- ตอน โศกนาฏกรรม….กลางเมือง!
สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน เมื่อปีพุทธศักราช 2520 – 2523 ผมต้องนั่งรถเมล์(ร้อน)จากบ้านของน้าชาย น้าสะใภ้ ในพื้นที่ชายขอบกรุงเทพฯ -นนทบุรีละแวกแยกประชาชื่น(คลองประปา) ในซอยจุฬาเกษม ไปต่อรถเมล์สาย 16 ที่เตาปูน เพื่อเดินทางไปมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งอยู่ในรั้วเดียวกับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท คนละฟากรั้วสังกะสีกับคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใกล้ๆสยามสแควร์
เส้นทางรถเมล์สาย 16 ระหว่างเตาปูน – สถานเสาวภาสภากาชาดไทย ต้อง ผ่านตัดจุดทางรถไฟยมราช ที่อยู่ใกล้ๆหัวลำโพงซึ่งการจราจรทางถนนค่อนข้างครึกครื้น วุ่นวาย ตลอดทั้งวัน และเป็นจุดที่รถไฟสายเหนือ สายใต้ สายตะวันออก พากันแล่นสวนสนามครึกครื้นไม่แพ้การจราจรบนถนน โดยเฉพาะบริเวณจุดตัดของถนนและทางรถไฟ ใกล้ๆสะพานลอยยมราช
ด้วยความเป็นผู้ชายที่เอวบางร่างน้อยสมชายในวรรณคดีไทยของผม ที่พระเอกในเรื่องมักจะ กล้องแกล้ง เอวอ่อน อรอันแถ้ง เหมือนพระลอในลิลิตพระลอ
ผมจึงถือโอกาสสอดส่ายสายตาหาที่ว่างในรถเมล์เพื่อนั่ง แทนการยืนโหนราว รถเมล์ (ที่สูงจนผมโหนแทบไม่ถึง…ฮา!)
ประกอบกับผมเคยแสดงความสามารถในการล้มบนพื้นรถเมล์ตอนรถเบรก หรือมือหลุดจากการเกาะเสากลางตัวรถบ้าง มือหลุดจากเหล็กพนักที่นั่งที่ผมยืนเกาะ อยู่บ้าง จนต้องลงไปนอนกลิ้งบนพื้นรถเมล์ท่ามกลางสายตาสงสารแกมสมเพชของ มหาชนบนรถเมล์อยู่บ่อยๆ
ผมจึงต้องหาโอกาสหาที่นั่งให้ได้ เพื่อวางกองหนังสือที่หอบขึ้นรถเมล์ไปเรียน เอาไว้บนตัก (สมัยนั้นบรรดานิสิต นักศึกษา จะประกาศศักดาของการเป็นนักศึกษาด้วย การหอบหนังสือเป็นตั้งๆไปมหาวิทยาลัย โดยไม่พึ่งพากระเป๋าแบบนักเรียน และกระเป๋าสะพายแบบกระเป๋าเป้สะพายหลังที่ใช้กันเกลื่อนกลาดในปัจจุบันซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีขาย)
ผมจึงมักนั่งด้านในติดหน้าต่างเพื่อชมบ้านชมเมืองของกรุงเทพฯ ตามประสา เด็กบ้านนอกจากท้องทุ่งเมืองสุพรรณ
ด้วยเหตุที่สมัยนั้นปริมาณจำนวนเที่ยวรถไฟเข้า – ออก สถานีหัวลำโพงมากมาย ในทุกชั่วโมง ทำให้โอกาสที่การจราจรติดขัดตลอดระยะเวลา 100 ปีของกรุงเทพฯ การที่รถเมล์ต้องจอดติดกลางทางรถไฟตรงแยกยมราช จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา
แต่ด้วยความรับผิดชอบของพนักงานขับรถไฟที่มักจะแล่นช้าๆทั้ง ขาขึ้น – ขาล่อง ในเขตชุมชนแออัด จุดตัดทางรถไฟกับถนนที่รถยนต์ รถเมล์ และมอเตอร์ไซค์ร่วมเป็น เจ้าถนน ประกอบกับพนักงานรถไฟประจำจุดตัดจะสามารถลากรั้วติดล้อออกมาขวาง กั้นทางจราจรได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่จะมีรถเมล์ รถยนต์ ล่วงล้ำเข้าไปจอดขวางทางรถไฟ
หรือสามารถ ตีธงแดง แสดงสถานการณ์อันตรายให้รถไฟหยุดก่อนจะถึงจุดตัด การจราจร ก่อนจะเกิดโศกนาฏกรรมทุกครั้ง
แต่แล้วครั้งหนึ่งผมต้องประสบเหตุการณ์อกสั่นขวัญแขวนเมื่อรถเมล์สาย 16 ยังจอดคาบนทางรถไฟบริเวณแยกยมราช แต่มีรถไฟวิ่งมาเพื่อเข้าสู่สถานีหัวลำโพง
ผมนั่งมองพนักงานกั้นรถยนต์ของทางรถไฟตีธงแดงห้ามรถไฟไม่ให้วิ่งเข้ามาบดขยี้รถเมล์และรถยนต์ที่เข้าร่วมสถานการณ์อย่างเพลิดเพลิน เพราะเชื่อใจในอำนาจธงแดง อยู่นั้นพลันเกิดความโกลาหลบนรถเมล์สาย 16
ภาพรถไฟที่ยังมุ่งตรงเข้าหารถเมล์ตรงกับด้านที่ผมนั่งปลงอายุสังขารอยู่นั้น ทำให้ ผมตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่เคยพบสถานการณ์นี้
เสียงพนักงานโบกธงแดงของการรถไฟแห่งประเทศไทยตะโกนด้วยความ ตระหนกว่า ระวัง!!! ประกอบกับเสียงฝีเท้าของชาวรถเมล์วิ่งกรูกันลงจากรถเมล์ทาง ประตูหน้า – หลัง อีกฝั่งหนึ่ง คนละด้านกับฝั่งที่ผมนั่งประจันหน้ากับหัวจักรรถไฟ ปลุกให้ผมตื่นจากภวังค์ ลุกขึ้นตั้งท่าวิ่งลงจากรถเมล์อย่างอาจหาญ แต่ติดขัดตรง คุณป้าวัยดึกที่นั่งขวางอยู่ด้านนอกของเบาะที่นั่งทำให้ผมติดอยู่ในระหว่างเบาะหน้า และเก้าอี้ที่ผมกับคุณป้านั่งหน้าตาตื่นและวิ่งไปไม่ไหว….ฮา!
รถเมล์กระชากตัวออกจากจุดจอดพ้นรางรถไฟ ได้ทันท่วงที เพราะรถที่จอดขวางรถเมล์พากันเลี้ยว หลบหลีกหนีพญามัจจุราชกันอย่างสุดชีวิต
ผมล้มลงบนเบาะที่นั่ง ทับลงไปบนตักคุณป้าที่ส่งเสียงร้องด้วยความตกใจสุดขีด รถไฟหยุดได้อย่างฉิวเฉียด ห่างจุดที่รถเมล์จอดขวางเมื่อสักครู่ไม่ถึง 10 เมตร รถเมล์จอดให้ผู้โดยสารที่หนีตายวิ่งนำไปข้างหน้ากลับมาขึ้นรถเมล์เพื่อเดินทางต่อ
ท่ามกลางเสียงหัวเราะเพื่อปลอบใจกันและกัน
แต่โศกนาฏกรรมที่แยกอโศกมนตรี – ดินแดง กลางกรุงเทพฯเมื่อวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 ผู้โดยสารรถเมล์ปรับอากาศสาย 206 ไม่โชคดีเหมือนผมเมื่อ 59 ปี ที่แล้วครับ


