27.9 C
Nakhon Sawan
วันเสาร์, ตุลาคม 17, 2026
spot_img

สภาอุตสาหกรรมสัมพันธ์

…………………………………….. @ วันที่ 23 ตุลาคม เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ต่อประเทศไทยหลายด้าน และสิ่งที่โดดเด่นคือ การประกาศเลิกทาส เป็นการหยุดวงจรการเป็นทาส เพราะเมื่อสมัยก่อนหากพ่อแม่เป็นทาส ลูกที่เกิดมาก็ต้องเป็นทาสต่อไปเรื่อยๆ ทางราชการจึงได้ประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคมของทุกปีเป็นหนึ่งในวันระลึกถึงความสำคัญของเหตุการณ์ในชาติ โดยเรียกว่า “วันปิยมหาราช”

สมเด็จพระปิยมหาราช หรือพระนามเต็มว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ และสมเด็จพระเทพศิริน-ทราบรมราชินี ประสูติเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 พระนามเดิมว่า “สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์” เมื่อพระชนม์ 9 พรรษาได้รับสถาปนาเป็นกรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ ต่อมาอีก 4 ปี ได้เลื่อนเป็น “กรมขุนพินิตประชานาถ” บรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 มีประราชกรณียกิจสำคัญมากมายคือ

การเลิกทาส ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า “พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124” (พ.ศ.2448) เลิกเรื่องลูกทาส ในเรือนเบี้ยอย่างเด็ดขาด เด็กที่เกิดจากทาส ไม่เป็นทาสอีกต่อไป การซื้อขายทาสเป็นโทษทางอาญา ส่วนผู้ที่เป็นทาสอยู่แล้ว ให้นายเงินลดค่าตัวให้เดือนละ 4 บาท จนกว่าจะหมด

การปฏิรูประเบียบบริหารราชการ ได้ทรงปรับปรุงหน้าที่ของกรมต่าง ๆ ที่มีอยู่แต่เดิมให้เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยรวมกรมต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายเวลานั้นเข้าเป็นกระทรวง กระทรวงหนึ่ง ๆ ก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างพอเหมาะสม

การศึกษา ทรงโปรดให้จัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง แล้วมีหมายประกาศชักชวนพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการให้ส่งบุตรหลานเข้าเรียน ในโรงเรียนภาษาไทยนี้

การศาล ทรงตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้น เพื่อรวบรวมศาลต่าง ๆ ให้มาขึ้นอยู่ในกระทรวงเดียวกัน

การคมนาคม ได้โปรดเกล้าฯ ให้ขยายถนนบำรุงเมือง ถนนที่ทรงสร้างใหม่ คือ ถนนเยาวราช ถนนราชดำเนินกลาง ถนนราชดำเนินนอก ถนนดินสอ ถนนบูรพา ถนนอุณากรรณ เป็นต้น

การสุขาภิบาล ได้ทรงตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อดูแลจัดตั้งโรงพยาบาลขึ้นหลายแห่ง เช่น ศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลบางรัก โรงพยาบาลโรคจิต และโรงเลี้ยงเด็ก

การสงครามและการเสียดินแดน ทรงควบคุมการเสียดินแดนของไทย หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็พยายามทำให้ได้ประโยชน์จากการเสียดินแดนให้มากที่สุด

การเสด็จประพาส ระหว่างที่ยังมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็ได้เสด็จประพาสต่างประเทศหลายที่ เพื่อดูแบบอย่างการปกครอง และนำมาแก้ไขดัดแปลงใช้ในประเทศของเราบ้าง

การศาสนา ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกโดยแท้จริงในด้านพระพุทธศาสนา

การวรรณคดี ทรงเป็นนักประพันธ์ ซึ่งมีความชำนาญทั้งทางร้อยแก้วและร้อยกรอง เช่น ไกลบ้าน ลิลิตนิทราชาคริต เงาะป่า พระราชพิธีสิบสองเดือน เป็นต้น

…………………………………… @ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ครบ 1 ปี การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568 พระราชกรณียกิจสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ศิลปาชีพ ราชินีแห่งไหมไทย ทรงเป็นต้นแบบอนุรักษ์ผ้าไทยให้โด่งดังไกล เรื่องของ ‘ผ้าไหมไทย’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน งานศิลป์ชิ้นเอกที่ถูกละเลยนี้ได้ถูกหยิบมาปัดฝุ่นให้ทรงคุณค่ามาแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 เมื่อครั้งเสด็จฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชเสาวนีย์ให้ส่งเสริมการทอผ้าไหมไทยขึ้น ก่อเกิดเป็นโครงการส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ภายใต้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จนถึงปัจจุบัน

ทรงส่งเสริมเยาวชนของชาติให้ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม ในด้านการศึกษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมาชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้พระราชทานพระราชทรัพย์เป็นทุนเริ่มแรกให้แก่ โรงเรียนเจ้าแม่หลวงอุปถัมภ์ 1 ในการสร้างโรงเรียนสำหรับชาวไทยภูเขาเผ่าเย้าที่บ้านห้วยขาน ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และทรงมอบโรงเรียนให้อยู่ในความดูแลของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน ปัจจุบันเป็นโรงเรียนที่สอนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อสร้างอาคารหลังใหม่ให้แก่ โรงเรียนเจ้าแม่หลวงอุปถัมภ์ 2 สำหรับเด็ก ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ต.แม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

พระเมตตาด้านงานสังคมสงเคราะห์ เพราะความทุกข์ยากของเหล่าพสกนิกรเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง พระองค์ได้พระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชนด้านการแพทย์ สาธารณสุข และสังคมสงเคราะห์ ผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ มากมาย ด้วยทรงตระหนักว่า การมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์จะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดี และสามารถทำประโยชน์ด้านอื่น ๆ ต่อไปได้

นอกจากปวงชนชาวไทยแล้ว น้ำพระราชหฤทัยในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงยังแผ่ไพศาลถึงผู้อพยพลี้ภัยจำนวนมากดังเหตุการณ์บ้านเขาล้าน จ.ตราด ทรงเยี่ยมผู้ลี้ภัยสงครามชาวกัมพูชา ทรงนำอาหาร ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่มไปพระราชทานด้วยพระองค์เอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภากาชาดไทยไปให้ความร่วมมือกับกาชาดสากลในการช่วยเหลือผู้อพยพ และพระราชทานครูเข้าไปสอนวิชาชีพให้แก่ผู้อพยพ กิจการดังกล่าวได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทรงจัดตั้ง มูลนิธิสายใจไทย ช่วยเหลือทหาร ตำรวจ และอาสารับใช้ชาติที่บาดเจ็บ พิการ พัฒนาอาชีพให้ช่วยเหลือตัวเองและมีรายได้เลี้ยงครอบครัว ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากมูลนิธิสายใจไทยเป็นที่รู้จักและนิยมของคนไทยมาโดยตลอด

‘ฟาร์มตัวอย่าง’ ตามพระราชดำริ ศูนย์เรียนรู้การเกษตรครบวงจร หล่อเลี้ยงชีวิตเกษตรกรไทย ย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน กิจกรรมฟาร์มตัวอย่างตามราชดำริถือกำเนิดขึ้น ณ บ้านขุนแตะ หมู่ 5 ต.ดอยแก้ว     อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ จากการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ไม่มีงานทำหลังจากบำบัดและเลิกเสพยาเสพติด โดยเริ่มแรกเป็นการดำเนินงานเกี่ยวกับการสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวก ถนน แหล่งน้ำ สนับสนุนกิจกรรมภายในโครงการฯ เช่น ปลูกพืชผัก พันธุ์ไม้ผลชนิดต่าง ๆ การเลี้ยงปศุสัตว์ เป็ด ไก่ หมู และ   เลี้ยงปลา เป็นต้น จนโครงการได้พัฒนาต่อเนื่องกระจายไปทั่วประเทศ

‘สถาบันสิริกิติ์’ สานต่องานศิลปาชีพเผยแพร่ผลงานประณีตศิลป์กว่า 60 ปี ในรัชสมัยที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาพสกนิกรไทย โดยทั่วถ้วนถึงพระวิริยะอุตสาหะ และความอดทนที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการตลอดมา โดยเฉพาะงานส่งเสริมศิลปาชีพ ยังผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตราบจนปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา ได้พัฒนาการดำเนินงานด้วยความก้าวหน้า ผลงานที่สร้างขึ้นล้วนเป็นประณีตศิลป์ชั้นสูง มีความวิจิตรงดงามยิ่ง ปัจจุบันโรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา ยกสถานะขึ้นเป็น ‘สถาบันสิริกิติ์’ ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2553 เป็นต้นมา จากโรงฝึกผลงานอันวิจิตรของลูกหลานชาวนาชาวไร่ ได้อวดโฉมโชว์ความงดงามให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาแล้วมากมายผ่านการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ‘ศิลป์แผ่นดิน’ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่แบ่งการจัดแสดงเป็นสัดส่วนเริ่มที่ชั้นล่างสุด กับห้อง ‘ปีกแมลงทับ’ หรือห้องที่แสดงการตกแต่งแผ่นไม้แกะสลัก ตลอดจนเครื่องใช้ไม้สอยและถนิมพิมพาภรณ์ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลอง ฯลฯ

สืบสานพระราชปณิธานธรรมราชินี ในด้านศาสนา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตระหนักว่า ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์   มิให้ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่เป็นความชั่ว และเป็นแนวทางให้มนุษย์เลือกกระทำแต่ความดี จึงทรงตระหนักถึงความสำคัญในการอุปถัมภ์ศาสนา นอกจากจะทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่ปฏิบัติพระราชกรณียกิจทางศาสนาโดยสม่ำเสมอแล้ว ยังทรงทะนุบำรุงศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ฮินดู และซิกข์ เพราะทรงถือว่าทุกศาสนาต่างมีความสำคัญในฐานะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ของประชาชนเช่นเดียวกัน ดังนั้นคราวใดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปในงานพระราชพิธีหรือทรงประกอบ พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับศาสนา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงมักจะโดยเสด็จด้วยเสมอไม่ว่าจะเป็นพิธีของศาสนาใด บางครั้งเสด็จฯ โดยลำพังพระองค์เอง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยความเคารพในประเพณีของศาสนานั้น ๆ อย่างดียิ่ง รวมทั้งโดยเสด็จในหลวง รัชกาลที่ 9 ไปทรงนมัสการและสนทนาธรรมกับพระเถรานุเถระอยู่เสมอ ทรงใช้หลักธรรมเป็นแนวปฏิบัติทั้งในส่วนพระองค์และในฐานะสมเด็จพระบรมราชินีนาถ

ทรงต่อลมหายใจ ‘โขน’ ศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยให้คงอยู่สืบไป สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เป็นลำดับมา ในด้านศิลปวัฒนธรรม มีการอนุรักษ์ สืบสาน ภูมิปัญญามรดกวัฒนธรรมแขนงต่าง ๆ ในแผ่นดินไท ให้คงอยู่โดยเฉพาะ ‘โขน’ ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยและเป็นมหรสพหลวงที่รุ่งเรืองมาช้านาน ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ศึกษาค้นคว้าการแสดงโขนตามแบบโบราณราชประเพณี พร้อมฟื้นฟูองค์ความรู้ในการสร้างเครื่องแต่งกายโขนให้งดงามตามธรรมเนียมเดิม โปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญและศิลปินในสาขาที่เกี่ยวข้อง ศึกษาข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายโขนในละครโบราณอย่างละเอียด เพื่อจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนละครขึ้นใหม่ ตลอดจนพัฒนาศิลปะการแสดงหน้าโขนละครให้มีความร่วมสมัย โขนพระราชทาน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดศึกพรหมาศ เมื่อ พ.ศ. 2552 จึงเป็นปฐมบทแห่งโขนพระราชทานที่ประสบความสำเร็จ ได้รับความชื่นชมในเรื่องความงดงามของเครื่องแต่งกาย ความวิจิตรตระการตาของฉากและเทคนิคต่าง ๆ กระบวนการรังสรรค์เครื่องโขนที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและเกือบสูญสลายไปตามกาลเวลาให้กลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง ถือเป็นมรดกล้ำค่าของชาติที่ชาวไทยทุกคนควรร่วมกันอนุรักษ์ไว้ด้วยความหวงแหนยิ่งชีพ

‘บ้านเล็กในป่าใหญ่’ โครงการพระราชดำริฯ “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่แสดงถึงพระราชปณิธานอันแรงกล้าที่จะทรงงานด้านการอนุรักษ์ป่า ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ เพื่อสนับสนุนการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อช่วยให้พสกนิกรชาวไทยมีน้ำเพียงพอต่อการดำรงชีพและการทำการเกษตร โครงการตามพระราชดำริอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความใส่พระราชหฤทัยด้านการอนุรักษ์ป่าไม้และทรงห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่เป็นอย่างมากคือ ‘โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่’ ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นที่แรกที่บ้านห้วยไม้หก อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2534

น้ำพระทัยสมเด็จพระพันปีหลวง ชุบชีวิตยามวิกฤติสาธารณสุข สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรอย่างใกล้ชิดเสมอมา โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพอนามัยตามพื้นที่ชนบทห่างไกล ทรงตระหนักว่า การมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์จะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดี และสามารถทำประโยชน์ด้านอื่น ๆ ต่อไปได้ พระองค์จึงได้พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านสาธารณสุขเป็นจำนวนมาก อาทิ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดคณะแพทย์ตามเสด็จในต่างจังหวัด นำมาสู่หน่วยแพทย์พระราชทานจนทุกวันนี้ ทรงสานต่อโครงการหมอหมู่บ้านของในหลวง รัชกาลที่ 9 คัดชาวบ้านที่สมัครใจมาอบรม เพื่อนำความรู้กลับไปช่วยเหลือคนเจ็บป่วยในหมู่บ้าน โดยให้ชาวบ้านรู้จักใช้ยาและดูแลรักษาอนามัยเบื้องต้น ขณะที่คนไข้ป่วยหนักยากจนทรงไม่ทอดทิ้งรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ทุกชีวิตของราษฎรมีความหมายใต้ร่มพระบารมีสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ด้านการสร้างสรรค์และสืบสานเอกลักษณ์ไทย เมื่อมีกำหนดการที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จะเสด็จฯ ไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทรงฉลองพระองค์ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ไทยอย่างแท้จริง โดยฉลองพระองค์ ชุดไทยแบบต่าง ๆ ที่ทรงใช้ในการเสด็จเยือนต่างประเทศล้วนตัดเย็บด้วยผ้าไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็น พระอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์และสืบสานธรรมเนียมการแต่งกายแบบเอกลักษณ์ไทย ซึ่งแต่ละแบบนั้นมีความงดงาม ผสมผสานธรรมเนียมการแต่งกายของสตรีไทยในราชสำนักสมัยโบราณให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างเหมาะสมแก่วาระต่าง ๆ

…………………………………… @เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2569 นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ มอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการแก่หัวหน้าส่วนราชการและผู้บริหารภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของจังหวัดนครสวรรค์  โดยมี  ทันตแพทย์สุพจน์ หวังปรีดาเลิศกุล ประธานอาวุโสและกรรมการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ผู้แทนประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ดร.จิรนันท์ กมลสินธุ์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเจ้าพระยา ผศ.ดร.กฤษณะ ดาราเรือง ประธานคณะทำงานด้านวิชาการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ผศ.ดร.สุรพงษ์ วิริยะ คณะทำงานด้านวิชาการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ และ นายชาณัฐธนพล แสงสุข ผู้จัดการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นเพื่อความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนผสานพลังทำให้จังหวัดนครสวรรค์เดินหน้าไปพร้อมกัน  ณ ห้องประชุมนิวาสธรรมขันธ์ (501) ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์

นโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ มอบแก่หัวหน้าส่วนราชการและผู้บริหารภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนภารกิจ ดังนี้

– การนำนโยบายของรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนในระดับพื้นที่

– การขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนพัฒนาจังหวัด

– การร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมรับผิดชอบ ร่วมติดตามงาน และร่วมรับประโยชน์ร่วมกัน

– การสร้างภาคีเครือข่าย เพื่อเป็นเพื่อนร่วมคิดและเข้าใจตรงกัน

– น้อมนำพระราชดำริและพระบรมราโชวาทฯ ของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” และ “ในหลวง รัชกาลปัจจุบัน” มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และปฏิบัติราชการ

– การขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์

– การแก้ไขปัญหายาเสพติด “เก้าเลี้ยว โมเดล”

– การประชาสัมพันธ์ผลการปฏิบัติงาน

– การบริหารจัดการในสภาวะฉุกเฉิน

– การเตรียมการพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาค

– การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี พ.ศ. 2569 ของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครสวรรค์

…………………………………… @สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จับมือ SME D Bank ลงนาม MOU “เชื่อมทุน เชื่อมอุตสาหกรรม ขับเคลื่อน SME ไทย” หนุน SMEs ไทยเข้าถึงทุน ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือภายใต้โครงการ “เชื่อมทุน เชื่อมอุตสาหกรรม ขับเคลื่อน SME ไทย” โดยมีนายวีรชัย มั่นสินธร รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และนายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธาน ส.อ.ท. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ลานไทยเบฟ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

 

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นสมาชิก ส.อ.ท. เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกและเหมาะสมกับความต้องการทางธุรกิจ ทั้งในรูปแบบสินเชื่อและเงินร่วมลงทุน ควบคู่กับการเสริมองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การบริหารจัดการ ระบบการเงิน ระบบขนส่ง และการตลาด รวมถึงการประชาสัมพันธ์ข้อมูลและกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ

ความร่วมมือครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่าง ส.อ.ท. ในทุกพื้นที่กับทุกสาขาของ SME D Bank ทั่วประเทศที่มีทั้งหมด 96 แห่งอย่างใกล้ชิด ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นสมาชิก ส.อ.ท. โดยเฉพาะภาคการผลิต ใน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของประเทศ ได้แก่ อาหาร เกษตรแปรรูป และ Wellness เข้าถึงการสนับสนุนทั้งด้านการเงินและการพัฒนาได้อย่างกว้างขวาง ช่วยเพิ่มศักยภาพธุรกิจ สร้างการเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

ภายใต้ MOU ความร่วมมือระหว่างทั้ง 2 หน่วยงาน จะดำเนินงานผ่านกลไกที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่การสนับสนุนอย่างเป็นระบบ โดย ส.อ.ท. จะทำหน้าที่คัดกรองและเชื่อมโยงสมาชิก ส.อ.ท. ซึ่งประกอบด้วย SMEs กว่า 80% จากสมาชิก ส.อ.ท. ทั้งหมดราว 16,000 ราย และมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์เข้าสู่ SME D Bank จากนั้นธนาคารจะพิจารณาเครื่องมือและแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละธุรกิจ ทั้งเงินทุนเพื่อการลงทุนและเงินทุนหมุนเวียน ควบคู่กับการให้คำปรึกษา ถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนาทักษะที่จำเป็น ขณะที่ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันประสาน ติดตาม และผลักดันการดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือดังกล่าว มุ่งสร้างผลลัพธ์ให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของธุรกิจ ช่วยเสริมสภาพคล่อง สนับสนุนการลงทุน การขยายกิจการและการเพิ่มผลิตภาพ ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม การบริหารจัดการ และการตลาด เพื่อให้ SMEs สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง เพิ่มโอกาสในการแข่งขัน และเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ทั้งนี้ MOU กำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2569 โดยทั้งสองฝ่ายมุ่งผลักดันการดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และเป็นอีกหนึ่งกลไกในการเสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs ซึ่งเป็นฐานสำคัญของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทย

…………………………………… @ กกร. ขยับ GDP ปี 69 โต 2.1–2.5% ชงรัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม ดึงเอกชนนั่ง กนช. ภาครัฐและภาคเอกชนมีทิศทางสอดคล้องกันในการยกระดับเศรษฐกิจไทย โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และ GDP ในอุตสาหกรรมเป้าหมายขยายตัว 5.5% ซึ่งสอดรับกับ 7 กลุ่มธุรกิจภายใต้ Reinvent Thailand และข้อเสนอของธนาคารโลก โดย กกร. พร้อมร่วมขับเคลื่อนผ่านกลไก กรอ. ใน 3 ระยะ ได้แก่ Stabilize Today แก้ปัญหาเร่งด่วนและปลดล็อกอุปสรรค Transition Now เร่งการปรับตัวสู่เทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ และ Invest for Tomorrow ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทักษะ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

การประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 จะรวบรวมผู้นำ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารจากทั่วโลก กว่า 15,000 คน ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวะสำคัญที่ต่อเนื่องจากงาน Bangkok Business Summit 2026 เพื่อนำเสนอศักยภาพและทิศทางใหม่ของไทยสู่เวทีโลก สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเชื่อมโยงกับตลาดและเครือข่ายระดับโลก ก่อนก้าวสู่บทบาทประธานอาเซียนในปี 2028 ทั้งนี้ ประเด็นหารือในเวทีนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับทิศทางเศรษฐกิจ การดำเนินธุรกิจ นโยบายภาครัฐ และคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงเป็นวาระที่ทั้งภาคธุรกิจและคนไทยควรติดตาม พร้อมร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีและนำเสนอศักยภาพของไทยสู่สายตาประชาคมโลก

ราคาน้ำมันดิบยังปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่า supply จากตะวันออกกลางจะกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนความขัดแย้ง สะท้อนความเปราะบางในตะวันออกกลางและน้ำมันสำรองที่อยู่ในระดับต่ำ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายนที่ 95 มาอยู่ที่ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดการเงิน ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสหรัฐ 30 ปี แตะระดับ 5% สูงสุดในรอบ 20 ปี ตามความกังวลฐานะการคลังสหรัฐฯ และการเร่งระดมทุนของกลุ่ม Hyperscaler ส่งผลให้พันธบัตรระยะยาวหลายประเทศรวมทั้งไทยในเดือนกันยายนปรับเพิ่มขึ้น กระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมภาคเอกชนและค่าเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่า

ภัยธรรมชาติกำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทย โดยที่ผ่านมา ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเฉลี่ย 5–6 หมื่นล้านบาทต่อปีในการเยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อภาคประชาชน ภาคธรุกิจโดยเฉพาะ SME ภาคเกษตร การผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และ Supply Chain ในภาคกลางและภาคตะวันออก รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของภาคธุรกิจและประชาชน ซึ่งยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ อีกทั้งยังเพิ่มภาระหนี้สิน และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

กกร. เห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการป้องกันและบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) ในระดับพื้นที่ให้รวดเร็ว แม่นยำ และมีข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเตรียมรับมือได้ทันท่วงที พร้อมยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐานอย่างครบวงจร ตั้งแต่การกักเก็บ การส่งและระบายน้ำ การจัดเตรียมพื้นที่รองรับน้ำหลาก ไปจนถึงการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันจำเป็นต้องบูรณาการการวางผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับทิศทางการไหลของน้ำ และความเสี่ยงจากอุทกภัย โดยคำนึงถึงการรักษาทางน้ำและพื้นที่รับน้ำ ตลอดจนกำหนดแนวทางพัฒนาพื้นที่ชุมชนและอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนากลไกประกันภัยพิบัติ เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ รักษาความต่อเนื่องของภาคการผลิต ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสริมความมั่นคงด้านน้ำของประเทศในระยะยาว

เร่งแก้ไขปัญหาการขนส่งสินค้าทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ การขนส่งสินค้าทางอากาศมีมูลค่าประมาณ 2.42 ล้านล้านบาท หรือราวหนึ่งในสามของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังประสบปัญหาความแออัด ขณะที่อุทกภัยยิ่งส่งผลให้เที่ยวบินล่าช้าและถูกยกเลิก รวมถึงมีผู้โดยสารและสัมภาระตกค้างเป็นจำนวนมาก สนามบินเป็นประตูด่านแรกที่ผู้เดินทางสัมผัสเมื่อมาถึงประเทศไทย ปัญหาการให้บริการที่ติดขัดจึงอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้น และในช่วงที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ดังนั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรเร่งบูรณาการและแก้ไขปัญหา เพื่อให้การเดินทางและการให้บริการกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้ กกร. เตรียมจัดทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้ภาครัฐเร่งพิจารณาแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยของประเทศไทย พร้อมเสนอให้มีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติหรือ กนช. และคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการน้ำทั้ง 3 คณะประกอบด้วย 1)คณะอนุกรรมการชับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำและโครงการสำคัญ 2) คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 3) คณะอนุกรรมการพัฒนาหลักเกณฑ์นวัตกรรมการบริหารทรัพยากรน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อให้การกำหนดนโยบายและมาตรการสอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของภาคธุรกิจ ภาคเกษตรและประชนชน ขณะเดียวกัน กกร. มีมติจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อประเมินผลกระทบจากอุทกภัยและจัดทำข้อเสนอแนวทางเตรียมความพร้อมและฟื้นฟู เพื่อจัดทำแผนบูรณาการ การจัดการน้ำทั้งระบบ พร้อมกับสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและเร่งฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

…………………………………… @ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เร่งรัดการหาตลาดใหม่ และลดผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์โลก โครงการ SMEs Pro-active รอบที่ 1/2570 (74) เปิดรับสมัครจำนวน 120 ราย เพื่อช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและการค้าให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในการเพิ่มช่องทางการส่งออกและขยายตลาดสู่สากล

สำหรับ SMEs ที่สนใจขอรับเงินสนับสนุนในกิจกรรมขยายโอกาสทางการค้าแบบ B2B ในรูปแบบ Overseas Trade Fair, BOP และ Virtual Exhibition วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาทต่อกิจกรรม

โครงการ SMEs Pro-active รอบที่ 1/2570 (74) รับสมัครจำนวน 120 ราย สมัครได้ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม – 16 มกราคม 2570 (หรือปิดทันทีที่ใบสมัครครบจำนวน) สำหรับกิจกรรมจัดขึ้นตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2570 – 30 กันยายน 2570 ประกาศผลภายในเดือนเมษายน 2570

ขอเพียงมีคุณสมบัติดังนี้ เป็นนิติบุคคล SMEs ไทยที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นสมาชิก DITP  เป็นสมาชิกของสภาหอการค้าฯ /สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย /หรือสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ มีประสบการณ์การส่งออก หรือมีคุณสมบัติเพิ่มเติมตามที่โครงการฯ กำหนดกดสมัครเข้าร่วมโครงการและศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่https://smesproactive.ditp.go.th/ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม DITP โทร.02 507 7783, 02 507 7786 เว็ปไซต์:https://smesproactive.ditp.go.th/ E-Mail: [email protected], [email protected] สถาบัน SMI สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โทร. 02 345 1108, 02 345 1243 Line OA @smipage E-Mail:[email protected], [email protected]

…………………………………… @สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จับตาสถานการณ์อุทกภัย เร่งช่วยผู้ประกอบการรับมือความเสียหาย ตั้ง War Room ผนึกเครือข่ายทั่วประเทศ ขับเคลื่อน 3 แนวทาง “Respond – Rescue – Recover”

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่อย่างใกล้ชิด หลังส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ โดยผู้ประกอบการหลายแห่งได้รับความเสียหายต่อสถานประกอบการ เครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบ และสินค้า ขณะที่บางพื้นที่ต้องหยุดการผลิตและการขนส่ง ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานและการส่งมอบสินค้า

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะสถานประกอบการที่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ยังส่งผลต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งผู้จัดหาวัตถุดิบ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการขนส่ง รวมถึงแรงงานที่ไม่สามารถเดินทางเข้าปฏิบัติงานได้ ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนต้องชะลอหรือหยุดการผลิต และอาจกระทบต่อคำสั่งซื้อ การส่งออก และความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับภาระในการฟื้นฟูหลังน้ำลด ทั้งการทำความสะอาดและกำจัดสิ่งปนเปื้อน การตรวจสอบระบบไฟฟ้า ระบบควบคุม อาคาร เครื่องจักร และอุปกรณ์ต่าง ๆ ตลอดจนการจัดการวัตถุดิบและสินค้าที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งล้วนต้องใช้ทั้งเวลา บุคลากร และเงินทุนจำนวนมากก่อนจะสามารถกลับมาเดินเครื่องได้ตามปกติ

สถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้จำเป็นต้องรับมือทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะฟื้นฟู โดย ส.อ.ท. จะทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัด กลุ่มอุตสาหกรรม และเครือข่ายในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประกอบการได้ตรงจุด และสามารถเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่อง

“สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการรู้ว่าผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่กำลังเผชิญกับปัญหาอะไร ได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด และต้องการความช่วยเหลือด้านใด ส.อ.ท. จึงจะใช้เครือข่ายในแต่ละจังหวัดและแต่ละภูมิภาครวบรวมข้อมูล เพื่อให้การช่วยเหลือและการฟื้นฟูตอบโจทย์สถานการณ์จริงในพื้นที่”

ส.อ.ท. ได้จัดตั้ง War Room เพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดตามสถานการณ์และประสานความช่วยเหลือ โดยจะเชื่อมโยงข้อมูลจาก สภาอุตสาหกรรมจังหวัด กลุ่มอุตสาหกรรม และเครือข่ายในแต่ละภูมิภาค พร้อมจัดประชุมร่วมกับแต่ละจังหวัดและแต่ละภาค เพื่อรวบรวมและจัดทำข้อสรุปใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ปัญหาที่เกิดขึ้น ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และความต้องการหรือข้อเสนอจากพื้นที่ข้อมูลดังกล่าวจะนำมาใช้เป็นฐานในการกำหนดแนวทางช่วยเหลือของ ส.อ.ท. ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง รวมถึงใช้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม

เดินหน้า 3 แนวทาง “Respond – Rescue – Recover” จากการติดตามสถานการณ์และรับฟังข้อมูลจากพื้นที่ ส.อ.ท. กำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อรองรับผู้ประกอบการออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ Respond – Rescue – Recover ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันก่อนเกิดเหตุ การช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัย ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังสถานการณ์คลี่คลาย

  1. RESPOND : เตรียมพร้อมก่อนน้ำถึง

สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ส.อ.ท. จะมอบหมายให้สภาอุตสาหกรรมจังหวัดและเครือข่ายในแต่ละภูมิภาคเร่งเตรียมความพร้อม โดย

  • สำรวจและรวบรวมรายชื่อ Supplier และแหล่งจัดหาอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วม
  • สำรวจความพร้อมและแหล่งจัดหา เครื่องสูบน้ำ เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่จำเป็น
  • รวบรวมข้อมูลแหล่งซื้อหรือผู้ให้บริการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้อย่างรวดเร็ว
  • ประสานเครือข่ายในพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันสถานประกอบการและลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม

แนวทางดังกล่าวมุ่งให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงสามารถ เตรียมอุปกรณ์และวางแผนรับมือได้ล่วงหน้า ก่อนสถานการณ์จะรุนแรงขึ้น

  1. RESCUE : เร่งช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับผู้ประกอบการที่ ถูกน้ำท่วมแล้วหรือกำลังได้รับผลกระทบ ส.อ.ท. จะเร่งประสานการช่วยเหลือในพื้นที่ โดย

  • สำรวจสมาชิกและสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบขอบเขตความเสียหายที่แท้จริง
  • จัดหาและประสาน เครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์ที่จำเป็น สำหรับการระบายน้ำและช่วยเหลือสถานประกอบการ
  • ระดมเครือข่ายในพื้นที่เพื่อจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นให้ทันต่อสถานการณ์
  • รวบรวมปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการ เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุน

โดย ส.อ.ท. จะให้ความสำคัญกับการเข้าถึงผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว และจัดลำดับความต้องการตามสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่

  1. RECOVER : เร่งฟื้นฟูให้ธุรกิจกลับมาเดินหน้า

หลังสถานการณ์น้ำลด ส.อ.ท. จะมุ่งสนับสนุนการฟื้นฟูสถานประกอบการ โดยเฉพาะความพร้อมในการกลับมาเปิดดำเนินการ ทั้งด้าน อาคาร ระบบไฟฟ้า เครื่องจักร อุปกรณ์การผลิต วัตถุดิบ และระบบขนส่ง พร้อมเตรียม ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมแซมและบำรุงรักษา เพื่อให้คำแนะนำในการตรวจสอบความเสียหายและการเตรียมเครื่องจักรและระบบต่าง ๆ ก่อนกลับมาใช้งาน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. จะติดตามผลกระทบต่อ Supply Chain เพื่อประเมินจุดที่ยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้ และประสานข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการ เพื่อช่วยให้การผลิต การขนส่ง และการส่งมอบสินค้ากลับมาเชื่อมต่อกันได้โดยเร็ว

เร่งประสานแนวทางช่วยเหลือด้านการเงิน–ภาษี–โลจิสติกส์ ในด้านการฟื้นฟู ส.อ.ท. จะรวบรวมปัญหาและข้อจำกัดจากผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นที่มีผลต่อสภาพคล่องและต้นทุนการฟื้นฟู อาทิ

  • ด้านการเงิน เสนอแนวทางสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงมาตรการพักชำระหนี้ เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบและมีภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟู
  • ด้านภาษีและค่าธรรมเนียม ประสานแนวทางผ่อนปรนภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการซ่อมแซมและฟื้นฟูสถานประกอบการ
  • ด้านโลจิสติกส์ ประสานแนวทางผ่อนปรนสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่สามารถขนส่งหรือส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนดจากผลกระทบของอุทกภัย รวมถึงการพิจารณายกเว้นหรือลดค่าปรับกรณีการขนส่งล่าช้าจากเหตุสุดวิสัย

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวจะถูกนำมาประกอบการจัดทำข้อสรุปจากแต่ละจังหวัดและภูมิภาค เพื่อให้ข้อเสนอและแนวทางช่วยเหลือสะท้อน ปัญหาและความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่

การฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมหลังน้ำลดไม่ได้หมายถึงเพียงการทำให้โรงงานกลับมาเปิดดำเนินการเท่านั้น แต่ต้องทำให้ เครื่องจักรกลับมาใช้งานได้ แรงงานกลับเข้าสู่ระบบ การขนส่งกลับมาเดินหน้า และ Supply Chain สามารถเชื่อมต่อกันได้อีกครั้ง

“ส.อ.ท. จะทำงานตั้งแต่ก่อนเกิดผลกระทบ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังน้ำลด โดยใช้เครือข่ายของสภาอุตสาหกรรมจังหวัด กลุ่มอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยกันในแต่ละช่วง ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การช่วยเหลือเฉพาะหน้า ไปจนถึงการฟื้นฟูธุรกิจให้กลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง เป้าหมายสำคัญคือให้ผู้ประกอบการได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ตรงกับปัญหา และสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างปลอดภัย”

ส.อ.ท. จะยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยและผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานงานกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัด กลุ่มอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมทั้ง การป้องกัน การช่วยเหลือ และการฟื้นฟู และร่วมกันลดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่การผลิตของประเทศ

…………………………………… @สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ขอเชิญร่วมบริจาค “กองทุนเยียวยาน้ำท่วม 2569” จากสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดในประเทศไทยขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ด้านการผลิต รวมถึงประชาชน เป็นวงกว้าง

ส.อ.ท. ขอเชิญชวนบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยท่านสามารถบริจาคได้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ชื่อบัญชี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 009-1-70874-5 แจ้งออกใบเสร็จได้ที่อีเมล [email protected] (หากประสงค์จะบริจาคเข้าบัญชี มูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรม กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่ ส.อ.ท.)

ติดต่อสอบถาม สายงาน CSR สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณพัชรียา โทร. 089-221-2665 คุณศุภโชค โทร. 093-697-8796 ……………………………… @ หน่วยงานที่มีข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดนครสวรรค์ สามารถฝากข่าวผ่านสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ หรือต้องการสมัครเป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ติดต่อสอบถามได้ที่ นายชาณัฐธนพล  แสงสุข ผู้จัดการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ 056-245497,081-0428 934 โทรสาร 056-245 498 e-mail: [email protected], https://www.facebook.com/Nakhonsawan.fti

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด