ในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน สิงคโปร์ เป็นหนึ่งในสมาชิก ที่เราน่าจะจับเอา… “ตัวผู้นำ” อย่างนายลอว์เรนซ์ หว่อง มาพิจารณากึ๋นของเขาดูว่า เมื่อเจอกับวิกฤต เขาคิด เขาพูดอะไรกับคนของเขา
Lawrence Wong เพิ่งออกรายการสดทั่วสิงคโปร์ ย้ำเตือนสิ่งที่กำลังเกิดบนโลกใบนี้, สิ่งที่จะเป็นผลกระทบทั้งที่สงครามสงบทันที, สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปหากสถานการณ์ยังรุนแรง, และมาถึงสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญรวม 3 เรื่อง (ซึ่งลงมือทำไปแล้ว) … ผมเข้าใจว่าการออกอากาศครั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกคนยังอยู่ในโหมดระวังตัว
นายกรัฐมนตรีประเมินสถานการณ์ให้เห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากเหตุการณ์สงบทันทีในวันพรุ่งนี้ อะไรจะยังแพงอยู่ต่อไปเพราะมันยังจะขาดแคลนไปอีกจากความเสียหายซึ่งต้องใช้เวลาอีกเป็นปีกว่าที่การผลิตจะกลับคืนสู่สภาพปกติ, แล้วถ้ายืดเยื้อและรุนแรงต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นอีก … เรื่องพวกนี้อ่านในสื่อได้ แต่รัฐบาลสิงคโปร์น่าจะต้องการความชัวร์ว่าประชาชนได้ยินจากผู้นำเองว่า “เราเข้าใจตรงกันนะว่าวิกฤติมันยังอยู่และจะอยู่ต่อไปอีกระยะ” ประเด็นนี้ผมว่าเซ็ตโทนมาดีเลย ไม่มีการโชว์เก๋าว่าไม่ต้องห่วง ลอว์เรนซ์จงใจเปิดด้วยโทนนี้ให้ยอมรับว่าต่อให้สงครามจบวันนี้พรุ่งนี้สถานการณ์ก็จะยังไม่ปกติไปอีกนาน
พูดต่อเนื่องไปยังสิ่งที่รัฐบาลทำไปแล้ว ยกตัวอย่างคณะกรรมการหลายชุด มีรัฐมนตรีท่านไหนบ้างในคณะกรรมการบางชุด พวกเขาไปศึกษา, จัดการ, และเตรียมความพร้อมมาให้นายกอย่างไร (เหมือนจะบอกว่าพวกเขาทำนะ ผมแค่มารายงานให้ประชาชนทราบ)
เช่น เรื่องที่รัฐบาลมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการจัดการกับความต่อเนื่องของซัพพลายของชาติทั้งพลังงานและอาหาร คณะกรรมการของเขาไปเจรจากับออสเตรเลียมาจนได้การันตีมาอย่างไร (พูดรายละเอียดในเรื่อง LNG เลยว่าสิงคโปร์ไปเจรจาว่าขอซื้อเพิ่มขึ้นอีกจากเดิมที่เคยซื้อประมาณหนึ่งในสามของแต่ละปี ซึ่งออสเตรเลียก็ตอบตกลงยินดีที่จะขายให้มากขึ้นและเริ่มจัดส่งทันที) อีกคณะหนึ่งคือใครบ้าง ที่ไปเจรจากับนิวซีแลนด์เรื่องความมั่นคงของอาหารมาอย่างไร ได้การันตีมาและเริ่มจัดส่งทันทีเหมือนกัน … เขายกเรื่องนี้มาเพื่อย้ำว่ารัฐบาลลงมือไปแล้ว ได้สัญญามาแล้วนะ ไม่ต้องห่วง เรามีซัพพลายมาแน่นอน
ลำดับต่อมาเน้นว่า “เรามีใช้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะขายให้เราถูกเหมือนเดิมนะ จากนี้ไปจะยังคงแพงอยู่อีกระยะหนึ่งแน่นอน” ดังนั้นเขารู้ว่าแรงกดดันของต้นทุนที่สูงขึ้นจะไปเกิดขึ้นที่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน … ผู้นำเลยยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ มาตรการช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ สำหรับภาคธุรกิจกำลังจะนำเสนอในสภาภายในวันสองวันนี้เพื่อให้พิจารณาอนุมัติแล้วนำไปใช้กันทันที
ประเด็นนี้ผมคิดว่าสิงคโปร์จะไม่ใช้วิธีแทรกแซงราคาเพื่อให้ดูไม่แพง แต่พวกเขาจะปล่อยให้แพงต่อไปตามกลไกตลาดเหมือนหลายประเทศแล้วรัฐจะไปหาวิธีใช้ส่วนลดด้านอื่นอย่างเต็มที่เพื่อให้ธุรกิจยังเดินต่อไปแบบรัดกุม (เพราะทุกคนยังต้องจ่ายแพงตามราคาตลาด+ถูกควบคุมราคาขาย แล้วธุรกิจไปได้ ส่วนลดเรื่องอื่น ๆ ที่รัฐบาลจะช่วยเหลือพิเศษเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในขณะที่รัฐก็ยังพอจะคุมได้หลายทาง) … Sense of Control เลยครับในเรื่องนี้ … ภาคครัวเรือนก็เช่นกัน ยังต้องจ่ายแพงกันอยู่ ประหยัดได้ก็ประหยัด แต่จะได้รับการลดหย่อนในด้านอื่นที่รัฐช่วยได้
เรื่องสุดท้าย เขาบอกว่ารัฐจะรู้ดีแค่ไหนจะช่วยเท่าไหร่ก็ไม่เท่าคนในชาติร่วมมือกันทั้งหมดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ จะทำให้ความพยายามทั้งหมดได้ผลในที่สุด … เมื่อเห็นวิกฤติกันขนาดนี้แล้วภาคธุรกิจจะออกนโยบายมาจัดการกับต้นทุนของตัวเองอย่างไร, ช่วยลดอะไรได้บ้าง, ช่วยงดอะไรได้บ้าง … ภาคครัวเรือนก็เช่นกัน จะให้ความร่วมมือกันอย่างไรหรือจะช่วยเหลืออะไรกับใครได้บ้าง, จะงดอะไรได้บ้างเพื่อทำในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุดในยามปั่นป่วนนี้เพื่อให้ผลรวมของทั้งประเทศยังดำรงต่อไปได้ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร
“สิงคโปร์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความสะเทือนอย่างรุนแรงจากการขยับตัวครั้งใหญ่ของโลกในครั้งนี้ได้ เรามีแผนรับมือ, เรามีการจัดการที่ดี, เราสร้างพื้นฐานที่ดีมาตลอดเพื่อรับมือกับเหตุเหล่านี้ทั้งวินัยของคน, วินัยของสังคม, และของธุรกิจ … ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะใช้อย่างเต็มกำลังเพื่อฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ ”
…ตั้งแต่เกิดวิกฤต ในวันที่น้ำมันขาดแคลน จนถึงวันแถลงนโยบายบริหารประเทศ ท่านทั้งหลายเคยได้ยินท่านนายกฯอนุทิน พูดอะไรให้เราสบายใจ เชื่อมั่นในฝีมือการบริหารบ้าง มีอะไรที่ทำให้เราจดจำได้บ้าง ?
————————–


