33.8 C
Nakhon Sawan
วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 29, 2026
spot_img

วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3354/2569

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3479/2569 “โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 14 นาฬิกา ก่อนวันที่ 29 กันยายน 2565 ที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จึงต้องมีคำพิพากษานับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น ที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง จึงไม่ชอบและเมื่อศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอนับโทษต่อหรือไม่ ซึ่งจากการไต่สวนจำเลยแถลงรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลฎีกาจึงนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีดังกล่าวได้” วิเคราะห์คำพิพากษาฎีกาดังนี้

 

  1. ข้อเท็จจริงของคดี

(1) เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 14.00 นาฬิกา โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง เพื่อให้มีการนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่ง

(2) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โดยก่อนหน้านั้นศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 29 กันยายน 2565

(3) ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง

(4) ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงว่าจำเลยในคดีนี้เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อหรือไม่

(5) จากการไต่สวน จำเลยแถลงรับว่าเป็นบุคคลเดียวกัน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีดังกล่าวได้

 

  1. ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

ประเด็นที่ 1 โจทก์มีสิทธิขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องก่อนศาลอ่านคำพิพากษาหรือไม่

ประเด็นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมหรือถอนฟ้อง โดยต้องพิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎหมายประกอบกัน ในคดีนี้ โจทก์ยื่นคำร้องวันที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 14.00 นาฬิกา ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษา คือวันที่ 29 กันยายน 2565 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยชอบแล้ว ก็ต้องมีคำพิพากษาให้เป็นไปตามคำร้องในส่วนที่ขอให้นับโทษจำคุกต่อ เมื่อข้อเท็จจริงและเงื่อนไขในการนับโทษต่อได้รับการพิสูจน์ครบถ้วน

ข้อสังเกต: การยื่นคำร้องก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาเป็นข้อเท็จจริงสำคัญในคดีนี้ แต่ไม่ควรตีความว่าเป็นเงื่อนไขเดียวที่ทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องชอบด้วยกฎหมายเสมอไป

ประเด็นที่ 2 ศาลอุทธรณ์มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งอนุญาตของศาลชั้นต้นหรือไม่

ศาลอุทธรณ์ได้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการเพิกถอนดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เหตุผลสำคัญคือ คำร้องได้ยื่นก่อนวันนัดฟังคำพิพากษา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแล้ว จึงต้องพิจารณาผลทางกฎหมายของคำสั่งดังกล่าวตามข้อเท็จจริงเฉพาะของคดี ไม่ใช่เพิกถอนโดยไม่คำนึงถึงผลของการอนุญาตที่ชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า การตรวจสอบคำสั่งในชั้นอุทธรณ์ต้องพิจารณาทั้งขั้นตอนการดำเนินคดีและบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ

ประเด็นที่ 3 การนับโทษจำคุกต่อจำเป็นต้องพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาตัวบุคคลและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับคดีเดิม เพราะการขอให้นับโทษต่อจากคดีอื่นต้องมีข้อมูลเพียงพอให้ศาลวินิจฉัยได้ว่าควรนับโทษต่อจากคดีใด และมีเงื่อนไขตามกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ ในคดีนี้ ศาลฎีกาสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และปรากฏว่าจำเลยแถลงรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ อีกทั้งสำเนาคำพิพากษาแสดงว่าคดีเดิมมีคำพิพากษาก่อนคดีนี้ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ศาลฎีกาพิพากษาให้นับโทษจำคุกต่อได้

 

  1. วิเคราะห์เหตุผลและหลักกฎหมายของคำพิพากษา สามารถแยกเหตุผลของศาลฎีกาออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1 — ตรวจสอบความชอบของคำร้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องก่อนวันนัดฟังคำพิพากษา และศาลชั้นต้นอนุญาตแล้ว

ขั้นที่ 2 — ตรวจสอบคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการเพิกถอนคำสั่งอนุญาตของศาลชั้นต้นในกรณีนี้ไม่ชอบ

ขั้นที่ 3 — ไต่สวนและพิสูจน์ตัวบุคคล เมื่อจำเลยรับว่าเป็นบุคคลเดียวกัน และมีสำเนาคำพิพากษาคดีเดิมยืนยันข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีเดิมได้

ข้อสังเกตสำคัญคือ ศาลฎีกาไม่ได้อาศัยเพียงการที่โจทก์ยื่นคำร้องทันเวลาเท่านั้น แต่ยังพิจารณาข้อเท็จจริงจากการไต่สวนและหลักฐานเกี่ยวกับคดีเดิมด้วย

 

  1. ผลทางกฎหมายของคำพิพากษา

จากคำพิพากษาฉบับเต็มที่ค้นพบ คดีเดิมมีโทษจำคุก 17 ปี 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท ส่วนคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 2 ปี และศาลอุทธรณ์แก้ไขให้มีโทษจำคุกเพิ่มอีก 1 เดือน รวมเป็นจำคุก 2 ปี 1 เดือน โดยศาลฎีกาแก้เฉพาะเรื่องการนับโทษต่อจากคดีเดิม ส่วนอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

การนับโทษต่อมีความสำคัญต่อการบังคับโทษ เพราะเป็นการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างโทษจำคุกในคดีนี้กับโทษจำคุกในคดีเดิม มิใช่การกำหนดโทษใหม่ในความผิดที่ศาลวินิจฉัยไปแล้ว

 

  1. หลักกฎหมายที่ควรจำสำหรับการสอบเนติบัณฑิตหรือการแข่งขันตอบปัญหากฎหมาย

มาตรา 163 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ใช้พิจารณาหลักเกณฑ์การแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง

การขอนับโทษจำคุกต่อ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและเงื่อนไขตามกฎหมาย รวมถึงความเป็นบุคคลเดียวกันในคดีที่เกี่ยวข้อง

การไต่สวนข้อเท็จจริง ศาลอาจให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อประกอบการวินิจฉัยปัญหาการนับโทษต่อ

การพิจารณาคำสั่งของศาลชั้นต้น ต้องคำนึงถึงขั้นตอนการดำเนินคดีและผลทางกฎหมายของคำสั่งที่ออกโดยชอบแล้ว

 

  1. สรุปหลักคำพิพากษา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3354/2569 วางแนววินิจฉัยในประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเพื่อขอให้นับโทษจำคุกต่อว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องก่อนวันที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวในกรณีนี้ไม่ชอบ เมื่อศาลฎีกาให้ไต่สวนและปรากฏว่าจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีเดิม ศาลฎีกาจึงให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีเดิมได้

 

ผู้ช่วยศาตราจารย์ปองปรีดา ทองมาดี

ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต

มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา

ติดตามเราที่

149แฟนคลับชอบ
spot_img

ข่าวลาสุด