25.6 C
Nakhon Sawan
วันพุธ, กันยายน 2, 2026
spot_img

สภาอุตสาหกรรมฯ สัมพันธ์

ผู้อ่านสวรรค์นิวส์และสมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์…………………………………….. @  เสียงของคุณ สำคัญต่ออนาคตประกันสังคม! ร่วมใช้สิทธิเลือกตั้ง บอร์ดประกันสังคม เลือกคนที่ใช่ เพื่อร่วมสร้างหลักประกันที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับผู้ประกันตนทุกคน วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569  เวลา 08.00 – 16.00 นาฬิกา 1 สิทธิ เลือกได้ 7 หมายเลข ร่วมสร้างประกันสังคมที่ยั่งยืน เริ่มต้นที่การเลือกตั้ง เพราะทุกเสียงของคุณ…มีความหมาย

…………………………………….. @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จับมือ SME D Bank ดัน “เงินทุน–นวัตกรรม–มาตรฐาน” ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569 นายพิตติพัตน์ มั่นบุปผชาติ ประธานสถาบันอุตสาหกรรมเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะ เข้าหารือกับนายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank และคณะผู้บริหารระดับสูง ณ อาคาร SME Bank Tower กรุงเทพมหานคร เพื่อหารือแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร

ส.อ.ท. มุ่งผลักดันผู้ประกอบการที่มีศักยภาพด้าน นวัตกรรม งานวิจัย และการพัฒนาสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เกษตรแปรรูป สมุนไพร Wellness และ Bio & Health ให้สามารถต่อยอดจากวัตถุดิบไทยไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและแข่งขันในตลาดสากลได้

ขณะที่ SME D Bank พร้อมสนับสนุนทั้ง แหล่งเงินทุนและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ พร้อมผลักดัน Supply Chain Financing เพื่อกระจายสภาพคล่องไปยังเกษตรกรและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่การผลิต ไม่ให้ข้อจำกัดด้านเงินทุนกลายเป็นคอขวดของการเติบโต

โดยทั้งสองฝ่ายยังตั้งเป้าผลักดัน Quick Win ในกลุ่มสมุนไพรและ Wellness ภายในปี 2569 เพื่อสร้างกรณีศึกษาที่สามารถต่อยอดไปยังผู้ประกอบการกลุ่มอื่นได้

นอกจากเรื่องเงินทุนแล้ว การยกระดับการแข่งขันยังต้องเตรียมผู้ประกอบการให้พร้อมกับมาตรฐานและกติกาการค้าระหว่างประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการส่งเสริม Sustainability, Traceability และการเตรียมความพร้อมด้าน EUDR รวมถึงพัฒนาระบบ Green Finance ที่เชื่อมโยงกับมาตรฐาน TFCC/PEFC แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับกระบวนการผลิตให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ และตอบโจทย์ตลาดโลกมากขึ้น

การหารือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางเข้าถึงสินเชื่อ แต่เป็นการเชื่อม “เงินทุน–นวัตกรรม–มาตรฐาน–ตลาด” เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเกษตรและอาหารไทยเติบโตได้ตลอด Supply Chain และเปลี่ยนศักยภาพของวัตถุดิบไทยให้เป็น ธุรกิจมูลค่าสูงที่แข่งขันได้ในตลาดโลก

…………………………………….. @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เดินหน้าเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ แหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือจากญี่ปุ่น เพื่อรับมือความผันผวนด้านพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ เสริมความยืดหยุ่นของ Supply Chain ไทย–ญี่ปุ่น และสนับสนุนการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งนำกลไกทางการเงินของ Japan Bank for International Cooperation (JBIC) มาต่อยอดสู่โอกาสการลงทุนของผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในกลไกสำคัญคือ “POWERR Asia FAST Window” (Partnership on Wide Energy and Resources Resilience Asia Finance for Agile and Secure Trade Window) ภายใต้ Japan Strategic Investment Facility ซึ่งสนับสนุนการเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ รวมถึงการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เชื้อเพลิงทางเลือกคาร์บอนต่ำ และโครงการ Decarbonization

กลไกดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง เพิ่มความเสี่ยงต่อการจัดหาพลังงาน วัตถุดิบ และต้นทุนการผลิตทั่วโลก การเพิ่มทางเลือกด้านพลังงาน ควบคู่กับการเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยี จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันและความต่อเนื่องของ Supply Chain

ส.อ.ท. ได้ผลักดันแนวคิด “Thailand Pragmatic Energy Transition” ซึ่งให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่สอดคล้องกับบริบทและศักยภาพของประเทศไทย โดยมุ่งเพิ่มสัดส่วนและศักยภาพพลังงานสะอาดภายในประเทศ ยกระดับการใช้พลังงานชีวภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กัน แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการสนับสนุนของ JBIC ในด้าน Energy Efficiency, Renewable Energy และ Low-carbon Transition ตลอดจนความร่วมมือภายใต้กรอบ AZEC-SAVE ซึ่งสามารถเป็นอีกกลไกหนึ่งในการสนับสนุนผู้ประกอบการและ Supply Chain ของญี่ปุ่นในประเทศไทยให้เดินหน้าสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

สำหรับขั้นตอนต่อไป ส.อ.ท. จะนำข้อมูลและแนวทางจากการหารือกับ JBIC ไปเชื่อมโยงกับกลุ่มอุตสาหกรรมและสมาชิก เพื่อ สำรวจความต้องการ คัดเลือกโครงการที่มีศักยภาพ และพัฒนาแนวทางการเข้าถึงกลไกสนับสนุนทางการเงินที่เหมาะสม โดยมุ่งให้เกิดโครงการลงทุนจริงที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และยกระดับความแข็งแกร่งของ Supply Chain ไทย–ญี่ปุ่น

การหารือดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 โดยนายปรีดา วัชรเธียรสกุล พร้อมด้วยนายนที สิทธิประศาสน์ และคณะกรรมการ ส.อ.ท. หารือร่วมกับคณะผู้แทนจาก JBIC นำโดย Mr. SHIRAISHI Takanori, Chief Representative และ Mr. SHIMATANI Tokuro, Representative สำนักงานผู้แทน JBIC กรุงเทพฯ ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

…………………………………… @สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  – JETRO ชี้ไทยยังเป็นฐานลงทุนสำคัญของญี่ปุ่น เร่งยกระดับขีดความสามารถรองรับการลงทุนอนาคต ผลสำรวจครึ่งปีแรกของภาคธุรกิจญี่ปุ่นสะท้อนว่า แม้ผู้ประกอบการยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน การแข่งขัน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่กว่า 70% ยังคงเชื่อมั่นและพร้อมรักษาหรือเพิ่มการลงทุนในไทย สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและห่วงโซ่อุปทานสำคัญของภูมิภาค

เมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และคณะผู้บริหาร ร่วมต้อนรับ Mr. Ichiro ABE ประธาน JETRO Bangkok และ Mr. Hiroyasu KONDO ประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) พร้อมคณะผู้บริหาร ในโอกาสเข้าพบเพื่อรายงานผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 และแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย

ผลสำรวจของ JCC สะท้อนว่า ภาคธุรกิจญี่ปุ่นยังมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในระยะสั้นจากต้นทุนวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ปรับตัวสูงขึ้น การแข่งขันที่รุนแรง และกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม 71% ของบริษัทญี่ปุ่นยังมีแผนรักษาหรือเพิ่มการลงทุนในไทย และ 79% คาดว่าการส่งออกจะทรงตัวหรือขยายตัว สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยในระยะยาว

ข้อมูลดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศกำลังแข่งขันดึงดูดการลงทุนและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นยังคงมองไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจญี่ปุ่นยังสะท้อนข้อกังวลที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนพลังงาน ความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ การขาดแคลนแรงงานทักษะสูง รวมถึงบุคลากรด้าน AI และวิศวกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนในอนาคต

ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมไทย ส.อ.ท. เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น โดยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) เดือนกรกฎาคม 2569 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 90.0 จาก 88.2 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 96.1 สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่ดีขึ้น จากแรงสนับสนุนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม และความคืบหน้าด้านการค้าและการลงทุนกับประเทศคู่ค้าสำคัญ

ส.อ.ท. มองว่า ผลสำรวจของ JCC เป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนต่างชาติ และจะนำไปสู่การผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายร่วมกับภาครัฐ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ดูแลต้นทุนพลังงาน และรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุนและการผลิตในภูมิภาคต่อไป…………………………………… @ กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำตาล เข้าพบประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หารือแนวทางขับเคลื่อนพลังงานทดแทน ยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2569 นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยผู้บริหารจาก ส.อ.ท. ร่วมต้อนรับคณะกรรมการอุตสาหกรรมน้ำตาลที่เกี่ยวข้อง นำโดย นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำตาล และนายกสมาคมผู้ผลิตน้ำตาลและชีวพลังงานไทย เนื่องในโอกาสเข้าพบเพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. วาระปี 2569–2571 และหารือความร่วมมือเพื่อ ยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

ในการหารือ กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำตาลได้นำเสนอสถานการณ์และแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาพลังงานทดแทน และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคเกษตรและอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย ปัจจุบันมีโรงงานน้ำตาล 58 โรงงาน เกี่ยวข้องกับชาวไร่อ้อยกว่า 300,000 ครอบครัว และแรงงานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องประมาณ 1 ล้านคน โดยฤดูการผลิตปี 2568/2569 มีผลผลิตอ้อย 105 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลทราย 11.5 ล้านตัน และสร้างมูลค่าจากการจำหน่ายในประเทศและส่งออกประมาณ 180,000 ล้านบาท โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

  1. ผลักดันพลังงานชีวมวลและเอทานอล

มอบหมายสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรมผลักดันการผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากกากอ้อยและใบอ้อย ซึ่งโรงงานน้ำตาลมีศักยภาพในการนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า โดยส่งเสริมและอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ เพื่อให้โรงงานสามารถใช้ศักยภาพการผลิตไฟฟ้าชีวมวลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมเอทานอลเพื่อยกระดับอ้อยสู่พลังงานสะอาด โดยผลักดัน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานของประเทศ พิจารณาปรับปรุงโครงสร้างราคาเอทานอลให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม และต่อยอดเอทานอลเป็นวัตถุดิบสำหรับเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) และอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics/Bio-economy) รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยจะนำเสนอเข้าสู่เวที กรอ. (Green Economy) ต่อไป

  1. ผลักดัน “โครงการอ้อยหวาน” เพิ่ม Productivity ต้นน้ำ

มอบหมายสายงานส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมผลักดัน “โครงการอ้อยหวาน” โดยมุ่งสร้าง Productivity ให้แก่ต้นน้ำของอุตสาหกรรมน้ำตาล พร้อมประสานความร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร เพื่อผลักดันเข้าสู่เวทีความร่วมมือระหว่าง ส.อ.ท. และกระทรวงอุตสาหกรรม

  1. เร่งแก้ไขปัญหาการระงับนำเข้าน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสมของจีน

มอบหมายงานข้อร้องเรียนผลักดันการแก้ไขปัญหากรณีจีนระงับการนำเข้าน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสม โดยมุ่งให้เกิด Competent Authority (CA) ในประเทศ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหาร ตลอดจนยกระดับระบบกำกับดูแลและมาตรฐานสินค้าอาหารส่งออก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทยและลดอุปสรรคทางการค้าของผู้ประกอบการไทย โดยจะประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การหารือครั้งนี้ สะท้อนความร่วมมือระหว่าง ส.อ.ท. และกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำตาล ในการผลักดันข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมสู่การแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย โดยมุ่งปฏิรูปนโยบายร่วมกับภาครัฐ ขจัดอุปสรรคทางการค้า และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานในอนาคต

…………………………………….. @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชง 5 แนวทางรัฐ หนุนอุตสาหกรรม–SMEs รับกติกาโลก ดัน SDGs สู่โอกาสทางธุรกิจ กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนจากการวัดเพียง “สินค้าดีและราคาสู้ได้” ไปสู่การให้ความสำคัญกับข้อมูล สิ่งแวดล้อม และความสามารถในการลดผลกระทบตลอด Supply Chain ขณะที่มาตรการอย่างมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎระเบียบ ข้อมูล เงินทุน และองค์ความรู้ เพื่อไม่ให้ต้นทุนจากการเปลี่ยนผ่านกลายเป็นข้อจำกัดในการแข่งขัน แต่สามารถต่อยอดเป็นโอกาสลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจไทย

เมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 นายเจตพล เอมมณี กรรมการสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ส.อ.ท. พร้อมด้วยนางสรวงระวี คุณธนกาญจน์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ เข้าร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) วุฒิสภา และนำเสนอหัวข้อ “SDGs 2030: ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 320 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอ 5 แนวทางสำคัญเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรม ได้แก่

  1. Smart Regulation ปรับปรุงกฎหมายให้รองรับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ การสิ้นสุดการเป็นของเสีย (End of Waste)
  2. Data & Traceability พัฒนาโครงสร้างข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงและตรวจสอบย้อนกลับได้
  3. Green Finance เพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนสีเขียวและสิทธิประโยชน์ทางภาษี
  4. SME Support ยกระดับทักษะ องค์ความรู้ และเทคโนโลยีให้ SMEs
  5. Regulatory Sandbox เปิดพื้นที่ทดลองนวัตกรรมและกฎระเบียบใหม่ก่อนขยายผลในระดับประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนประเด็นสำคัญ ทั้งการจัดการกากอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงข้อมูล การกำหนด KPIs และการยกระดับความสามารถของ SMEs เพื่อให้การขับเคลื่อน SDGs สามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้

ส.อ.ท. มองว่าการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง หากไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในบริษัทขนาดใหญ่ แต่ต้องครอบคลุม SMEs และผู้ประกอบการตลอด Supply Chain เพราะความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอนาคตจะขึ้นอยู่กับทั้งห่วงโซ่ ไม่ใช่เพียงผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับ I ที่ 5: Inclusive Sustainability ภายใต้ยุทธศาสตร์ 5I ของ ส.อ.ท. ที่มุ่งสร้างการเติบโตที่ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมและปรับตัวไปพร้อมกัน โดยใช้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เป็นกลไกสำคัญ

เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการ “ทำตามกติกา” แต่คือการทำให้ SDGs และมาตรฐานความยั่งยืนกลายเป็นเครื่องมือยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

…………………………………… @สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) – กรมโรงงานอุตสาหกรรม เดินหน้าปรับกติกาอุตสาหกรรม ใช้ AI จัดการกาก–น้ำ ดัน Circular Economy สู่การปฏิบัติ กติกาด้านสิ่งแวดล้อมกำลังมีบทบาทต่อการดำเนินธุรกิจและความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการต้องสามารถปรับตัวได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระที่เกินความจำเป็น ส.อ.ท. และกรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงเดินหน้าหารือเพื่อเชื่อม “กฎหมาย–เทคโนโลยี–การปฏิบัติจริง” ให้สามารถเดินไปด้วยกัน

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569 นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change พร้อมคณะผู้บริหารสถาบันฯ เข้าพบนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ณ ห้องประชุม 505 อาคารกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อหารือแนวทางยกระดับความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในภาคอุตสาหกรรม

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการเปิดให้ภาคอุตสาหกรรมมีส่วนร่วมในการจัดทำและพัฒนากฎหมาย เพื่อให้กฎระเบียบสามารถใช้กำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสภาพการดำเนินงานจริง โดยยึดหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle: PPP) เป็นแนวทางสำคัญ

ครอบคลุมทั้งร่างพระราชบัญญัติการจัดการกากอุตสาหกรรม ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน และร่างมาตรฐานการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมกับความสามารถในการปฏิบัติตามของผู้ประกอบการ

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือการนำ AI มาใช้ในกระบวนการพิจารณาอนุญาตด้านการจัดการกากอุตสาหกรรมผ่านระบบ Automatic E-License เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการอนุญาตและกำกับดูแล พร้อมกันนี้ ยังผลักดันแนวคิด Circular Economy และ End-of-Waste เพื่อให้กากอุตสาหกรรมที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ถูกเปลี่ยนจาก “ของเสีย” ให้กลายเป็นวัตถุดิบหรือทรัพยากรที่สร้างมูลค่าได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยทั้งลดปริมาณของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการเทียบเคียงมาตรฐาน Eco Factory กับ Green Industry การเพิ่มผลิตภาพการใช้น้ำ (Water Productivity) และการพัฒนามาตรฐานรับมือภาวะฉุกเฉิน เพื่อเพิ่มความพร้อมในการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับโรงงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

เพื่อให้ความร่วมมือเกิดผลต่อเนื่อง ทั้งสองฝ่ายได้แต่งตั้งผู้ประสานงานของแต่ละฝ่าย และกำหนดจัดเวทีหารือร่วมกันทุก 2 เดือน เพื่อรายงานความคืบหน้า แลกเปลี่ยนข้อเสนอ และผลักดันประเด็นที่เห็นร่วมกันไปสู่การดำเนินงานจริง

ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “The New Chapter of Thai Industry: Empowering Growth with 5I” ของ ส.อ.ท. วาระปี 2569–2571 โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ I5 – Inclusive Sustainability ที่มุ่งให้อุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ Low Carbon Industry ควบคู่กับการประยุกต์ใช้ ESG เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

…………………………………… @ ส.อ.ท. จับมือ อสมท เชื่อมพลัง “สื่อ–อุตสาหกรรม” ต่อยอดการสื่อสารยุคดิจิทัล เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569 คณะผู้บริหาร ส.อ.ท. นำโดยนายณรงค์ฤทธิ์ พานิชชีวะ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสายงานสมาชิกสัมพันธ์ และ ดร.ปิยะนุช มาลากุล ณ อยุธยา รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสายงานสื่อสารองค์กร เข้าหารือความร่วมมือกับ ดร.ญาดา กาศยปนันทน์ กรรมการรักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และนายกิตติพงษ์ ขันติรัตน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานบริหารจัดการองค์กร อสมท พร้อมคณะฯ   และเยี่ยมชมกระบวนการผลิตและออกอากาศรายการวิทยุแบบครบวงจร รวมถึงรายการสด “คุยโขมงบ่ายสามโมง” ณ อาคารอำนวยการ 1 บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

การหารือมุ่งหาแนวทางเชื่อมโยง “พลังของสื่อ” กับ “ศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม” ทั้งการประชาสัมพันธ์สมาชิกและผู้ประกอบการไทย การสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและโซลูชันดิจิทัลมาสนับสนุนการพัฒนางานสื่อ

อสมท. พร้อมเปิดกว้างสู่ความร่วมมือในรูปแบบใหม่ โดยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะวิทยุและโทรทัศน์ แต่ครอบคลุมทั้งสื่อออนไลน์ ดิจิทัล และการจัดกิจกรรม เพื่อเพิ่มช่องทางในการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ให้กับภาคอุตสาหกรรม

ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับการสื่อสารเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและโอกาสไปยังสมาชิกและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย โดยมองว่าความร่วมมือกับ อสมท จะช่วยเพิ่มช่องทางในการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันยังมีโอกาสต่อยอดความร่วมมือด้าน Digital Technology เพื่อนำโซลูชัน ซอฟต์แวร์ และนวัตกรรมจากภาคอุตสาหกรรมมาสนับสนุนการพัฒนางานสื่อให้ตอบโจทย์ยุคดิจิทัลมากขึ้น

จากนั้น คณะ ส.อ.ท. ได้เยี่ยมชมกระบวนการผลิตและออกอากาศรายการวิทยุแบบครบวงจร รวมถึงการออกอากาศสดรายการ “คุยโขมงบ่ายสามโมง” สะท้อนศักยภาพของ อสมท ในการผลิตและนำเสนอเนื้อหาผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบ

การหารือครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมพลังระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสื่อยุคใหม่ เพื่อร่วมกันพัฒนารูปแบบการสื่อสารที่เข้าถึงผู้ประกอบการและสังคมได้มากขึ้น พร้อมต่อยอดสู่ความร่วมมือและโอกาสใหม่ ๆ ในอนาคต

…………………………………….. @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จับมือ DITP ปั้น SME ไทยบุกตลาดโลก เสริม “ความพร้อม–โอกาส–ช่องทางการค้า” เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569 นายณรงค์ฤทธิ์ พานิชชีวะ และ ดร.เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมนายวิบูลย์ หงษ์ศรีจินดา รองประธาน สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และคณะฯ เข้าพบ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ณ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อแนะนำทิศทางการดำเนินงานของ ส.อ.ท. ภายใต้วาระ “The New Chapter of Thai Industry” และหารือแนวทางยกระดับ SME ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการต่อยอดโครงการ SMEs Pro-active เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ หรือ Overseas Trade Fair อย่างต่อเนื่อง พร้อมหารือแนวทางการใช้สิทธิที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ ภายใต้หลักเกณฑ์และงบประมาณของ DITP

แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การสนับสนุน SME ไม่หยุดอยู่ที่การให้ข้อมูล แต่สามารถเชื่อมต่อไปถึงการพบลูกค้า การสร้างพันธมิตร และการเปิดตลาดใหม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการเปลี่ยนโอกาสให้เป็นธุรกิจจริง

อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญคือการพัฒนาหลักสูตร China Business Survival Program โดย ส.อ.ท. เสนอให้ DITP และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ในประเทศจีน เข้ามาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดจีน ทั้งแนวโน้มตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค โอกาสในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนปัจจัยเสี่ยงและเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการต้องรู้ก่อนเข้าสู่ตลาด

เป้าหมาย คือ ทำให้ผู้ประกอบการที่ผ่านหลักสูตร “รู้ตลาดก่อนบุกตลาด” และสามารถต่อยอดไปสู่การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและสร้างโอกาสทางการค้าภายใต้การดำเนินงานของ DITP ตามความเหมาะสม

การหารือครั้งนี้ยังเป็นการนำเสนอวิสัยทัศน์ “The New Chapter of Thai Industry” และยุทธศาสตร์ 5I ของ ส.อ.ท. ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีและ AI การสร้างนวัตกรรม การขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเติบโตอย่างยั่งยืน

ความร่วมมือระหว่าง ส.อ.ท. และ DITP จึงมุ่งสร้างระบบสนับสนุนที่เชื่อมต่อกันตั้งแต่ “องค์ความรู้ → การเตรียมความพร้อม → การออกตลาด → โอกาสทางการค้า” เพื่อให้ SME ไทยไม่ได้เพียง “พร้อมแข่งขัน” แต่สามารถก้าวไปสู่ตลาดต่างประเทศและสร้างการเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม

……………………………………..@สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จับมือ กระทรวงอุตสาหกรรม – SME D Bank เดินหน้าหนุน SMEs ไทยเข้าถึงแหล่งทุน เสริมสภาพคล่องธุรกิจ เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล รองประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย นายวีรชัย มั่นสินธร นายณรงค์ฤทธิ์ พานิชชีวะ และนายสราวุธ สงวนเผ่า รองประธาน ส.อ.ท. เข้าหารือกับ นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกันสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจ ณ กระทรวงอุตสาหกรรม

การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเหมาะสม ทั้งในด้านการเสริมสภาพคล่อง การลงทุน การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การนำเทคโนโลยีมาใช้ ตลอดจนการยกระดับธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยต่อไป……………………………… @ หน่วยงานที่มีข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดนครสวรรค์ สามารถฝากข่าวผ่านสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ หรือต้องการสมัครเป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ติดต่อสอบถามได้ที่ นายชาณัฐธนพล  แสงสุข ผู้จัดการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ 056-245497,081-0428 934 โทรสาร 056-245 498 e-mail: [email protected], https://www.facebook.com/Nakhonsawan.fti

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด