ตอน น้ำป่าถล่มเมืองน่าน
จากเหตุการณ์ Rian Bomb (เรนบอมบ์) ฝนตกแช่บนยอดดอยภูคา เกิดน้ำป่าถล่มอำเภอบัว แล้วไหลล่วงล้ำลงมากระหน่ำเมืองน่านจนอ่วมอรไทตามข่าวที่ปรากฎ
เป็นข่าวคราวลือลั่นสนั่นประเทศเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
ด้วยสาเหตุเบื้องต้น “ฝนตกแช่” 24 ชั่วโมง น้ำฝนถะถั่งลงมาราว 400 มิลลิเมตร ภูเขาเลากาป่าไม้รับน้ำไม่ไหว ปล่อยให้กระแสน้ำทะลักลงสู่ต้นแม่น้ำน่าน ถล่มอำเภอปัว อำเภอเชียงกลาง ตามรายทาง ลงมาอึกทึกท่วมท้นล้นเมืองน่านในเขตเทศบาลเมืองน่าน ซ้ำรอยอุทกภัยครั้งใหญ่ 2 ครั้ง เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เป็นคำรบที่ 3 ในรอบ 3 ปี
สาเหตุต่อมาที่ต่างเพ่งโทษตรงกันคือ ภูเขาทั้งหลายพร้อมใจกันเป็นภูเขาหัวโล้นเพราะการตัดไม้ทำลายป่าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยทางราชการ ประชาชนพลเมืองไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้เติบโตทดแทนต้นไม้ยืนต้นบนเทือกเขาได้ เท่าทันกับการสูญเสียป่าไม้ในธรรมชาติไป
ภูเขาหัวโล้นจึงไม่มีป่าไม้ที่จะดูดซึมซับน้ำฝนไว้ได้ส่วนหนึ่ง เพื่อบรรเทาความรุนแรงของมวลน้ำฝนปริมาณมหาศาล
ไม่มีต้นหมากรากไม้ปะทะ ชะลอ ยับยั้งความรุนแรงของกระแสน้ำป่าที่ไหลบ่าจากภูเขาสูงอย่างรุนแรง ลงได้ดั่งใจหมาย
ภาพกระแสน้ำโคลนท่วมเมืองน่านจึงได้ย้อนกลับมากระตุกความทรงจำให้ภาพน้ำท่วมเมืองน่าน ย้อนคืนกลับสู่ความรับรู้ของมหาชนชาวไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งภาพเมื่อ 2 ปีก่อนยังไม่ทันจะลบเลือนไปจากความทรงจำ
ผมเคยรับราชการอยู่ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดน่าน ระหว่างปี 2526 – 2534 มีเหตุการณ์น้ำท่วมเมืองน่าน 2 ครั้ง
น้ำท้นเข้าไปตามท่อน้ำทิ้งจากในเขตเทศบาลเมืองน่าน ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีบ่อบำบัดน้ำเสียที่จะมีบานประตูเป็นกลไกสกัดการไหลย้อนของน้ำในแม่น้ำน่าน เข้าไปในระบบน้ำเสียของเมืองได้
น้ำน่านจึงลอดท่อเข้าไปท่วมในเขตเทศบาลกลางเมือง
แต่อาคารบ้านเรือนริมฝั่งแม่น้ำน่าน ซึ่งตั้งอยู่บนตลิ่งสูง กลับไม่มีสถานการณ์น้ำท่วม
สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดน่าน ที่ตั้งอยู่คนละฝั่งถนนกับโรงเรียนสตรีศรีน่าน ที่ต่างตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน กลับไม่ประสบภาวะน้ำท่วม เพราะน้ำลอดท่อเข้าไปท่วมกลางเมือง
ระดับน้ำท่วมเมืองน่าน 2 ครั้งในรอบ 7 ปี ที่ผมอยู่อาศัยในเมืองน่านอย่างมีความสุขนั้น ท่วมถนนรนแคมในระดับท่วมหลังเท้าเท่านั้น
แต่ในรอบ 3 ปี 3 ครั้งของอุทกภัยเมืองน่าน 2567 – 2569 ระดับน้ำในเขตเทศบาลสูง 2 – 3 เมตร ทั่วทั้งเมืองน่าน
นับเป็นมหันตภัยในรอบหลายร้อยปีของประวัติศาสตร์เมืองน่าน ซึ่งก่อร่างสร้างเมืองมาจาก วรนคร มาจากเมื่อครั้งที่เมืองน่านยังตั้งอยู่ที่อำเภอปัว และประสบอุทกภัยครั้งมหากาฬ จนต้องย้ายเมืองน่านลงมาตั้งอยู่ ณ ตัวเมืองน่านในทุกวันนี้
การอพยพย้ายเมืองโดยล่องเรือแพมาตามลำน้ำน่านในอดีต ก่อให้เกิดการขับซอล่องน่าน และฟ้อนล่องน่าน เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของพี่น้องชาวน่านมาจนถึงทุกวันนี้
ตลอด 35 ปีที่ผมอำลาเมืองน่านลงมารับราชการในจังหวัดภาคกลาง จนเกษียณอายุราชการ ผมไม่เคยได้ยินข่าวคราวการขุดลอกลำน้ำน่านแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งที่งานเลี้ยงชีวิตของผมอยู่ในแวดวงข่าวสารของทางบ้านเมืองตลอดมา ซึ่งไม่น่าจะตกข่าวหรือพลาดการรับรู้ข่าวสารการขุดแม่น้ำน่าน
เมื่อลำน้ำน่านซึ่งท้องน้ำเคยลึกล้ำ สามารถรองรับปริมาณน้ำที่หลากลงมาจาก ขุนน้ำน่าน ยอดดอยภูคา โดยไม่เคยล้นตลิ่งง่าย ๆ ต้องถูกทับถมด้วยกรวด ทราย ตะกอน จากภูเขาหัวโล้น ต้นน้ำติดต่อกันมาเป็นระยะเวลา 35 – 40 ปี จนท้องน้ำสูงขึ้น พื้นที่ปริมาตรของท้องน้ำที่จะรองรับปริมาณน้ำฝน น้ำป่าที่จะไหลหลากลงมาก็เหลือพื้นที่น้อยลง
เมื่อกระแสน้ำน่านที่เกิดจากปริมาณน้ำฝนที่มากล้นไปจากอดีต ไหลตามลำน้ำน่านไม่ทัน ก็ต้องเอ่อท้นล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชน อาคารบ้านเรือน วัดวาอาราม สถานที่ราชการ…….อย่างไม่มีหนทางหลีกเลี่ยง
บรรดานักคิด นักวิจารณ์ ต่างเสนอแนวคิดในการพิชิตอุทกภัยจากสายน้ำน่านว่า ต้องขุดลอกลำน้ำน่านให้ลึกล้ำโดยเร่งด่วน! เพื่อเพิ่มปริมาตรการรับน้ำ ประการหนึ่ง
ต้องเร่งระดมปลูกป่าไม้ตามยอดดอย ตามภูเขาหัวโล้นให้ทั่วทุกเทือกเขาในทุกอำเภอต้นแม่น้ำน่าน เพื่อให้รากต้นไม้ช่วยดูดซึมซับน้ำฝน ให้พ้นจากการกลายร่างเป็นน้ำป่า ประการหนึ่ง
เพื่อให้ต้นหมากรากไม้เป็นประการหนาทึบที่จะปะทะยับยั้งกระแสน้ำฝน น้ำป่าที่ท่วมท้นล้นยอดดอย และทยอยโหมกระหน่ำไหลลงจากยอดดอยในนามของ น้ำป่า โดยด่วน!….ประการหนึ่ง
ต้องสกัดและกำจัดการตัดไม้ทำลายป่าให้ยุติลงได้อย่างเด็ดขาดในเร็ววัน
ส่วนกรณีบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าไม้เพื่อปลูกข้าวโพดขายเป็นรายได้ในการดำรงชีวิตเฉพาะหน้า และปัญหาร้อยแปดประการอื่น ๆ เป็นเรื่องที่ภาคการเมือง ภาคราชการ ภาคสังคม ภาคประชาชน ต้องช่วยกันระดมความคิดหาหนทางบรรเทาทุกข์ของแผ่นดินและไพร่ฟ้าหน้าหมอง
เมืองน่านจะต้องผจญและทนทุกข์กับอุทกภัยไปอีกกี่ปีหนอ?
โดย “โกสินทร์ ปิ่นสุพรรณ”


