คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3479/2569 “ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ถือเอาปริมาณของยาเสพติดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดโทษดังเช่นกฎหมายเดิม โดยให้ถือเอาพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำ ความผิดเป็นสำคัญ แต่ปริมาณของยาเสพติดก็อาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำ ความผิดได้อย่างหนึ่ง ซึ่งศาลสามารถนำ มาพิจารณาประกอบพฤติการณ์อื่นเพื่อลงโทษจำเลยในเหตุฉกรรจ์ที่เป็นนามธรรมได้ เช่น การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตาม ป. ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) และการทำ ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามมาตรา 145 วรรคสาม (2)
แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และจำเลยให้การรับสารภาพ โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตามกฎหมายก็ตาม
แต่เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวเป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป ว่าต้องด้วยเหตุฉกรรจ์ดังกล่าวหรือไม่ หาใช่ต้องฟังเป็นยุติตามฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยเสมอไปไม่ มิฉะนั้นจะทำให้กลายเป็นว่า เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับการบรรยายฟ้องของโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยเป็นสำคัญ ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติดอย่างแท้จริง”
วิเคราะห์คำพิพากษาฎีกาดังนี้
- ข้อเท็จจริงของคดีนี้ จำเลยถูกฟ้องในความผิดเกี่ยวกับ จำหน่ายและเสพเมทแอมเฟตามีน โดยของกลางมีเมทแอมเฟตามีน 1,893 เม็ด มีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดสีขาว 7 ซอง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์รวมประมาณ 209.079 กรัม นอกจากนี้ จำเลยเคยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาแบ่งจำหน่ายหลายครั้ง และเคยมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดียาเสพติดมาก่อน จึงมีการขอเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จำเลยรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษในฐานที่ร้ายแรงตาม มาตรา 145 วรรคสาม (2) คือ การกระทำที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป แต่ศาลฎีกาเห็นแตกต่าง และปรับบทลงโทษลงมาเป็นมาตรา 145 วรรคสอง (1) และ (2) คือ (1) กระทำเพื่อการค้า (2) กระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน โดยศาลฎีกาเห็นว่ายัง ไม่ร้ายแรงถึงระดับมาตรา 145 วรรคสาม (2)
- ประเด็นกฎหมายที่สำคัญ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และจำเลยรับสารภาพแล้ว ศาลจำเป็นต้องลงโทษตามเหตุฉกรรจ์นั้นหรือไม่ คำตอบของศาลฎีกาคือ ไม่จำเป็น เพราะเหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ในส่วนนี้เป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ซึ่งศาลต้องพิจารณาจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งคดีเป็นรายกรณี ไม่ใช่ถือว่ามีเหตุฉกรรจ์เพียงเพราะโจทก์เขียนไว้ในฟ้องและจำเลยรับสารภาพ
- ทำไมรับสารภาพแล้วจึงไม่ผูกมัดศาลในประเด็นนี้ นี่คือหัวใจของฎีกา โดยทั่วไปการที่จำเลยรับสารภาพทำให้ข้อเท็จจริงตามฟ้องสามารถรับฟังได้โดยไม่ต้องสืบพยานในหลายกรณี แต่ศาลฎีกาแยกให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยรับสารภาพ กับ “การประเมินว่าข้อเท็จจริงนั้นร้ายแรงถึงขั้นเป็นเหตุฉกรรจ์ตามกฎหมายหรือไม่” เป็นคนละเรื่องกัน พูดง่าย ๆ คือ จำเลยอาจรับว่า “ผมจำหน่ายยาเสพติดและการกระทำมีผลกระทบต่อประชาชน” ตามข้อความในฟ้อง แต่ไม่ได้หมายความว่า ศาลต้องรับรองทางกฎหมายโดยอัตโนมัติว่า “การกระทำนั้นร้ายแรงถึงขั้นกระทบความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามมาตรา 145 วรรคสาม (2)” เพราะเรื่องหลังเป็นการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทกฎหมายและประเมินระดับความร้ายแรง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาล
- ปริมาณยายังมีความสำคัญหรือไม่? คำตอบ ‘มี’ แต่ไม่ใช่เกณฑ์โดยตรงในการกำหนดโทษ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติดแตกต่างจากกฎหมายเดิมตรงที่ ไม่ได้ใช้ปริมาณยาเสพติดเป็นเกณฑ์ตายตัวในการกำหนดบทลงโทษ แต่เน้นพฤติการณ์กับบทบาทหน้าที่ของผู้กระทำผิด อย่างไรก็ตาม ปริมาณยาอาจเป็นตัวบ่งชี้ความร้ายแรง และศาลสามารถนำมาประกอบกับพฤติการณ์อื่นได้ จึงไม่ควรตีความฎีกานี้ว่า “ยาเกินจำนวนหนึ่ง = ต้องมาตรา 145 วรรคสาม” แต่ต้องคิดว่า ปริมาณยา + วิธีการกระทำ + บทบาทของจำเลย + ความต่อเนื่องในการจำหน่าย + เครือข่าย + ผลที่เกิดหรืออาจเกิดขึ้นต่อประชาชน เมื่อนำมาประกอบกันแล้ว จึงค่อยพิจารณาว่าถึงระดับของเหตุฉกรรจ์ใด?
- แล้วเหตุใดคดีนี้จึงถึงมาตรา 145 วรรคสอง ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์หลายอย่างประกอบกัน
ประการที่ 1 ปริมาณของกลาง ของกลางมีถึง 1,893 เม็ด และเกล็ด 7 ซอง รวมสารบริสุทธิ์ประมาณ 209.079 กรัม ศาลเห็นว่าหากเจ้าหน้าที่ไม่ได้จับกุมและยึดของกลางไว้ ยาเหล่านี้ย่อมมีโอกาสถูกนำไปจำหน่ายต่อและแพร่กระจายไปยังผู้เสพและบุคคลอื่น จึงเข้าองค์ประกอบ “ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” ตามมาตรา 145 วรรคสอง (2)
ประการที่ 2 มีพฤติการณ์จำหน่ายเป็นประจำ จำเลยเคยซื้อยาเสพติดมาแบ่งจำหน่ายหลายครั้ง ประกอบกับเคยมีคดีครอบครองเพื่อจำหน่ายมาก่อน ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงถึงการจำหน่ายอย่างต่อเนื่องหรือเป็นปกติธุระ และเข้าเกณฑ์ “กระทำเพื่อการค้า” ตามมาตรา 145 วรรคสอง (1)
- แต่ทำไมไม่ถึงมาตรา 145 วรรคสาม (2)? ตรงนี้เป็นจุดที่สำคัญมากสำหรับการทำข้อสอบหรือวิเคราะห์คดี ศาลฎีกาไม่ได้บอกว่า “ยา 1,893 เม็ดไม่มาก” แต่ศาลใช้หลักว่า ต้องประเมินระดับความร้ายแรงจากพฤติการณ์ทั้งหมด แม้คดีจะมีปริมาณยามากเกินสมควรและมีพฤติการณ์จำหน่าย แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า ยังไม่เพียงพอที่จะยกระดับไปถึงการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) นี่ทำให้เห็นเส้นแบ่งระหว่าง มาตรา 145 วรรคสอง กับ มาตรา 145 วรรคสาม ได้ค่อนข้างชัดเจนว่า ไม่ได้วัดกันด้วยจำนวนเม็ดเพียงอย่างเดียว
- จุดที่น่าสนใจมาก “เหตุฉกรรจ์เชิงนามธรรม” คำว่า เหตุฉกรรจ์เชิงนามธรรมในฎีกานี้ควรทำความเข้าใจให้ดี เหตุบางอย่างสามารถพิสูจน์ได้ค่อนข้างตรงไปตรงมา เช่น มีการใช้อาวุธ มีผู้ร่วมกระทำหลายคน มีการกระทำต่อบุคคลบางประเภท แต่คำว่า “ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ” และ“กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” เป็นข้อความที่ต้องประเมินจากบริบทและพฤติการณ์ จึงไม่ใช่สิ่งที่ศาลจะถือว่ามีอยู่เพียงเพราะมีการเขียนข้อความดังกล่าวไว้ในฟ้อง ศาลฎีกาจึงย้ำว่า ศาลต้องใช้ดุลพินิจประเมินความร้ายแรงเป็นเรื่อง ๆ ไป
- ผลของฎีกานี้ต่อจำเลย ผลแตกต่างกันอย่างมาก ศาลอุทธรณ์ลงโทษตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) โดยวางโทษจำคุก 35 ปี ก่อนเพิ่มโทษและลดโทษ แต่ศาลฎีกาปรับบทเป็นมาตรา 145 วรรคสอง (1) (2) และกำหนดโทษใหม่ จำคุก 20 ปี + ปรับ 1,200,000 บาท จากนั้นเพิ่มโทษ 1 ใน 3 คือ จำคุก 26 ปี 8 เดือน และปรับ 1,600,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามคำรับสารภาพ คือ จำคุก 13 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท รวมโทษฐานเสพ คือ จำคุก 13 ปี 5 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า การปรับบทจากมาตรา 145 วรรคสามลงมาวรรคสองมีผลต่อโทษอย่างมีนัยสำคัญ
- สรุปผลการวิเคราะห์ คำพิพากษาฎีกา 3479/2569 ไม่ได้วางหลักว่า “ปริมาณยาไม่มีความสำคัญ” แต่กำลังบอกว่า “ปริมาณยาไม่ใช่ตัวชี้ขาดบทลงโทษ” สิ่งที่ศาลต้องพิจารณาคือ พฤติการณ์โดยรวมและบทบาทของจำเลย และสำหรับเหตุฉกรรจ์ที่เป็นนามธรรม เช่น “กระทบความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” ศาลต้องเป็นผู้ประเมินเองตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี แม้โจทก์จะบรรยายเหตุฉกรรจ์ดังกล่าวไว้ในฟ้องและจำเลยจะรับสารภาพก็ตาม
ผู้ช่วยศาตราจารย์ปองปรีดา ทองมาดี
ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา


