8 เทคนิคการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
การบริหารเวลา เป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ด้วยการฝึกฝนและใช้เทคนิคที่เหมาะสม ทีม Disrupt ได้รวบรวม 8 เทคนิคในการบริหารจัดการเวลา เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการใช้ชีวิตของคุณ
- ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน
การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายที่ดีควรมีลักษณะ SMART (Specific, Measurable, Achievable, Relevant, Time-bound) คือ เฉพาะเจาะจง วัดผลได้ ทำได้จริง สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ และมีกำหนดเวลาชัดเจน การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณรู้ว่าควรทุ่มเทเวลาและทรัพยากรไปกับอะไร และช่วยในการตัดสินใจเมื่อต้องเลือกระหว่างงานต่าง ๆ
- วางแผนการดำเนินงาน
หลังจากมีเป้าหมายชัดเจนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวางแผนการดำเนินงาน การวางแผนที่ดีจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของสิ่งที่ต้องทำและกำหนดขั้นตอนย่อย ๆ ที่จำเป็นในการบรรลุเป้าหมาย ใช้เครื่องมือช่วยวางแผน เช่น ปฏิทิน, Gantt Chart หรือแอปพลิเคชันด้าน Project Management เพื่อจัดการกับงานและกำหนดเวลาให้ชัดเจน การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยลดความกังวลและทำให้คุณรู้สึกควบคุมเวลาได้ดีขึ้น
- จัดลำดับความสำคัญ
การจัดลำดับความสำคัญของงานเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการเวลาที่มีประสิทธิภาพ ใช้เทคนิค Eisenhower Matrix เพื่อแยกแยะงานตามความสำคัญและความเร่งด่วน แล้วจัดการตามลำดับ
- งานสำคัญและเร่งด่วน: ทำทันที
- งานสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน: วางแผนและกำหนดเวลาทำ
- งานไม่สำคัญแต่เร่งด่วน: มอบหมายให้ผู้อื่นหากเป็นไปได้
- งานไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน: ตัดทิ้งหรือทำเป็นลำดับสุดท้าย
- แบ่งเวลาให้เหมาะสม
การแบ่งเวลาให้เหมาะสมเป็นส่วนสำคัญของเทคนิคการบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพ โดยสามารถใช้หลักการ “Time Blocking” โดยกำหนดช่วงเวลาเฉพาะสำหรับงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ เช่น
- ช่วงเวลาสำหรับงานที่ต้องการสมาธิสูง
- ช่วงเวลาสำหรับการประชุมหรือติดต่อสื่อสาร
- ช่วงเวลาสำหรับงานบริหารหรืองานเอกสาร
การแบ่งเวลาแบบนี้จะช่วยให้คุณมีโฟกัสกับงานแต่ละประเภทได้ดีขึ้น และลดการเสียเวลาจากการสลับไปมาระหว่างงานต่าง ๆ
- จัดการงานยากก่อน
หลักการ “Eat That Frog” ของ Brian Tracy แนะนำให้เริ่มวันด้วยการทำงานที่ยากหรือท้าทายที่สุดก่อน เมื่อคุณมีพลังงานและสมาธิสูงสุดในช่วงเช้า การจัดการกับงานยากในช่วงนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกประสบความสำเร็จและมีแรงจูงใจในการทำงานต่อไปตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียดและความกังวลที่อาจเกิดขึ้นหากปล่อยงานยากไว้จนถึงช่วงท้ายของวัน
- ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก
การบริหารเวลาที่ดีไม่ได้หมายถึงการทำทุกอย่างให้ได้ แต่หมายถึงการเลือกทำสิ่งที่สำคัญและมีคุณค่าต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ ฝึกการปฏิเสธงานหรือกิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรต่อเรา นอกจากนี้ลดการทำอะไรที่ทำให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น เช่น การเช็คโซเชียลมีเดียบ่อยเกินไป หรือการประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพ
- หลีกเลี่ยงการทำหลายอย่างพร้อมกัน
แม้ว่าการ Multitasking อาจดูเหมือนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับงานหลายอย่าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มักจะทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลง การสลับไปมาระหว่างงานต่าง ๆ ทำให้สมองต้องปรับตัวใหม่ทุกครั้ง ซึ่งใช้ทั้งเวลาและพลังงาน แทนที่จะทำหลายอย่างพร้อมกัน ให้โฟกัสกับงานทีละอย่างจนเสร็จ หรือจนถึงจุดที่เหมาะสมก่อนจะเปลี่ยนไปทำงานอื่น วิธีนี้จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้
- แบ่งเวลาเพื่อพักผ่อน
การบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพไม่ได้หมายถึงการทำงานตลอดเวลา แต่รวมถึงการจัดสรรเวลาสำหรับการพักผ่อนและฟื้นฟูพลังงานด้วย การพักสั้น ๆ จะช่วยรักษา Productivity ในระยะยาว เช่น การใช้เทคนิค Pomodoro (ทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที) หรือกำหนดช่วงพักสั้น ๆ ระหว่างวัน นอกจากนี้อย่าลืมจัดสรรเวลาสำหรับการพักผ่อนระยะยาว เช่น วันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันลาพักร้อน เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่
ข้อมูลจาก https://www.disruptignite.com/blog/time-management


