ผู้อ่านสวรรค์นิวส์และสมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์…………………………………….. @ วันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปีเป็น “วันแรงงานแห่งชาติ” เพื่อเป็นการยกย่องและชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของแรงงาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งในคุณภาพ ความเป็นอยู่ตลอดจนสิทธิอันชอบธรรมที่ผู้ใช้แรงงานสมควรจะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง รัฐบาลจึงได้กำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปีเป็น วันแรงงานแห่งชาติ ประจำประเทศไทย ในประเทศยุโรป เรียกว่า “วันกรรมกรสากล” หรือ “วันเมย์เดย์” (May Day) (ยกเว้นประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศแคนาดา ที่ถือเอาวันจันทร์แรกของเดือนกันยายนเป็นวันแรงงาน) ซึ่งในปี 2569 ตรงกับวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ใช้แรงงานทุกคน ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของผู้สร้างและผลักดันให้ประเทศพัฒนาก้าวหน้าต่อไป จังหวัดนครสวรรค์ โดย สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครสวรรค์ จัดกิจกรรมวันแรงงานแห่งชาติจังหวัดนครสวรรค์ ประจำปี 2569 “ แรงงานก้าวหน้า พัฒนาฝีมือ ยึดถือความปลอดภัย ห่างไกลยาเสพติด เทิดไท้องค์ราชัน” ในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์การค้า วี-สแควร์ นครสวรรค์ พบกับกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ ริ้วขบวนผู้ใช้แรงงานเดินเทิดพระเกียรติ รณรงค์ต่อต้านยาเสพติด การบริจาคโลหิต มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนและผู้ด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง การประกวดส้มตำลีลา การแข่งขันกีฬา การประกวด May Day on Cam ชิงเงินรางวัลและของขวัญมากมาย และ มีการจำหน่ายสินค้าจากกลุ่มชมรมแรงงานนอกระบบ และบริการของหน่วยงานราชการ
…………………………………….. @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หารือออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ติดตามวิกฤตตะวันออกกลางกระทบภาคผลิตไทย นายชาติชาย พานิชชีวะ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสายงานการค้าและการลงทุน พร้อมด้วยผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมพลาสติก และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ร่วมต้อนรับและหารือกับนายอดัม คอยน์ (Adam Coin) อัครราชทูตที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย และนางสาวลิซ่า เดวิดสัน เลขานุการเอก (ด้านการค้า) สถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย เพื่อหารือและติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย ณ ห้องประชุม 1010 ชั้น 10 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ในการหารือครั้งนี้ ผู้แทนจากสถานทูตทั้งสองประเทศได้รับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะประเด็น Supply Shock ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
ทั้งนี้ ไทยถือเป็นคู่ค้าสำคัญของทั้งสองประเทศ โดยเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 5 ของออสเตรเลีย และอันดับ 8 ของนิวซีแลนด์ สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิด และศักยภาพในการขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในอนาคต
การหารือครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก พร้อมร่วมกันหาแนวทางรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
…………………………………… @ ข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทย รุกไกลสู่ตลาดโลก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เร่งรัดการหาตลาดใหม่ และลดผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์โลกกับ โครงการ SMEs Pro-active รอบที่ 3/2569 (72) เปิดรับสมัครจำนวน 200 ราย เพื่อช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและการค้าให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในการเพิ่มช่องทางการส่งออกและขยายตลาดสู่สากล
สำหรับ SMEs ที่สนใจขอรับเงินสนับสนุนในกิจกรรมขยายโอกาสทางการค้าแบบ B2B ในรูปแบบ Overseas Trade Fair, BOP, Virtual Exhibition และ Cross-Border e-Commerce วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาทต่อกิจกรรม โครงการ SMEs Pro-active รอบที่ 3/2569 (72) กิจกรรมที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 31 มีนาคม 2570
ขอเพียงมีคุณสมบัติดังนี้ เป็นนิติบุคคล SMEs ไทย ที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นสมาชิก DITP เป็นสมาชิกของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย / สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย / หรือสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย มีประสบการณ์การส่งออก หรือมีคุณสมบัติเพิ่มเติมตามที่โครงการฯ กำหนด
รับสมัครจำนวน 200 ราย สมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2569 (หรือปิดรับทันทีเมื่อใบสมัครครบจำนวน) ประกาศผลภายในเดือนตุลาคม 2569
กดสมัครเข้าร่วมโครงการและศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://smesproactive.ditp.go.th/ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 507 7783, 02 507 7786 / https://smesproactive.ditp.go.th/ E-Mail:[email protected], [email protected]
…………………………………… @ FTI GO Global รุ่น 3 หลักสูตรเดียวที่ “พาคุณไปไกลกว่าแค่เรียน…แต่พาไปสู่เครือข่ายตลาดโลกจริง” ทำไมต้องเรียนหลักสูตรนี้ จะได้เรียนรู้การสร้างแบรนด์ & การตลาดระดับสากล จาก Chulalongkorn Business School (CBS) ได้เครือข่ายธุรกิจ “ตัวจริง” จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เชื่อมโอกาสส่งออกกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มี Success Case ธุรกิจไทย ที่ไปไกลแล้ว เป็นแบบอย่างให้คุณทำตามได้จริง
Highlight ที่ห้ามพลาด ได้ “ออกบูธงานระดับนานาชาติ” ฟรี! (มูลค่าบูธสูงถึง 70,000 บาท) ผลลัพธ์จากรุ่นที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ “ขายได้จริง – ขยายตลาดได้จริง – โตสู่เครือข่าย Global ได้จริง”
ถ้าคุณอยาก “โตไว โตไกล และไปต่างประเทศได้จริง” หลักสูตรนี้คือคำตอบเดียวที่คุณไม่ควรพลาด! เปิดรับสมัครแล้ว! ตั้งแต่วันนี้ – มิถุนายน 2569 https://forms.gle/Yg2vnbk1XJj9igYYA หรือ Scan QR ค่าสมัครหลักสูตรสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 200%
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) โทร. 1453 ต่อ 1093 หรือ ต่อ 1243
…………………………………….. @ เมื่อวันอังคารที่ 21 เมษายน 2569 นายสมพงษ์ หิรัญตระกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ เข้าร่วมประชุมและแนะนำตัวในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดนครสวรรค์ (กรอ.จ.นว.) ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีทันตแพทย์สุพจน์ หวังปรีดาเลิศกุล ประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ พร้อมด้วย น.ส.นภัสกรณ์ เหลืองวิชชเจริญ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ และ ผศ.ดร.กฤษณะ ดาราเรือง ประธานคณะทำงานด้านวิชาการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเจ้าพระยา เข้าร่วมประชุมด้วย โดยมี นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุม 501 ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์
ในการประชุมสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ได้นำเสนอโครงการโซลาร์รูฟท็อปเพื่ออุตสาหกรรมไทย (FTI Solar Rooftop for Industry) และ การจัดกิจกรรม SME GO GREEN : พลังงานสะอาด เปลี่ยนอนาคต เพื่อผลักดันการดำเนินธุรกิจบนพื้นที่ของพลังงานสะอาด (clean energy) ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 – 14.00 นาฬิกา ณ 42C The Chic Hotel ถ.นครสวรรค์-พิษณุโลก อ.เมืองฯ จ.นครสวรรค์ ร่วมรับฟังรายงานภาวะเศรษฐกิจการค้าจังหวัดนครสวรรค์ เดือนมีนาคม 2569 สถานการณ์ด้านพลังงานจังหวัดนครสวรรค์ รับฟังผลการดำเนินงานโครงการวิจัย “การพัฒนาตลาดปากน้ำโพ ด้วยฐานทุนวัฒนธรรม และกลไกความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และสำนึกท้องถิ่น” การฝึกอบรมทักษะการใช้งานอากาศยานไร้คนขับ (Drone Skills Training Program) พร้อมทั้งพิจารณาขอความเห็นชอบรายละเอียดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำคลื่นลูกใหม่ จังหวัดนครสวรรค์ (Young Public and Private Collaboration : YPC) รุ่นที่ 2 อีกด้วย
…………………………………… @ SME Hot Alert วิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง! กระแทกต้นทุน SME สะเทือนเศรษฐกิจไทยรอบด้านโดย ฝ่ายวิเคราะห์สถานการณ์และเตือนภัยทางเศรษฐกิจ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
เจาะลึกวิกฤตต้นทุนที่ SME แบกรับ จากการวิเคราะห์ของ สสว. พบว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้กระทบต่อโครงสร้างต้นทุนอย่างหนัก โดยแบ่งผู้ประกอบการออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
กลุ่มวิกฤต (ต้นทุนน้ำมัน มากกว่าร้อยละ 20.0) ประกอบด้วย SME ในกลุ่มโลจิสติกส์ และบริการด้านขนส่ง เช่น รถบรรทุกส่งของ ผู้ให้บริการคลังสินค้าและจุดกระจาย มีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันสูงถึง ร้อยละ 36.8 ถือเป็นกลุ่มที่เสี่ยงขาดทุนสูงสุดหากไม่ปรับขึ้นค่าบริการ หากราคาน้ำมันขยับเพียงนิดเดียว สภาพคล่องจะหดหายอย่างมากทันที รองลงมาได้แก่ โรงโม่หินขนาดเล็ก และสวนผลไม้ส่งออก (เช่น ทุเรียน มังคุด) ธุรกิจเหล่านี้พึ่งพาน้ำมันในเครื่องจักรหนักและระบบชลประทานอย่างมาก จากฐานข้อมูล สสว. ปี 2568 พบว่า มีจำนวน SME 35,285 ราย และจำนวนการจ้างงาน 58,368 คน โดยหากระดับราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงเช่นนี้จนถึงสิ้นปี คาดว่าจะกระทบต่อรายได้ของ SME ลดลงเท่ากับ 2,794 ล้านบาท
กลุ่มเฝ้าระวังสูง (ต้นทุนน้ำมัน ร้อยละ 10.0-20.0) ประกอบด้วย ธุรกิจด้านเกษตรแปรรูป โดยเฉพาะธุรกิจผลิตอาหารสำเร็จรูป และธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ ผลิตอาหารเม็ด หรือขนมขบเคี้ยว ต้องใช้ความร้อนสูง และมีขั้นตอนการขนส่งวัตถุดิบปริมาณมาก จะกดดันให้ราคาเนื้อสัตว์ และอาหารสำเร็จรูปในตลาดปรับตัวสูงขึ้นตาม นอกจากนี้ ธุรกิจบริการทางการเกษตร เช่น รถไถ รถเกี่ยวข้าว และโดรนพ่นยา อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นค่าจ้างตามราคาน้ำมัน เป็นการซ้ำเติมต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเข้าไปอีก ซึ่งกลุ่มเฝ้าระวังสูงนี้ มีจำนวน SME 29,809 ราย และจำนวนการจ้างงาน 113,793 คน โดยหากระดับราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงนี้จนถึงสิ้นปี 2569 คาดว่าจะกระทบต่อรายได้ของ SME ลดลงเท่ากับ 7,086 ล้านบาท
กลุ่มรับแรงกระแทกทางอ้อม (ต้นทุนน้ำมัน ร้อยละ 5.0-10.0) ประกอบด้วย ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์โลหะและเครื่องจักรที่เป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) จุดอ่อนสำคัญ (Pain point) คือ SME ส่วนใหญ่เป็นผู้รับราคา (Price Taker) ที่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้อย่างอิสระ ทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนจนกำไรหดหายท่ามกลางกำลังซื้อที่หดตัว ดังนั้น เมื่อต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรลดลงไปอีก ซึ่งกลุ่มรับแรงกระแทกทางอ้อม มีจำนวน SME 40,675 ราย และจำนวนการจ้างงาน 442,030 คน โดยหากระดับราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงเช่นนี้จนถึงสิ้นปี 2569 คาดว่าจะกระทบต่อรายได้ของ SME ลดลง 11,901 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อรวมผลกระทบจากราคาน้ำมันในธุรกิจ SME ทั้ง 3 กลุ่ม พบว่า ได้รับผลกระทบต่อรายได้รวม 21,781 ล้านบาท โดยหากสถานการณ์สงครามและระดับราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่เช่นนี้จนถึงสิ้นปี 2569 จะทำให้มูลค่า GDP SME ปี 2569 ลดลง ร้อยละ 0.3 สิ่งที่เป็นอุปสรรคของ SME คือ การที่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้อย่างอิสระ หรือเป็น price taker ต้องแบกภาระทั้งจากฝั่งต้นทุน และจากฝั่งรายได้ที่หดหายจากกำลังซื้อของประชาชน
ภาวะเงินเฟ้อ สัญญาณอันตรายจาก Cost-Push เงินเฟ้อจากฝั่งต้นทุนที่รุนแรง จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังสร้างภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุน “Cost-push Inflation” คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) จะพลิกจากติดลบ ร้อยละ 0.9 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กลับมาเป็นบวกและอาจพุ่งขึ้น ร้อยละ 0.5-1.0 ภายในระยะเวลา 1-3 เดือน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อัตราเงินเฟ้ออาจไปถึงระดับ ร้อยละ 1.5-5.0 สิ่งที่ตามมาคือ ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ ค่าไฟฟ้า (FT) ตลอดจนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเกือบทุกประเภทจะปรับตัวสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
การส่งออกสะดุด! ต้นทุนขนส่งพุ่ง คำสั่งซื้อหด สงครามส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการส่งออกของ SME ไทยผ่านต้นทุนค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Insurance) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือที่ทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและสินค้าไทยแข่งขันยาก โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีสัดส่วนการส่งออก ร้อยละ 12.5 ซึ่งมีตลาดหลักอยู่ในกลุ่มประเทศในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา นอกจากนี้ ภาวะเงินเฟ้อโลกที่สูงขึ้นยังทำให้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัว ส่งผลให้คำสั่งซื้อสินค้าส่งออกของไทยลดลง
การท่องเที่ยวซบเซา ตั๋วเครื่องบินแพง เที่ยวบินลด จากภาวะต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันอากาศยานพุ่งสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ประกอบกับใช้ระยะเวลาบินยาวนานกว่าปกติ เนื่องจากการต้องบินหลีกเลี่ยงน่านฟ้าพื้นที่ขัดแย้ง ทำให้ต้นทุนต่อเที่ยวบินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สายการบินต้องปรับขึ้นราคาตั๋วอย่างน้อย ร้อยละ 10.0-15.0 ผลกระทบเชิงประจักษ์ คือ ตลาดยุโรปซึ่งอ่อนไหวต่อต้นทุนเริ่มหดตัวลง ร้อยละ 7.4 และมีการยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วกว่า 1,000 เที่ยว (ร้อยละ 3.0 ของทั้งหมด) ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 8 สัปดาห์ อาจทำให้นักท่องเที่ยวหายไปถึง 600,000 คน สร้างความสูญเสียระดับ 10,000 ล้านบาท และบีบอัตรากำไรของธุรกิจโรงแรมและบริการอย่างหนัก
วิเคราะห์เชิงลึก โครงสร้างที่เปราะบางและทางรอดของเศรษฐกิจ สสว. มองว่าจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้สะท้อน “จุดเปราะบาง” ของเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึงร้อยละ 58.0 นอกจากนี้ SME ไทย ส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจภายใต้ส่วนต่างกำไร (Profit Margin) ที่ค่อนข้างแคบ โดยค่าเฉลี่ยของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในกลุ่ม SME ที่มีอยู่ ร้อยละ 28.0 แต่มีกลุ่มธุรกิจจำนวนมาก ที่มีกำไรขั้นต้นต่ำกว่าร้อยละ 20.0 เช่น ภาคเกษตรกรรม ประมง ค้าส่งค้าปลีก และสิ่งทอ เมื่อต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ธุรกิจเหล่านี้จึงไม่มี “ส่วนต่างกำไร” เพียงพอที่จะดูดซับต้นทุนไว้ได้ แรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในกลุ่ม SME คาดว่า จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคแรงงาน ซึ่งอาจจะต้องเผชิญกับการลดตำแหน่งงานหรือการลดค่าจ้าง เนื่องจากผู้ประกอบการ SME ต้องลดรายจ่ายเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้
บทสรุปและทางรอด วิกฤตครั้งนี้ต้องเป็นจุดเปลี่ยนให้ SME ไทยตื่นตัว ผู้ประกอบการ SME ต้องมุ่งเน้นการควบคุมต้นทุนและการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Tech Logistics) รวมถึงเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด (Smart Green Industry) เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ และการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระดับมหภาค ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งผลักดันการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากถนนสู่ระบบราง (Modal Shift) เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ระยะยาว หาก SME ยังมีความเชื่อแบบเดิมว่า ตนเองจะไม่ได้รับผลกระทบจากความชะล่าใจเกินไป (Complacency Risk) ก็อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานระดับโลกในที่สุด
…………………………………….. @น้ำมันแพงขึ้น ค่าไฟเตรียมขึ้น ภาระด้านพลังงานเพิ่มขึ้น หนทางเดียวที่ลดต้นทุนได้คือพลังงานจากธรรมชาติ SME Go Green ขอเชิญผู้ประกอบการในจังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมกิจกรรม “SME Go Green : พลังงานสะอาด เปลี่ยนอนาคต เพื่อผลักดันการดำเนินธุรกิจบนพื้นที่ของพลังงานสะอาด (clean energy) ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 – 14.00 นาฬิกา ณ 42C The Chic Hotel ถ.นครสวรรค์-พิษณุโลก อ.เมืองฯ จ.นครสวรรค์ สัมมนาฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย มาร่วมปลดล็อกคำถามว่า ทำไมต้องเข้าใจเรื่อง Carbon Footprint มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างไรหากไม่ดำเนินการจะเกิดอะไรขึ้น? และเทคนิคและประโยชน์ในการติดตั้งโซล่าเซลล์ พบผู้ให้บริการติดตั้ง Solar ราคาพิเศษ คัดสรรจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หลักเกณฑ์คำนวณ Carban Footprint เบื้องต้น / กฎหมายที่เกี่ยวข้อง / Carbon Tax /ตลาดซื้อขาย งบสนับสนุนจากภาครัฐในการดำเนินการ Carban Footprint สูงสุด 200,000 บาท สินเชื่อสำหรับผู้สนใจติดตั้ง solar rooftop ลุ้นรับ Lucky Draw ภายในงาน รับจำนวนจำกัดเพียง 60 บริษัท 100 ที่นั่งเท่านั้น! ลงทะเบียนด่วน : https://forms.gle/pYyuREvKRfD3AVmPA สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ โทร.056-245497, 081-0428934 ……………………………………………….. @ หน่วยงานที่มีข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดนครสวรรค์ สามารถฝากข่าวผ่านสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ หรือต้องการสมัครเป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ติดต่อสอบถามได้ที่ นายชาณัฐธนพล แสงสุข ผู้จัดการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ 056-245497,081-0428 934 โทรสาร 056-245 498 e-mail: [email protected], https://www.facebook.com/Nakhonsawan.fti


