจำเลยมีสิทธิในการป้องกันตนเอง แต่ปัญหาอยู่ที่ “วิธีการ” กล่าวคือ การยิงไปที่หน้าอกซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ ถือว่าเกินความจำเป็น เพราะยังมีวิธีอื่นที่เบากว่า เช่น ยิงขู่ หรือยิงส่วนที่ไม่ร้ายแรง ดังนั้น ศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็น “การป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ” และลงโทษจำคุก แต่ให้รอการลงโทษ เนื่องจากมีเหตุบรรเทาโทษ เช่น ไม่เคยต้องโทษมาก่อน และผู้ตายก็มีส่วนก่อเหตุ
- ลักษณะสำคัญของคดี ตชด. ยิงวินมอเตอร์ไซค์ แม้รายละเอียดข้อเท็จจริงของคดี ตชด. อาจแตกต่างในเชิงลึก แต่โดยลักษณะทั่วไปของคดีที่ปรากฏในสังคม มีประเด็นสำคัญคือ ผู้กระทำเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ” (ตำรวจ) มีการใช้อาวุธปืนยิงประชาชนจนเสียชีวิต เหตุเกิดจากความขัดแย้งหรือการเผชิญหน้าระหว่างบุคคล ประเด็นสำคัญทางกฎหมายจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องการป้องกันตัวเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับมาตรฐานการใช้กำลังของเจ้าพนักงาน ซึ่งต้องสูงกว่าบุคคลทั่วไป
- การเปรียบเทียบเชิงนิติศาสตร์
(1) สถานะของผู้กระทำคดีลุงวิศวะเป็นประชาชนทั่วไป แต่คดี ตชด. เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ในทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐต้องอยู่ภายใต้หลัก “ความจำเป็นและได้สัดส่วน (necessity & proportionality)” อย่างเคร่งครัดมากกว่า
(2) เงื่อนไขของภยันตราย ลุงวิศวะมีภยันตรายใกล้จะถึงชัดเจน (ถูกล้อมและถูกทำร้าย) แต่ ตชด. ต้องพิจารณาว่ามีภัยคุกคามถึงชีวิตจริงหรือไม่ หากไม่มีภัยถึงชีวิต การใช้อาวุธปืนย่อมเกินกว่าเหตุ
(3) ความได้สัดส่วนของการใช้กำลัง ลุงวิศวะศาลชี้ว่าการยิงหน้าอกเป็นการเกินสมควร แต่ ตชด. หากยิงจนเสียชีวิต 2 ราย ยิ่งต้องตรวจสอบว่า มีทางเลือกอื่นหรือไม่ ใช้มาตรการเบาก่อนได้หรือไม่ หากไม่ผ่านเกณฑ์นี้ อาจเข้าข่าย “เจตนาฆ่า” หรือ “เกินกว่าเหตุ” เช่นเดียวกัน
(4) มาตรฐานการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ ในหลักกฎหมายมหาชนและกฎหมายอาญา เจ้าหน้าที่รัฐต้องใช้กำลังภายใต้หลัก “ความจำเป็น (Necessity)” “ความได้สัดส่วน (Proportionality)” และ “ความเหมาะสม (Reasonableness)” ดังนั้น แม้เจ้าหน้าที่จะอ้างการป้องกันตัว แต่ศาลมักใช้มาตรฐานที่เข้มงวดกว่าบุคคลทั่วไป
(5) ผลทางคดี ลุงวิศวะป้องกันเกินสมควร ลดโทษและรอลงอาญา แต่ ตชด. หากพิสูจน์ได้ว่าไม่มีภยันตรายร้ายแรง อาจเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา หากมีภัยแต่เกินกว่าเหตุก็เป็นการป้องกันเกินสมควร และหากเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ อาจไม่เป็นความผิด
- ข้อสังเกตเชิงวิชาการ ประเด็นสำคัญที่ทั้งสองคดีสะท้อนร่วมกัน คือ “เส้นแบ่งระหว่างการป้องกันตนเองกับการใช้ความรุนแรงเกินจำเป็น” คดีลุงวิศวะเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ศาลวางหลักว่า การมีสิทธิป้องกันตัว ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้กำลังได้อย่างไร้ขอบเขต ต้องเลือกวิธีที่เบาที่สุดแต่เพียงพอ เมื่อเทียบกับคดี ตชด. จะเห็นว่าหากเจ้าหน้าที่ใช้ปืนเป็นเครื่องมือแรกโดยไม่จำเป็นหรือใช้กำลังเกินกว่าเหตุการณ์ ย่อมมีแนวโน้มสูงที่จะถูกตีความในแนวเดียวกับคดีลุงวิศวะหรือรุนแรงยิ่งกว่า
- บทสรุป จากการเปรียบเทียบเชิงกฎหมาย คดีลุงวิศวะเป็นตัวอย่างของ “การป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ” ที่ศาลยอมรับสิทธิในการป้องกันตัว แต่จำกัดขอบเขตการใช้กำลังอย่างชัดเจน ขณะที่คดี ตชด. มีความซับซ้อนมากกว่า เนื่องจากผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มงวดกว่า ดังนั้น หากข้อเท็จจริงในคดี ตชด. ไม่ปรากฏภยันตรายร้ายแรงถึงชีวิตหรือมีการใช้กำลังเกินความจำเป็น ก็มีแนวโน้มที่จะถูกวินิจฉัยว่าเป็นความผิดในลักษณะเดียวกับ “ป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ” หรืออาจถึงขั้นเป็น “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและดุลพินิจของศาลในแต่ละกรณี สวัสดีครับ
ผู้ช่วยศาตราจารย์ปองปรีดา ทองมาดี
ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา


