“ฝนตก…ขี้หมูไหล…!”
คงจะเหลือทนกันแล้วละครับ ที่คนในสังคมไทยเราวันนี้อดรนทนกันไม่ไหวแล้ว ที่บ้านเมืองเป็นกันอย่างที่เห็น ที่รับรู้ข่าวสารด้าน…”ลบ ทุกวัน”
โดยเฉพาะกระทรวงเดียวคือกระทรวงมหาดไทย ที่มีเจ้ากระทรวงเป็นทั้งนายกรัฐมนตรีด้วย…ซึ่งก็มีคดีความมากเอาการ
งวดนี้ขอเอาคำถามที่ บก.ของผมเขาถามผมมา ดังนี้ครับ…
อาจารย์สังเกตมั้ยครับว่า ทำไมอาชีพรับเหมาก่อสร้างจึงเป็นอาชีพยอดนิยมของนายทุน ของบ้านใหญ่ทั่วเมืองไทย ?
อาจารย์สังเกตมั้ยครับว่า ทำไมนักการเมืองทุกระดับ ร้อยละ ๙๗.๖๕ มักจะมาจาก “ผู้รับเหมาและบุคคลในครอบครัว” ?
อาจารย์สังเกตมั้ยครับว่า ‘ผู้รับเหมา’ เหล่านี้จะไต่เต้าขึ้นมาจาก ‘นักการเมืองท้องถิ่น’ ระดับ อบต. เทศบาล อบจ. แล้วก้าวขึ้นสู่ระดับ ส.ส. ส.ว. และ ส.ต.?
อาจารย์สังเกตมั้ยครับว่า ทำไมบรรดานายทุน ผู้รับเหมา มาเฟีย มหาโจร จึงมุ่งเข้าไปมีอำนาจในรัฐสภา วุฒิสภา ?
รบกวนอาจารย์ช่วยวิเคราะห์เป็นกรณีๆไป เพื่อให้ปวงชนชาวนครสวรรค์มีพื้นฐานในการวิเคราะห์การบ้าน-การเมือง เพื่อประโยชน์แก่ระบอบประชาธิปไตย และระบอบเผด็จการรัฐสภา ใต้หน้ากากประชาธิปไตยด้วยนะครับ
ขอบคุณบรรณาธิการของผมมา ณ โอกาสนี้ครับ
ผมคงตอบให้ถูกใจทุกคนคงไม่ได้หรอก และอย่ามาหลอกให้…”ทัวร์มาลงที่ผมเลย….ฮา!”
เอาเป็นว่าเป็นทัศนะในมุมมองของผม ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งของประเทศนี้ด้วยก็แล้วกัน
งานที่จะหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ และใช้เล่ห์เพทุบายได้ง่ายที่สุด ก็คงไม่มีงานไหนในเมืองไทยง่ายเท่ากับงานประมูลหรือรับเหมาก่อสร้างภารกิจของทางราชการ
เพราะราชการมีกฎว่า…จะทำอะไรให้ไปดูที่ระเบียบ…ถ้าระเบียบไม่มี ก็ให้ออกระเบียบ แล้วนำมาปฏิบัติ” เช่น…..
ถนนสายหนึ่งระยะทางยาว 16 กิโลเมตร ถ้าจะประมูลสร้างบำรุงตลอดระยะทางก็ต้องทำตามระเบียบคือ E – Bidding ตามระบบการจัดซื้อ จัดจ้าง
ก็มาออกวิธีซอยสัญญาออกเป็นท่อนๆ ทำเป็นตอนๆ โดยไม่ให้เข้าเงื่อนไข ที่ต้อง E – Bidding ส่วนว่าจะใช้เวลายาวนานแค่ไหน ประชาชนจะเดือดร้อนหรือไม่ ?…ช่างหัวมัน !
อีกประการหนึ่ง งานหลวงกับงานราษฏร์ต่างกันคือ งานราษฏร์มันฮั้วกันไม่ได้ เขามีคณะกรรมการ มีผู้ถือหุ้นที่เข้มงวดตรวจตรา ถ้าไม่ตั้งใจจะโกงกันจริงๆ มันทำได้ยากมาก เมื่อนำมาเทียบกับงานหลวง
ธรรมาภิบาล…เกี่ยวกับงานประมูลงานก่อสร้าง ระหว่างงานราษฏร์กับงานหลวงต่างกันโดยสิ้นเชิงราวฟ้ากับดิน
คนที่จะหากินกับงานหลวง ก็ต้องมีเคมีไปตรงกับพวกคนของหลวง(บางคน) แล้วก็จะร่ำรวยทันตาเห็น
คนที่ทำมาหากินทางทำงานกับหลวง แรกๆก็เป็นผู้ไปรับเหมารายย่อย รายเล็กๆ พอทำจนเห็นช่องทางที่มาของงาน ของงบประมาณ ก็เลยมาคิดว่า เข้าไปทำงานนั้นเสียเองตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำเลยดีกว่า
แทนที่จะมานั่งเป็นคนกินน้ำใต้ศอก ก็ไปเอาที่อุ้งมือมันซะเลย
ประสบการณ์เกี่ยวกับระบบรายการ การจัดซื้อ จัดจ้าง เส้นสนกลใน สะสมมาจนรู้แจ้งแทงตลอด ก็ต้องโดดเข้าไปเล่นการเมือง !
แรกๆก็เล่นสภาเล็กๆไปก่อน ค่อยๆสะสมบารมี สะสมเงินทุน พอได้จังหวะก็พุ่งหลาวเข้าไปเล่นในสภาใหญ่เลย
ประกอบกับตอนที่เป็นผู้รับเหมาใหม่ๆ ก็คบหาสมาคมกับข้าราชการชั้นผู้น้อย ต่างคนต่างไต่เต้าได้ดิบได้ดี ร่ำรวยไปพร้อมๆกัน
พอข้าราชการผู้ที่คบหาสมาคมกันมา เคมีตรงกันมาตลอด เริ่มมีตำแหน่งใหญ่โตโอฬารขึ้น ก้าวหน้าขึ้น ผู้รับเหมาก็สะสมบารมีมากมายพอ สะสมเงินทองมามากพอ
ก็สมประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ จึงเป็นที่มาของคำพังเพยที่ว่า…
“ฝนตก ขี้หมูไหล…คน ….(อะไร ?) มาคบ(พบ)กัน !”
ด้วยประการะ…ฉะนี้ แหละจ้ะ…บรรณาธิการ…เอ๋ย !…..ฮา!!!!!
—————————–


