การคอร์รัปชันเป็นปัญหาโลกแตกที่ไม่สามารถแก้ไขพฤติกรรมของข้าราชการ นักการเมือง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องได้ การคอร์รัปชันบางกรณีกระทำเพียงคนเดียว การคอร์รัปชันบางกรณีทำเป็นกระบวนการ และการคอร์รัปชันบางกรณีเป็นการกระทำข้ามชาติ ซึ่งรวมถึงรัฐบาลสแกมเมอร์ โดยได้รับทุนอุดหนุนจากเครือข่ายสแกมเมอร์เพื่อเข้ามาเป็นรัฐบาล ตอบสนองด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์การบริหารประเทศภายใต้การควบคุมของเครือข่ายสแกมเมอร์
การกระทำเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดภัยพิบัติต่อประเทศอย่างร้ายแรงและไม่สามารถแก้ไขได้ในอนาคต เช่น สำนักข่าว Thai PBS รายงานข่าวเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า “สแกมเมอร์ ฟอกเงิน และทุนเทา ภัยเงียบของอาชญากรรมข้ามชาติในรัฐไทย โดย คุณกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย และอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ตั้งข้อสังเกต เมื่อสังคมต้องเผชิญกับทุนอาชญากรรมไว้ว่า โลกดิจิทัลกำลังเปิดพื้นที่ใหม่ให้ทุนอาชญากรรมพัฒนาเป็นระบบใต้ดินที่ซับซ้อน เชื่อมโยงระหว่างประเทศ และหมุนเวียนด้วยเม็ดเงินมหาศาล โดยอาศัย 3 ฟันเฟืองสำคัญ
1) การหลอกลวงออนไลน์ (Scam)
2) การค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ (Human Trafficking)
3) การฟอกเงิน (Money Laundering)
เมื่อทั้ง 3 องค์ประกอบทำงานร่วมกันจนมีเงินเติบโตเกินจุดหลบซ่อน เครือข่ายจะก้าวไปอีกขั้น โดยจะไม่หยุดอยู่ที่การแสวงหากำไรอีกต่อไป แต่จะเริ่มลงทุนเพื่อซื้อความคุ้มกัน ซื้ออำนาจ และซื้อกติกาใหม่ให้ตนเอง
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ การซื้ออำนาจรัฐ (State Capture)” หรือสภาองค์การของผู้บริโภค รายงานเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ว่า
“ทำไมไทยกลายเป็นฐานสแกมเมอร์ เครือข่ายทุนเทาแห่ปักหลัก กฎหมายที่มีอยู่ยังปราบไม่ได้ ประเทศไทยกำลังเผชิญอาชญากรรมไซเบอร์ครั้งใหญ่ จากการที่มีกลุ่มสแกมเมอร์ระดับโลกต่างใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการและแหล่งกบดาน หรือการใช้เป็นฐานฟอกเงิน โดยความเสียหายไม่เพียงเกิดกับคนไทย แต่กระทบผู้บริโภคทั่วโลก”
บทความนี้จะได้นำเสนอเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตต่อการกระทำการคอร์รัปชัน มีสาระสำคัญดังนี้
- การคอร์รัปชัน (Corruption) หมายถึง การใช้อำนาจรัฐหรือตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง (The abuse of entrusted power for private gain)” โดยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 การคอร์รัปชันมักถูกจำกัดความผ่านคำว่า “ทุจริตต่อหน้าที่” ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในตำแหน่งหรือหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย” (ผาสุก พงษ์ไพจิตร และสังศิต พิริยะรังสรรค์: 2537)
- วิธีการคอร์รัปชัน การคอร์รัปชันในประเทศไทยมีวิวัฒนาการที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ โดยสามารถแบ่งออกเป็นรูปแบบหลักได้ดังนี้ (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป.ป.ช.: 2561)
1) การคอร์รัปชันโดยข้าราชการ (Bureaucratic Corruption) เป็นการใช้อำนาจในฐานะ ผู้ปฏิบัติหรือผู้บังคับใช้กฎหมายโดยตรง ได้แก่
(1) การรับสินบน (Bribery) การเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์เพื่อแลกกับการอนุญาต การอนุมัติ หรือเพื่ออำนวยความสะดวกในขั้นตอนทางราชการ (Speed Money)
(2) การทุจริตในระบบจัดซื้อจัดจ้างขนาดเล็ก เช่น การล็อกสเปก (Locking Specifications) เพื่อให้บริษัทที่ตกลงกันไว้เป็นผู้ชนะการประมูล
(3) ระบบอุปถัมภ์ (Clientelism) การซื้อขายตำแหน่ง (Position Buying) เพื่อให้คนของตนเข้าไปดำรงตำแหน่งที่มีโอกาสเรียกรับผลประโยชน์ได้ง่าย
2) การคอร์รัปชันโดยนักการเมือง (Political Corruption) เป็นการใช้อำนาจในระดับ นโยบายหรือการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่
(1) คอร์รัปชันเชิงนโยบาย (Policy Corruption) เป็นรูปแบบที่แยบยลที่สุด คือการออกนโยบายหรือกฎหมายที่ดูเหมือนเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่ในเนื้อแท้ถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจของตนเองหรือพวกพ้อง
(2) การผูกขาดสัมปทาน การใช้อำนาจบริหารกำนดเงื่อนไขในการประมูลโครงการระดับประเทศ (Mega Projects) เพื่อให้กลุ่มทุนการเมืองได้รับสิทธิเพียงผู้เดียว
(3) การยักย้ายถ่ายเทงบประมาณ (Pork Barrel) การดึงงบประมาณลงพื้นที่ของตนเองโดยไม่สอดคล้องกับความจำเป็น เพื่อสร้างฐานเสียงหรือเพื่อหักเปอร์เซ็นต์จากงบประมาณโครงการนั้นๆ (Kickbacks)
3) ความร่วมมือระหว่างกลุ่มทุน นักการเมือง และข้าราชการ (Tripartite Corruption) เป็นโมเดลที่พบบ่อยที่สุดในปัจจุบัน เรียกว่า “วงจรอุบาทว์ของการทุจริต” ได้แก่
(1) นักการเมือง เป็นผู้วางแผนเชิงนโยบายและสั่งการ
(2) ข้าราชการ เป็นผู้จัดทำเอกสารและกระบวนการให้ดูถูกกฎหมาย (Paper Trail)
(3) กลุ่มทุน เป็นผู้สนับสนุนเงินทุนและรับงานตามที่ตกลง
- สรุปภาพรวมเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เห็นภาพรวมของการไหลเวียนผลประโยชน์มิชอบ สามารถสรุปได้ผ่านตารางเปรียบเทียบดังนี้
| ประเภท | ผู้เล่นหลัก | วิธีการเด่น | ผลกระทบ |
| Street-Level | ข้าราชการระดับปฏิบัติ | รับเงินใต้โต๊ะ, สินบนรายวัน | ประชาชนได้รับบริการไม่เป็นธรรม |
| Grand Corruption | นักการเมือง, ข้าราชการระดับสูง | ทุจริตจัดซื้อจัดจ้างระดับชาติ | งบประมาณแผ่นดินรั่วไหลมหาศาล |
| State Capture | นักการเมือง, กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ | แก้ไขกฎหมาย, คอร์รัปชันเชิงนโยบาย | ทำลายระบบเศรษฐกิจเสรีและการแข่งขัน |
- การกำหนดโทษประหารชีวิตต่อการกระทำการคอร์รัปชัน ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวข้อที่มีข้อถกเถียงอย่างรุนแรง (Polarized Debate) ระหว่างกระแสสังคมที่ต้องการบทลงโทษขั้นรุนแรงเพื่อการปราบปราม กับหลักการสิทธิมนุษยชนและประสิทธิภาพที่แท้จริงของกฎหมายอาญา ดังนี้
1) ปรัชญาการลงโทษ ทำไมถึงมีการเสนอโทษประหารชีวิต ผู้ที่สนับสนุนให้ใช้โทษประหารชีวิตกับคดีคอร์รัปชัน เป็นทฤษฎีการลงโทษ 2 ประการหลัก คือ
(1) ทฤษฎีการข่มขวัญยับยั้ง (Deterrence Theory) เชื่อว่าหากบทลงโทษรุนแรงถึงชีวิต จะสร้างความหวาดกลัวจนไม่มีใครกล้าทุจริต โดยเฉพาะนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่คำนวณกำไร-ขาดทุน (Rational Choice) ก่อนกระทำผิด
(2) ทฤษฎีตาต่อตา ฟันต่อฟัน (Retributive Justice) มองว่าการคอร์รัปชันขนาดใหญ่ (Grand Corruption) คือการทำลายรากฐานของชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและสวัสดิภาพของประชาชนนับล้านคน จึงถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่สมควรได้รับโทษสูงสุด (Beccaria: 1963)
2) ข้อโต้แย้งทางวิชาการและจุดอ่อนของโทษประหารชีวิต ในทางรัฐศาสตร์และอาชญาวิทยา มีหลักฐานและข้อโต้แย้งว่าโทษประหารชีวิตอาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมด้วยเหตุผลดังนี้
(1) ความแน่นอนสำคัญกว่าความรุนแรง (Certainty vs. Severity) งานวิจัยระดับสากลระบุว่า สิ่งที่ทำให้อาชญากรกลัวไม่ใช่ความแรงของโทษ (Severity) แต่คือ ความมั่นใจว่าจะถูกจับและลงโทษได้จริง (Certainty) หากกฎหมายแรงแต่กระบวนการยุติธรรมล่าช้าหรือเลือกปฏิบัติ โทษประหารก็ไม่มีความหมาย
(2) การเพิ่มความรุนแรงของผู้กระทำผิด เมื่อโทษสูงสุดคือประหารชีวิต อาชญากรที่ถูกต้อนจนมุมอาจตัดสินใจกระทำผิดที่รุนแรงกว่าเดิม (เช่น การฆ่าปิดปากพยาน) เพราะไม่ว่าอย่างไรโทษที่ได้รับก็คือประหารชีวิตเท่ากัน
(3) ความเสี่ยงต่อความยุติธรรม ในระบบที่การเมืองสามารถแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้ โทษประหารชีวิตอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกำจัดศัตรูฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจะกลายเป็นความเสียหายที่เรียกคืนไม่ได้ (Irreversible error) (Nagel & Hagan: 1982)
3) รูปแบบการลงโทษที่เหมาะสมและมีเหตุผล (Academic Proposal) หากต้องออกแบบระบบการลงโทษคอร์รัปชันที่ได้ผลจริงตามหลักนิติธรรม (Rule of Law) นักวิชาการส่วนใหญ่เสนอแนวทางที่เป็นสัดส่วนและมีประสิทธิภาพมากกว่า ได้แก่
(1) การลงโทษทางทรัพย์สินที่เข้มงวด (Economic Death Penalty)
(2) การคอร์รัปชันมีแรงจูงใจจาก “เงิน” ดังนั้นบทลงโทษที่เจ็บปวดที่สุดคือ
(2.1) การริบทรัพย์สิน (Asset Forfeiture) ไม่เพียงแต่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริต แต่รวมถึงทรัพย์สินที่หาที่มาไม่ได้ และการใช้มาตรการทางภาษีขั้นสูงสุด
(2.2) การปรับแบบทวีคูณ ปรับเป็นจำนวน 3-5 เท่าของมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น
(3) การลงโทษทางสิทธิและสถานะ (Civil Death) เช่น การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ห้ามดำรงตำแหน่งใดๆ ในหน่วยงานรัฐหรือการเมือง เพื่อป้องกันการกลับมาใช้อำนาจซ้ำ หรือการประจานทางสังคม (Social Shaming) การเปิดเผยรายชื่อผู้ทุจริตในฐานข้อมูลสาธารณะที่เข้าถึงได้ง่าย
(4) การเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ (Structural Reform) เช่น ไม่มีอายุความ (No Statute of Limitations) สำหรับคดีทุจริต เพื่อให้สามารถตามตัวมาลงโทษได้ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใด และระบบคุ้มครองพยาน (Whistleblower Protection) การสร้างแรงจูงใจให้คนในกล้าเปิดโปง ซึ่งได้ผลกว่าการขู่ด้วยโทษประหาร (Nagel & Hagan: 1982)
- บทสรุปในเชิงนิติศาสตร์ การกำหนดโทษประหารชีวิตในคดีคอร์รัปชันอาจฟังดูสะใจในเชิงอารมณ์ความรู้สึกของสังคม (Populist Punictiveness) แต่ในเชิงวิชาการการสร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใส การมีองค์กรอิสระที่ทำงานจริง และความแน่นอนในการลงโทษ คือยาแรงที่ได้ผลยั่งยืนกว่าความตาย เพราะเป้าหมายของการปราบโกงไม่ใช่การฆ่าคน แต่คือการหยุดยั้งพฤติกรรม และเรียกคืนผลประโยชน์ให้กลับมาเป็นของประชาชน
แสดงให้เห็นว่าการกำหนดโทษประหารชีวิตต่อการกระทำการคอร์รัปชันมีความเห็นที่แตกออกเป็น 2 กลุ่ม ทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยกับกลุ่มที่เสนอบทลงโทษที่ไม่ถึงชีวิต ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า ควรมีการจัดลำดับ เช่น การคอร์รัปชันไม่เกิน 50 ล้านบาท ใช้วิธีตามความเห็นที่สองคือ รูปแบบการลงโทษที่เหมาะสมและมีเหตุผล หากมีการคอร์รัปชันเกินกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไป ควรใช้วิธีตามความเห็นที่หนึ่ง คือ ใช้โทษประหารชีวิตกับคดีคอร์รัปชัน ซึ่งอาจกำหนดจำนวนเงินการคอร์รัปชันเป็นอย่างอื่นที่เหมาะสมก็ได้ แล้วคุณละ “เห็นว่าระหว่าง ใช้โทษประหารชีวิตกับคดีคอร์รัปชัน กับ รูปแบบการลงโทษที่เหมาะสมและมีเหตุผล อย่างไหนจะปราบปรามการคอร์รัปชันได้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่ากัน” สวัสดีครับ


