ผู้อ่านสวรรค์นิวส์และสมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์…………………………………….. @ เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ๔๘ พรรษา ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี
พระคือโคมทิพย์แท้ สว่างดิน
คือฝนทิพย์หยาดริน ภาคพื้น
คือฉัตรทิพย์คู่จักริน เลิศค่า ล้ำแฮ
คือมณีทิพย์มิ่งเมืองชื่น อุ่นเกล้าชาวไทย
อัญเชิญไตรรัตน์คุ้ม อภิบาล พระเอย
มหามงคลวาร สวัสดิ์พร้อม
เฉลิมพระชนมาน เสวยสุข ยืนแฮ
ทวยราษฎร์รวมจิตน้อม นบไท้ถวายพร
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมข้าพระพุทธเจ้า นายสมพงษ์ หิรัญตระกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ คณะที่ปรึกษา คณะกรรมการ คณะทำงาน และเจ้าหน้าที่สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์

…………………………………….. @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หารือสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ เดินหน้ายุทธศาสตร์แรงงาน ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ต้อนรับ ดร.ธนิต โสรัตน์ ประธานกรรมการสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ ชุดที่ 21 และคณะ เนื่องในโอกาสร่วมแสดงความยินดีแก่นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. วาระปี 2569-2571 พร้อมหารือแนวทางความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์แรงงาน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ณ ห้องประชุม PASSION (802) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กรุงเทพฯ
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยภายใต้วิสัยทัศน์ “The New Chapter of Thai Industry” สำหรับวาระปี 2569-2571 โดยระบุว่า อุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องเปิดหน้าใหม่เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ผ่านการดำเนินยุทธศาสตร์หลักที่เรียกว่า 5I ประกอบด้วย
I1-Intelligent Industry
I2-Innovation & Creative Industry
I3-International Alliance & Network
I4-Industrial Infrastructure และ
I5-Inclusive & Sustainable Growth
เพื่อมุ่งสร้างความยืดหยุ่น ความยั่งยืน ตลอดจนการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมและการบริหารจัดการแรงงานอย่างเป็นระบบ โดยมี “ทุนมนุษย์” เป็นหัวใจสำคัญ อีกทั้งยังมีความพร้อมในการสนับสนุนนโยบาย Pay by Skill หรือการจ้างงานตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน (National Skill Standard) ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี AI และ Robotics มาใช้ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Smart Industry เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการแรงงานของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวในกลุ่มงาน 3D (Dirty, Dangerous, Difficult) ซึ่งแรงงานไทยไม่นิยมทำ โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงกฎหมายและข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำเข้าและการจ้างงานแรงงานต่างด้าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันแรงงานยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ในระยะยาว ส.อ.ท. เห็นว่าการเจรจากับประเทศต้นทางเพื่อปรับปรุงบันทึกข้อตกลง (MOU) อาจยังไม่เพียงพอ จึงเสนอให้มีการขยายกรอบความร่วมมือกับประเทศเพิ่มเติม เช่น ศรีลังกา อินโดนีเซีย และบังกลาเทศ เป็นต้น
ในประเด็นด้านการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงวัย ทั้งสองหน่วยงานเห็นพ้องในการผลักดันมาตรการจูงใจนายจ้าง อาทิ การเสนอให้หักลดหย่อนภาษีได้ 2-3 เท่า และการปรับปรุงกฎหมายให้รองรับการจ้างงานในรูปแบบที่ยืดหยุ่นหรือการจ้างงานรายชั่วโมง พร้อมมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะทั้ง Upskill และ Reskill เพื่อให้แรงงานสูงวัยที่มีประสบการณ์สามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งในประเด็นข้อมูล Big Data ด้านผู้สูงวัย ยังจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
นอกจากนี้ ประเด็นแรงงานผู้พ้นโทษยังได้รับการหยิบยกขึ้นหารือมากยิ่งขึ้น โดยในแต่ละปีมีผู้พ้นโทษออกจากเรือนจำประมาณ 100,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 80 เป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติด อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญที่ทำให้บุคคลเหล่านี้ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ คือ ความกังวลด้านความน่าเชื่อถือของนายจ้าง การถูกตีตราทางสังคม รวมถึงการขาดทักษะและที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ซึ่งหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาการมีงานทำได้อย่างยั่งยืน อาจนำไปสู่ปัญหาการกระทำผิดซ้ำที่สร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงกว่าในระยะยาว ทั้งนี้ ส.อ.ท. เห็นว่ากรมราชทัณฑ์ควรมีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้พ้นโทษและผู้ประกอบการ ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน โดย ส.อ.ท. ยินดีเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเข้าใจและเปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษสามารถกลับเข้าสู่ระบบการจ้างงานได้อย่างเหมาะสม พร้อมเสนอแนวทางการพัฒนา Social Enterprise หรือโรงงานต้นแบบสำหรับการจ้างงานผู้พ้นโทษโดยเฉพาะ รวมถึงการกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานและการออกใบรับรอง (Certificate) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชนในการรับแรงงานกลุ่มดังกล่าวเข้าทำงาน
ด้านประธานกรรมการสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ ชุดที่ 21 เห็นพ้องกับวิสัยทัศน์ของประธาน ส.อ.ท. และเห็นว่ายุทธศาสตร์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทย พร้อมมองว่า ส.อ ท. เป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนนโยบายด้านแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ ได้เชิญชวน ส.อ.ท. เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการสำรวจความต้องการแรงงานต่างด้าวใน 48 กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อจัดทำฐานข้อมูล Big Data ที่ชัดเจน สำหรับใช้วางแผนยุทธศาสตร์แรงงานของประเทศในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า
อีกทั้งในประเด็นแรงงานผู้พ้นโทษ ยังมีความเห็นสอดคล้องกับ ส.อ.ท. โดยเสนอให้มีการจัดเวทีหารือร่วมกันระหว่างสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และกระทรวงยุติธรรม เพื่อส่งเสริมให้ผู้พ้นโทษที่มีทักษะฝีมือเข้าสู่ตลาดแรงงานภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการออกใบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน (Certificate) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชนในการจ้างงานต่อไป
…………………………………… @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ต้อนรับคณะผู้บริหาร บสย. เดินหน้าพัฒนา SMEs เสริมศักยภาพและการเข้าถึงแหล่งทุน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และคณะกรรมการ ต้อนรับคณะผู้บริหารจาก บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นำโดยนายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป และนางดุสิดา ทัพวงษ์ รองผู้จัดการทั่วไปอาวุโส สายงานบริหารช่องทางและพัฒนาผู้ประกอบการ พร้อมคณะผู้บริหาร บสย. ในโอกาสเข้าพบเพื่อแสดงความยินดีในการเข้ารับตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. วาระปี 2569–2571 ณ ห้อง 801 มงคลสุธี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กรุงเทพฯ
ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs สมาชิก ส.อ.ท. ทั่วประเทศ โดย ส.อ.ท. ได้นำเสนอโครงการ SME Health Check ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินศักยภาพและสุขภาพธุรกิจในหลากหลายมิติ ทั้งด้าน Digital & AI และด้านการเงิน พร้อมบริการให้คำปรึกษาจากเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและนักธุรกิจรุ่นใหม่ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์จุดแข็ง ประเด็นที่ต้องพัฒนา ซึ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมโยงสู่บริการสนับสนุน รวมถึงแหล่งทุนที่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ บสย. ยังได้นำเสนอแนวทางการดำเนินมาตรการเร่งด่วน (Quick Big Win) เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนหารือแนวทางสนับสนุนด้านสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ร่วมกับสถาบันการเงินและผู้ประกอบการลีสซิ่ง ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน สะท้อนถึงความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่าง ส.อ.ท. และ บสย. ในการร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
…………………………………… @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันฯ เดินหน้านโยบาย 5I เสริมความมั่นคงพลังงาน รองรับวิกฤติอย่างยั่งยืน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยนายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน นายมงคล เฮงโรจนโสภณ รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม และคณะกรรมการ ร่วมต้อนรับกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม นำโดยนางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มฯ นายบวรศักดิ์ วาณิชย์กุล รองประธานกลุ่มฯ พร้อมคณะกรรมการกลุ่มฯ เนื่องในโอกาสเข้าพบเพื่อแสดงความยินดีในการเข้ารับตำแหน่ง ประธาน ส.อ.ท. วาระปี 2569-2571 ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กรุงเทพฯ
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้นำเสนอวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยภายใต้นโยบาย “5I” หรือ “The New Chapter of Thai Industry” ซึ่งประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ I1 – Intelligent Industry การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วย Digital และ AI, I2 – Innovation & Creative Industry การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์, I3 – International Alliance & Network การผลักดันไทยสู่การเป็น Global Supply Chain Hub, I4 – Industrial Infrastructure Reform การปรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และ I5 – Inclusive & Sustainable Growth การเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยมุ่งเน้น I3 – International Alliance & Network เป็นหลักเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้มีช่องทางการตลาดในระดับโลก
ด้านประธานกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันฯ ได้นำเสนอว่ากลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งเป็น 1 ใน 48 กลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้นโยบาย 5I และได้รายงานภาพรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน ว่ามีสมาชิกทั้งหมด 7 บริษัท โดยกลุ่มฯ ได้เน้นย้ำบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศ และพร้อมเดินหน้าผลิตวัตถุดิบเพื่อป้อนไปยังอุตสาหกรรมใน Supply Chain
ส.อ.ท. และกลุ่มฯ โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม มีความพร้อมในการสนับสนุนตามนโยบาย 5I ของ ส.อ.ท. โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน I5 – Inclusive & Sustainable Growth ที่มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ดูแลสิ่งแวดล้อม และสร้างการเติบโตร่วมกันกับสังคม สอดรับกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ในยุคพลังงานสะอาดที่ทุกภาคส่วนกำลังให้ความสำคัญ
…………………………………….. @ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เดินหน้าจับมือมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย พัฒนาทักษะแรงงานไทย ดัน AI–Digital Skills–EV สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เดินหน้าสร้างความร่วมมือเชิงรุกกับ มูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย (Kenan Foundation Asia) เพื่อยกระดับขีดความสามารถกำลังคนไทย และพัฒนาทักษะแห่งอนาคตที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ได้หารือร่วมกับคณะผู้บริหารมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย เพื่อกำหนดกรอบแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานไทย (Upskill & Reskill) ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของภาคอุตสาหกรรม (Industry-driven Skills)
ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะสำคัญในอนาคต ได้แก่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทักษะด้านดิจิทัล (Digital Skills) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) โดยทั้งสองหน่วยงานเตรียมบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยี ผ่านการส่งเสริมระบบการเรียนรู้ออนไลน์ (E-learning) ควบคู่กับการจัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญทั่วประเทศ เพื่อกระจายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้และการพัฒนาทักษะอย่างทั่วถึง
ความร่วมมือระหว่าง FTI Academy และมูลนิธิคีนันแห่งเอเซียในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคอุตสาหกรรมและองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน และเตรียมความพร้อมบุคลากรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างมั่นคง
…………………………………… @ บัตร APEC CARD ใกล้หมดอายุหรือไม่? ต่ออายุล่วงหน้าได้ เดินทางต่อเนื่องไม่มีสะดุด บัตร APEC CARD อายุ 5 ปี ต่ออายุล่วงหน้าได้สูงสุด 6 เดือน พบบริการใหม่จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) APEC CARD Assistance Services พร้อมสิทธิพิเศษ ดังนี้
- ทีมผู้เชี่ยวชาญดูแลครบทุกขั้นตอน
- ลดข้อผิดพลาด เอกสารครบถ้วน
- รวดเร็ว ประหยัดเวลา
เพียง 1,500 บาท/ราย ฟรี! ที่ปรึกษาส่วนตัว สำหรับสมาชิก ส.อ.ท. สมัครได้ที่ ส.อ.ท. ครบ จบในที่เดียว สอบถาม: 1453 กด 4, 1145 E-Mail: [email protected] ฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์ กิจกรรมและรายได้ ส.อ.ท.
…………………………………… @ นายกฯ ประชุมร่วมรัฐ-เอกชน เดินหน้าต้านทุจริต ยกระดับระบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้าร่วมประชุมการบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน เพื่อขับเคลื่อนมาตรการต่อต้านการทุจริตและยกระดับระบบการบริหารงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วม ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ
ส.อ.ท. ขอแสดงความขอบคุณและชื่นชมการดำเนินงานของนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานภาครัฐ ที่ตอบสนองต่อผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ทั้งนี้ที่ประชุมได้รับข้อเสนอ “กรอบการขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริต 6 ประการ” จากคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเครือข่าย ประกอบด้วย
- การปลูกฝังจิตสำนึกในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน
- การกำหนดนโยบายต่อต้านการทุจริตให้หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ มีนโยบาย มาตรการ และระบบกำกับดูแลภายในที่ชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากรบุคคล การออกใบอนุญาต การตรวจสอบ และการประเมินผล
- การพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงด้านคอร์รัปชัน โดยป้องกันตั้งแต่ต้นทางผ่านเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่สามารถระบุปัจจัยเสี่ยงได้อย่างชัดเจน
- การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้เข้าถึงได้ ตรวจสอบได้ และสามารถนำไปวิเคราะห์ต่อยอดได้ เพื่อลดช่องว่างด้านข้อมูล ลดการใช้ดุลพินิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการลดคอร์รัปชันเชิงระบบ
- การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Big Data และ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และสนับสนุนการตรวจสอบแบบ Real-time
- การกำหนดแนวทางการร้องเรียนและมาตรการคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล
นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำกรอบการขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตทั้ง 6 ประการไปปรับใช้เพื่อพัฒนากลไกการทำงาน โดยเฉพาะด้านการเปิดเผยข้อมูลและการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานด้านการต่อต้านการทุจริต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นานาประเทศในด้านการลงทุน การดำเนินธุรกิจ และความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ตลอดจนผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและการลงทุนที่มีศักยภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศและประชาชนต่อไป
…………………………………….. @ผลกระทบตะวันออกกลาง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ประจำเดือนเมษายน 2569 ลดลง ชงรัฐเร่งหนุนพลังงานสะอาด–ยกระดับ SMEs นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย ดร.วิรัช ฉัตรดรงค์ รองประธาน ส.อ.ท. และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท. ดร.ปิยะนุช มาลากุล ณ อยุธยา รองประธาน ส.อ.ท. และ ประธานสายงานสื่อสารองค์กร และนางสาวพรรรัตน์ เพชรภักดี ผู้อำนวยการใหญ่ ส.อ.ท. ร่วมเปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 85.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 88.6 ในเดือนมีนาคม 2569
การปรับลดลงของดัชนีดังกล่าว มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย โดยภาคการผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัว เนื่องจากจำนวนวันทำงานลดลงในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ราคาน้ำมันโลกยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยในเดือนเมษายน 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยอยู่ที่ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 45.32 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 33.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (Month on Month: MoM)
ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงมีฐานะติดลบ 62,000 ล้านบาท ส่งผลให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมจำนวน 20,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มภาระทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้น อาทิ เม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง อันเป็นผลจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน ค่าระวางเรือในเส้นทางการค้าสำคัญปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตก (West Coast) ที่เพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า รวมถึงมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (Surcharge) และค่าประกันภัยการขนส่งจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการส่งออกของผู้ประกอบการสูงขึ้นตามไปด้วย
อีกทั้ง การเบิกจ่ายงบประมาณด้านการลงทุนของภาครัฐยังคงล่าช้า โดยมีอัตราการเบิกจ่ายอยู่ที่ 38.31% ณ วันที่ 24 เมษายน 2569 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 45.0% ส่งผลให้การหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจเป็นไปอย่างล่าช้าอย่างไรก็ตาม ในเดือนเมษายน 2569 ยังมีปัจจัยสนับสนุนบางประการ ได้แก่ การจัดกิจกรรมเทศกาลสงกรานต์ที่ช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยคาดว่าสามารถสร้างรายได้มากกว่า 30,350 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 11–15 เมษายน 2569 เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year on Year: YoY)
นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือภาคการขนส่ง โดยสนับสนุนค่าน้ำมันสำหรับรถบรรทุกไม่ประจำทาง (ป้ายเหลือง 70) ในอัตรา 6 บาทต่อลิตร ระหว่างวันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 ซึ่งช่วยบรรเทาต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในระยะสั้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัว สะท้อนจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่มีมูลค่ารวม 1.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน เกษตร และอาหาร
ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลการจำหน่ายน้ำมันภายในประเทศของภาครัฐ ยังช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการ และลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของภาคการขนส่งและภาคการผลิตอุตสาหกรรม นอกจากนี้ Moody’s Ratings ยังได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยสู่ระดับ “มีเสถียรภาพ” ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเพิ่มเติมอีกด้วย
จากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,354 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนเมษายน 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงาน 84.6% เศรษฐกิจโลก 80.6% เศรษฐกิจภายในประเทศ 74.2% นโยบายภาครัฐ 39.4% อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 46.5% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 34.1% และการเข้าถึงสินเชื่อ 32.6%
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 92.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 95.9 ในเดือนมีนาคม 2569 โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากความกังวลต่อการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อระดับหนี้สาธารณะและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว
นอกจากนี้ ต้นทุนสินค้ายังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ปี 2569 ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ยังคงกดดันราคาพลังงานในตลาดโลก ส่งผลให้ต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยวปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส และโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ที่คาดว่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมถึงสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนภายในประเทศให้ขยายตัวมากขึ้น
ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ
- ส่งเสริมภาครัฐในการขับเคลื่อนกลไกการประชุม กรอ. ส่วนกลางและ กรอ. พลังงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
- เสนอให้ภาครัฐจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) สำหรับการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ ควบคู่กับการทบทวน ยกเลิก หรือรวมใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนให้เหลือใบอนุญาตหลัก (Super License) เพื่ออำนวยความสะดวก ลดภาระเอกสาร ระยะเวลา และต้นทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ
- เสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E20 และ B10 หรือสูตรอื่น ๆ ให้เป็นพลังงานหลักของภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ผ่านมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ
- เสนอให้หน่วยงานภาครัฐสนับสนุน ส.อ.ท. ในการเป็นกลไกช่วยเชื่อมโยง คัดกรอง และส่งต่อผู้ประกอบการ SMEs สู่แหล่งทุนและมาตรการสนับสนุน ผ่านระบบ FTI SME Funding Connect เพื่อให้ SMEs สามารถเข้าถึงมาตรการภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้รวบรวมผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมและข้อมูลตัวชี้วัดเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมย้อนหลัง 3 ปี จัดทำเป็น Dashboard เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Industry Data Space (iDS) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลสำหรับใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ โดยสามารถเข้าดูข้อมูลได้ที่ https://fti.or.th/ids
…………………………………….. @โค้งสุดท้ายอีกเพียง 4 วันสมัครก่อนมีสิทธิ์ก่อน SME Go Green ขอเชิญผู้ประกอบการในจังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมกิจกรรม “SME Go Green : พลังงานสะอาด เปลี่ยนอนาคต เพื่อผลักดันการดำเนินธุรกิจบนพื้นที่ของพลังงานสะอาด (clean energy) ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 – 14.00 นาฬิกา ณ 42C The Chic Hotel ถ.นครสวรรค์-พิษณุโลก อ.เมืองฯ จ.นครสวรรค์ สัมมนาฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย มาร่วมปลดล็อกคำถามว่า ทำไมต้องเข้าใจเรื่อง Carbon Footprint มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างไรหากไม่ดำเนินการจะเกิดอะไรขึ้น? และเทคนิคและประโยชน์ในการติดตั้งโซล่าเซลล์ พบผู้ให้บริการติดตั้ง Solar ราคาพิเศษ คัดสรรจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หลักเกณฑ์คำนวณ Carban Footprint เบื้องต้น / กฎหมายที่เกี่ยวข้อง / Carbon Tax /ตลาดซื้อขาย งบสนับสนุนจากภาครัฐในการดำเนินการ Carban Footprint สูงสุด 200,000 บาท สินเชื่อสำหรับผู้สนใจติดตั้ง solar rooftop ลุ้นรับ Lucky Draw ภายในงาน รับจำนวนจำกัดเพียง 60 บริษัท 100 ที่นั่งเท่านั้น! ลงทะเบียนด่วน : https://forms.gle/pYyuREvKRfD3AVmPA สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ โทร.056-245497, 081-0428934 ……………………………………………….. @ หน่วยงานที่มีข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดนครสวรรค์ สามารถฝากข่าวผ่านสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ หรือต้องการสมัครเป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ติดต่อสอบถามได้ที่ นายชาณัฐธนพล แสงสุข ผู้จัดการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ 056-245497,081-0428 934 โทรสาร 056-245 498 e-mail: [email protected], https://www.facebook.com/Nakhonsawan.fti


