32.6 C
Nakhon Sawan
วันเสาร์, พฤษภาคม 2, 2026
spot_img

โทษประหารชีวิตต่อการกระทำการคอร์รัปชัน

การคอร์รัปชันเป็นปัญหาโลกแตกที่ไม่สามารถแก้ไขพฤติกรรมของข้าราชการ นักการเมือง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องได้ การคอร์รัปชันบางกรณีกระทำเพียงคนเดียว การคอร์รัปชันบางกรณีทำเป็นกระบวนการ และการคอร์รัปชันบางกรณีเป็นการกระทำข้ามชาติ ซึ่งรวมถึงรัฐบาลสแกมเมอร์ โดยได้รับทุนอุดหนุนจากเครือข่ายสแกมเมอร์เพื่อเข้ามาเป็นรัฐบาล ตอบสนองด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์การบริหารประเทศภายใต้การควบคุมของเครือข่ายสแกมเมอร์

การกระทำเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดภัยพิบัติต่อประเทศอย่างร้ายแรงและไม่สามารถแก้ไขได้ในอนาคต เช่น สำนักข่าว Thai PBS รายงานข่าวเมื่อวันที่  12 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า “สแกมเมอร์ ฟอกเงิน และทุนเทา  ภัยเงียบของอาชญากรรมข้ามชาติในรัฐไทย โดย คุณกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย และอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ตั้งข้อสังเกต เมื่อสังคมต้องเผชิญกับทุนอาชญากรรมไว้ว่า โลกดิจิทัลกำลังเปิดพื้นที่ใหม่ให้ทุนอาชญากรรมพัฒนาเป็นระบบใต้ดินที่ซับซ้อน เชื่อมโยงระหว่างประเทศ และหมุนเวียนด้วยเม็ดเงินมหาศาล โดยอาศัย 3 ฟันเฟืองสำคัญ

1) การหลอกลวงออนไลน์ (Scam)

2) การค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ (Human Trafficking)

3) การฟอกเงิน (Money Laundering)

เมื่อทั้ง 3 องค์ประกอบทำงานร่วมกันจนมีเงินเติบโตเกินจุดหลบซ่อน เครือข่ายจะก้าวไปอีกขั้น โดยจะไม่หยุดอยู่ที่การแสวงหากำไรอีกต่อไป แต่จะเริ่มลงทุนเพื่อซื้อความคุ้มกัน ซื้ออำนาจ และซื้อกติกาใหม่ให้ตนเอง

และนี่คือจุดเริ่มต้นของ การซื้ออำนาจรัฐ (State Capture)” หรือสภาองค์การของผู้บริโภค รายงานเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ว่า

“ทำไมไทยกลายเป็นฐานสแกมเมอร์ เครือข่ายทุนเทาแห่ปักหลัก กฎหมายที่มีอยู่ยังปราบไม่ได้ ประเทศไทยกำลังเผชิญอาชญากรรมไซเบอร์ครั้งใหญ่ จากการที่มีกลุ่มสแกมเมอร์ระดับโลกต่างใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการและแหล่งกบดาน หรือการใช้เป็นฐานฟอกเงิน โดยความเสียหายไม่เพียงเกิดกับคนไทย แต่กระทบผู้บริโภคทั่วโลก”

บทความนี้จะได้นำเสนอเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตต่อการกระทำการคอร์รัปชัน มีสาระสำคัญดังนี้

  1. การคอร์รัปชัน (Corruption) หมายถึง การใช้อำนาจรัฐหรือตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง (The abuse of entrusted power for private gain)” โดยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 การคอร์รัปชันมักถูกจำกัดความผ่านคำว่า “ทุจริตต่อหน้าที่” ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในตำแหน่งหรือหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย” (ผาสุก พงษ์ไพจิตร และสังศิต พิริยะรังสรรค์: 2537)
  2. วิธีการคอร์รัปชัน การคอร์รัปชันในประเทศไทยมีวิวัฒนาการที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ โดยสามารถแบ่งออกเป็นรูปแบบหลักได้ดังนี้ (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป.ป.ช.: 2561)

1) การคอร์รัปชันโดยข้าราชการ (Bureaucratic Corruption) เป็นการใช้อำนาจในฐานะ ผู้ปฏิบัติหรือผู้บังคับใช้กฎหมายโดยตรง ได้แก่

(1) การรับสินบน (Bribery) การเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์เพื่อแลกกับการอนุญาต การอนุมัติ หรือเพื่ออำนวยความสะดวกในขั้นตอนทางราชการ (Speed Money)

(2) การทุจริตในระบบจัดซื้อจัดจ้างขนาดเล็ก เช่น การล็อกสเปก (Locking Specifications) เพื่อให้บริษัทที่ตกลงกันไว้เป็นผู้ชนะการประมูล

(3) ระบบอุปถัมภ์ (Clientelism) การซื้อขายตำแหน่ง (Position Buying) เพื่อให้คนของตนเข้าไปดำรงตำแหน่งที่มีโอกาสเรียกรับผลประโยชน์ได้ง่าย

      2) การคอร์รัปชันโดยนักการเมือง (Political Corruption) เป็นการใช้อำนาจในระดับ นโยบายหรือการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่

(1) คอร์รัปชันเชิงนโยบาย (Policy Corruption) เป็นรูปแบบที่แยบยลที่สุด คือการออกนโยบายหรือกฎหมายที่ดูเหมือนเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่ในเนื้อแท้ถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจของตนเองหรือพวกพ้อง

(2) การผูกขาดสัมปทาน การใช้อำนาจบริหารกำนดเงื่อนไขในการประมูลโครงการระดับประเทศ (Mega Projects) เพื่อให้กลุ่มทุนการเมืองได้รับสิทธิเพียงผู้เดียว

(3) การยักย้ายถ่ายเทงบประมาณ (Pork Barrel) การดึงงบประมาณลงพื้นที่ของตนเองโดยไม่สอดคล้องกับความจำเป็น เพื่อสร้างฐานเสียงหรือเพื่อหักเปอร์เซ็นต์จากงบประมาณโครงการนั้นๆ (Kickbacks)

      3) ความร่วมมือระหว่างกลุ่มทุน นักการเมือง และข้าราชการ (Tripartite Corruption) เป็นโมเดลที่พบบ่อยที่สุดในปัจจุบัน เรียกว่า “วงจรอุบาทว์ของการทุจริต” ได้แก่

(1) นักการเมือง เป็นผู้วางแผนเชิงนโยบายและสั่งการ

(2) ข้าราชการ เป็นผู้จัดทำเอกสารและกระบวนการให้ดูถูกกฎหมาย (Paper Trail)

(3) กลุ่มทุน เป็นผู้สนับสนุนเงินทุนและรับงานตามที่ตกลง

  1. สรุปภาพรวมเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เห็นภาพรวมของการไหลเวียนผลประโยชน์มิชอบ สามารถสรุปได้ผ่านตารางเปรียบเทียบดังนี้
ประเภท ผู้เล่นหลัก วิธีการเด่น ผลกระทบ
Street-Level ข้าราชการระดับปฏิบัติ รับเงินใต้โต๊ะ, สินบนรายวัน ประชาชนได้รับบริการไม่เป็นธรรม
Grand Corruption นักการเมือง, ข้าราชการระดับสูง ทุจริตจัดซื้อจัดจ้างระดับชาติ งบประมาณแผ่นดินรั่วไหลมหาศาล
State Capture นักการเมือง, กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ แก้ไขกฎหมาย, คอร์รัปชันเชิงนโยบาย ทำลายระบบเศรษฐกิจเสรีและการแข่งขัน
  1. การกำหนดโทษประหารชีวิตต่อการกระทำการคอร์รัปชัน ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวข้อที่มีข้อถกเถียงอย่างรุนแรง (Polarized Debate) ระหว่างกระแสสังคมที่ต้องการบทลงโทษขั้นรุนแรงเพื่อการปราบปราม กับหลักการสิทธิมนุษยชนและประสิทธิภาพที่แท้จริงของกฎหมายอาญา ดังนี้

      1) ปรัชญาการลงโทษ ทำไมถึงมีการเสนอโทษประหารชีวิต ผู้ที่สนับสนุนให้ใช้โทษประหารชีวิตกับคดีคอร์รัปชัน เป็นทฤษฎีการลงโทษ 2 ประการหลัก คือ

(1) ทฤษฎีการข่มขวัญยับยั้ง (Deterrence Theory) เชื่อว่าหากบทลงโทษรุนแรงถึงชีวิต จะสร้างความหวาดกลัวจนไม่มีใครกล้าทุจริต โดยเฉพาะนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่คำนวณกำไร-ขาดทุน (Rational Choice) ก่อนกระทำผิด

(2) ทฤษฎีตาต่อตา ฟันต่อฟัน (Retributive Justice) มองว่าการคอร์รัปชันขนาดใหญ่ (Grand Corruption) คือการทำลายรากฐานของชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและสวัสดิภาพของประชาชนนับล้านคน จึงถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่สมควรได้รับโทษสูงสุด (Beccaria: 1963)

      2) ข้อโต้แย้งทางวิชาการและจุดอ่อนของโทษประหารชีวิต ในทางรัฐศาสตร์และอาชญาวิทยา มีหลักฐานและข้อโต้แย้งว่าโทษประหารชีวิตอาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมด้วยเหตุผลดังนี้

(1) ความแน่นอนสำคัญกว่าความรุนแรง (Certainty vs. Severity) งานวิจัยระดับสากลระบุว่า สิ่งที่ทำให้อาชญากรกลัวไม่ใช่ความแรงของโทษ (Severity) แต่คือ ความมั่นใจว่าจะถูกจับและลงโทษได้จริง (Certainty) หากกฎหมายแรงแต่กระบวนการยุติธรรมล่าช้าหรือเลือกปฏิบัติ โทษประหารก็ไม่มีความหมาย

(2) การเพิ่มความรุนแรงของผู้กระทำผิด เมื่อโทษสูงสุดคือประหารชีวิต อาชญากรที่ถูกต้อนจนมุมอาจตัดสินใจกระทำผิดที่รุนแรงกว่าเดิม (เช่น การฆ่าปิดปากพยาน) เพราะไม่ว่าอย่างไรโทษที่ได้รับก็คือประหารชีวิตเท่ากัน

(3) ความเสี่ยงต่อความยุติธรรม ในระบบที่การเมืองสามารถแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้ โทษประหารชีวิตอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกำจัดศัตรูฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจะกลายเป็นความเสียหายที่เรียกคืนไม่ได้ (Irreversible error) (Nagel & Hagan: 1982)

      3) รูปแบบการลงโทษที่เหมาะสมและมีเหตุผล (Academic Proposal) หากต้องออกแบบระบบการลงโทษคอร์รัปชันที่ได้ผลจริงตามหลักนิติธรรม (Rule of Law) นักวิชาการส่วนใหญ่เสนอแนวทางที่เป็นสัดส่วนและมีประสิทธิภาพมากกว่า ได้แก่

(1) การลงโทษทางทรัพย์สินที่เข้มงวด (Economic Death Penalty)

(2) การคอร์รัปชันมีแรงจูงใจจาก “เงิน” ดังนั้นบทลงโทษที่เจ็บปวดที่สุดคือ

(2.1) การริบทรัพย์สิน (Asset Forfeiture) ไม่เพียงแต่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริต แต่รวมถึงทรัพย์สินที่หาที่มาไม่ได้ และการใช้มาตรการทางภาษีขั้นสูงสุด

      (2.2) การปรับแบบทวีคูณ ปรับเป็นจำนวน 3-5 เท่าของมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น

(3) การลงโทษทางสิทธิและสถานะ (Civil Death) เช่น การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ห้ามดำรงตำแหน่งใดๆ ในหน่วยงานรัฐหรือการเมือง เพื่อป้องกันการกลับมาใช้อำนาจซ้ำ หรือการประจานทางสังคม (Social Shaming) การเปิดเผยรายชื่อผู้ทุจริตในฐานข้อมูลสาธารณะที่เข้าถึงได้ง่าย

(4) การเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ (Structural Reform) เช่น ไม่มีอายุความ (No Statute of Limitations) สำหรับคดีทุจริต เพื่อให้สามารถตามตัวมาลงโทษได้ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใด และระบบคุ้มครองพยาน (Whistleblower Protection) การสร้างแรงจูงใจให้คนในกล้าเปิดโปง ซึ่งได้ผลกว่าการขู่ด้วยโทษประหาร (Nagel & Hagan: 1982)

  1. บทสรุปในเชิงนิติศาสตร์ การกำหนดโทษประหารชีวิตในคดีคอร์รัปชันอาจฟังดูสะใจในเชิงอารมณ์ความรู้สึกของสังคม (Populist Punictiveness) แต่ในเชิงวิชาการการสร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใส การมีองค์กรอิสระที่ทำงานจริง และความแน่นอนในการลงโทษ คือยาแรงที่ได้ผลยั่งยืนกว่าความตาย เพราะเป้าหมายของการปราบโกงไม่ใช่การฆ่าคน แต่คือการหยุดยั้งพฤติกรรม และเรียกคืนผลประโยชน์ให้กลับมาเป็นของประชาชน

แสดงให้เห็นว่าการกำหนดโทษประหารชีวิตต่อการกระทำการคอร์รัปชันมีความเห็นที่แตกออกเป็น 2 กลุ่ม ทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยกับกลุ่มที่เสนอบทลงโทษที่ไม่ถึงชีวิต ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า ควรมีการจัดลำดับ เช่น การคอร์รัปชันไม่เกิน 50 ล้านบาท ใช้วิธีตามความเห็นที่สองคือ รูปแบบการลงโทษที่เหมาะสมและมีเหตุผล หากมีการคอร์รัปชันเกินกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไป ควรใช้วิธีตามความเห็นที่หนึ่ง คือ ใช้โทษประหารชีวิตกับคดีคอร์รัปชัน ซึ่งอาจกำหนดจำนวนเงินการคอร์รัปชันเป็นอย่างอื่นที่เหมาะสมก็ได้ แล้วคุณละ “เห็นว่าระหว่าง ใช้โทษประหารชีวิตกับคดีคอร์รัปชัน กับ รูปแบบการลงโทษที่เหมาะสมและมีเหตุผล อย่างไหนจะปราบปรามการคอร์รัปชันได้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่ากัน” สวัสดีครับ

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด